เสียงกระแทกแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะทำงานกระจกใสในห้องประชุมใหญ่ไม่ได้ดังจนน่าตกใจ แต่มันหนักแน่นพอที่จะทำให้บรรยากาศรอบข้างดิ่งวูบลงราวกับอุณหภูมิในห้องถูกปรับลดลงสิบองศาเซลเซียสในพริบตา
รณกรยืนค้ำโต๊ะด้วยสองมือ สันกรามคมสันขึ้นรูปชัดเจนจนเห็นกล้ามเนื้อขากรรไกรที่ขบเข้าหากันแน่น ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสะท้อนภาพของหญิงสาวที่นั่งกอดอกเชิดหน้าอยู่ฝั่งตรงข้าม รอยยิ้มเยาะหยันบนเรียวปากของพิมพ์ตะวันคือสิ่งเดียวในห้องที่กำลังท้าทายความอดทนอันน้อยนิดของสถาปนิกหนุ่มผู้ขึ้นชื่อเรื่องความสมบูรณ์แบบ
"คุณเรียกว่านี่คือการคำนวณโครงสร้างที่ผ่านเกณฑ์ความปลอดภัยแล้วอย่างนั้นเหรอครับ, คุณพิมพ์ตะวัน"
เสียงทุ้มต่ำที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของรณกรราบเรียบ เย็นชา และเต็มไปด้วยการกดขี่ที่พร้อมจะบดขยี้ความมั่นใจของอีกฝ่ายให้แหลกคามือ มันไม่ใช่คำถามเชิงปรึกษา แต่มันคือการพิพากษาจากคนที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารในโปรเจกต์นี้
พิมพ์ตะวันยักไหล่เบาๆ ส่งเสียงหัวเราะในลำคออย่างไม่ยี่หสะ เธอกวาดสายตามองหน้าสถาปนิกหนุ่มจอมเผด็จการด้วยแววตาวาวโรจน์ที่ไม่ยอมแพ้แม้แต่นصفมิลลิเมตร กำแพงความเชื่อใจในสายงานที่เธอสร้างขึ้นมาด้วยหยาดเหงื่อและรอยแผลเป็นในอดีต ทำให้เธอเกลียดที่สุดคือพวกอีโก้สูงที่มองไม่เห็นคุณค่าของงานคนอื่น
"ถ้าสถาปนิกหูหนวกตาบอดอย่างคุณ จะกรุณาถอดแว่นแล้วก้มลงไปอ่านหมายเหตุในหน้าสี่สิบสองสักนิด คุณก็จะเห็นว่าฉันออกแบบเผื่อโหลดน้ำหนักไว้เกินมาตรฐานสถาปัตยกรรมงี่เง่าของคุณถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์ค่ะ" พิมพ์ตะวันตอบกลับด้วยน้ำเสียงฉาดฉาน รอยยิ้มเยาะถูกส่งกลับไปแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน "หรือว่าสมองระดับ 3D ของคุณ มันประมวลผลไม่ทันเพราะมัวแต่คิดว่าตัวเองหล่อเกินไปจนลืมเปิดโหมดรับข้อมูลกันแน่คะ?"
รณกรแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อย ความหงุดหงิดพลุ่งพล่านขึ้นมาจนปลายประสาทตึงเครียด ผู้หญิงคนนี้มีพรสวรรค์พิเศษในการทำให้เส้นเลือดข้างขมับของเขากระตุกได้อย่างแม่นยำทุกครั้งที่อ้าปากพูด
เขาก้าวเท้าอ้อมโต๊ะประชุมเข้ามาประชิดตัวร่างบางที่ยังคงนั่งไขว่ห้างพิงพนักเก้าอี้อย่างไม่เกรงกลัว กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นกระดาษพิมพ์เขียวและบุคลิกอันทรงพลังแผ่ซùmซ่านจนอากาศรอบตัวพิมพ์ตะวันเริ่มเจือจางลงทีละน้อย แม้เธอจะพยายามรักษาอาการนิ่งสงบแค่ไหน แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับเริ่มเต้นผิดจังหวะเมื่อเงาสูงใหญ่ของเขาโน้มลงมาใกล้จนหน้าผากเกือบจะชิดกัน
"ปากเก่ง..." รณกรกระซิบเสียงต่ำลอดไรฟัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียนของหญิงสาว "แต่ผลงานที่คุณส่งมามันสะท้อนว่าสมองของคุณไม่ได้ทำงานตามปากเลยสักนิด แบบแปลนนี้มันใช้ไม่ได้ ผมไม่อนุญาตให้ใช้โครงสร้างนี้ในโปรเจกต์ของผม"
"อ๋อเหรอคะ?" พิมพ์ตะวันสวนกลับทันควันโดยไม่ยอมถอยใบหน้าหนีแม้แต่น้อย ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีดำสนิทที่ดุดันราวกับสัตว์ป่า "แต่ในฐานะหัวหน้าทีมวิศวกร ฉันบอกคุณไว้ตรงนี้เลยนะว่าฉันจะไม่แก้เด็ดขาด! ถ้าคุณอยากได้โครงสร้างที่สวยงามจนตึกถล่มลงมาทับหัวคนอื่นก็ตามใจรสนิยมห่วยๆ ของคุณเถอะ แต่ฉันไม่เอาด้วยคน!"
"พิมพ์ตะวัน!" รณกรเรียกชื่อเธอเสียงดังขึ้นด้วยความเหลืออด มือหนาเผลอยกขึ้นทุบลงบนพนักเก้าอี้ที่เธอนั่งอยู่จนเกิดเสียงดังสนั่น ล้อมกรอบเธอไว้ในพื้นที่แคบๆ ระหว่างโต๊ะกับตัวเขา "คุณจะใช้อารมณ์เหนือเหตุผลไปถึงไหน! นี่คือโปรเจกต์ระดับชาติ ไม่ใช่สนามเด็กเล่นที่คุณจะมาเอาชนะผมด้วยความดื้อรั้นอย่างไร้เหตุผลแบบนี้!"
"ใครกันแน่ที่ใช้อารมณ์!" พิมพ์ตะวันกระแทกเสียงกลับอย่างเหลืออด มือเรียวผลอกแผงอกกว้างของเขาออกเต็มแรงด้วยความโมโห "คุณต่างหากที่เอาแต่อคติกับฉันตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเท้าเข้ามาเหยียบออฟฟิศนี้! คุณไม่เคยยอมรับงานของฉัน ไม่ใช่เพราะมันไม่ดี แต่เพราะคุณมันอีโก้จัดจนมองไม่เห็นหัวใครทั้งสิ้น!"
แรงปะทะทางกายและวาจาทำให้ทั้งคู่ยืนหายใจหอบกระชั้นชิด ระยะห่างระหว่างกันแทบไม่เหลือพื้นที่ให้ลมผ่าน รณกรจ้องมองริมฝีปากที่กำลังขยับเถียงเขาไม่หยุดด้วยแววตาที่เปลี่ยนจากความโกรธเกี้ยวเป็นความรู้สึกบางอย่างที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบาย ดวงตาคู่คมกวาดมองตั้งแต่ดวงตากลมโตที่รauระริกด้วยความโกรธ ไล่ลงมาที่สันจมูกรั้น และมาหยุดอยู่ที่เรียวปากสีพีชที่ยังคงเผยอเถียงเขาฉอดๆ
ความเงียบงันชั่วขณะเข้าปกคลุมห้องประชุม มีเพียงเสียงลมหายใจที่สอดประสานกันท่ามกลางความตึงเครียด รณกรนิ่งไปชั่ววินาที มือที่เคยทุบเก้าอี้เปลี่ยนเป็นเอื้อมไปคว้าข้อมือเล็กของเธอไว้แน่น ไม่ให้เธอขยับหนีไปไหนได้ พิมพ์ตะวันชะงัก ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจเมื่อสัมผัสได้ถึงความร้อนจากฝ่ามือหนาที่ส่งผ่านผิวเนื้อ
"ปล่อยนะ..." พิมพ์ตะวันพยายามบิดข้อมือออกจากการเกาะกุม แต่รณกรกลับยิ่งออกแรงรั้งให้เธอขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนร่างของทั้งคู่แทบจะแนบชิดติดกัน
รณกรไม่ยอมตอบ เขาเพียงแต่โน้มใบลงมาใกล้ซอกคอหอมกรุ่นของเธอจนลมหายใจร้อนผ่าวรดรินอยู่เหนือลาดไหล่มน น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาในจังหวะนั้นไม่ได้เกรี้ยวกราดเหมือนก่อนหน้า แต่มันกลับแหบพร่าและเต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ทำเอาคนฟังถึงกับขนลุกชัน
"ถ้าคุณยังดื้อดึงไม่ยอมฟังผม... ผมคงต้องใช้วิธีอื่นในการจัดการกับเด็กดื้ออย่างคุณแล้วล่ะครับ..."
ในเสี้ยววินาทีที่บรรยากาศกำลังเปลี่ยนผ่านจากสงครามประสาทไปสู่ความกำกวมที่ชวนใจเต้นแรง ประตูห้องประชุมกระจกใสก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้การเคาะเตือนสิทธิ์
"พายครับ! ผมเอาเอกสารที่เธอขอ... เฮ้ย!"
เสียงทุ้มคุ้นหูของธันวาหยุดชะงักกะทันหัน พร้อมกับร่างของวิศวกรหนุ่มคู่ปรับที่ยืนแข็งทื่ออยู่ตรงหน้าประตู เมื่อสายตาของเขาปะทะเข้ากับภาพของรณกรที่กำลังกึ่งคร่อมกึ่งโอบพิมพ์ตะวันไว้แนบชิดบนเก้าอี้ในมุมอับสายตา
พิมพ์ตะวันเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบออกแรงผลักรณกรสุดแรงจนร่างสูงเซถอยหลังไปสองก้าว รณกรหันกลับไปมองผู้มาใหม่ด้วยสายตาดุดันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ สันกรามขบเข้าหากันแน่นด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะในเวลาสำคัญอย่างที่สุด
ธันวากวาดสายตามองคนทั้งคู่สลับกันด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันที่ดังชัดเจนไปทั่วทั้งห้องประชุม
"โอ๊ะ... ผมมาขัดจังหวะอะไรสำคัญหรือเปล่าครับเนี่ย? ดูท่าทาง... โปรเจกต์นี้คงไม่ได้มีแค่เรื่องโครงสร้างตึกซะแล้วมั้งครับ"
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและแวะมาเติมกำลังใจให้กันเสมอนะครับ
เดิมพันรักฉบับคนกวนประสาท•ตอนที่ 6
คำพูดที่ไม่เข้าหู
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เดิมพันรักฉบับคนกวนประสาท นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!