"หากท่านยังก้าวเท้าด้วยมุมเอียงสิบห้าองศาเช่นนั้น เกราะเหล็กกล้าชั้นดีที่ข้าเพิ่งตีขึ้นรูปให้ จะกลายเป็นเศษกระป๋องไร้ค่าภายในสามกิโลเมตรแรกบนทางหลวงมุ่งสู่เมืองหลวงแน่นอนครับคุณกร"
น้ำเสียงติดจะเย้าแหย่แต่เต็มไปด้วยความหวังดีดังขึ้นจากร่างระหงของหญิงสาวในชุดคลุมนักเวทสีครามลึก เซเลสเต้ใช้ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะลงบนไหล่ขวาของผมเบาๆ เป็นเชิงบังคับให้ปรับท่าทางการเดิน ผมชำเลืองมองอาจารย์สาวผู้ลึกลับด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยตามเคย แม้ในใจจะกำลังคำนวณน้ำหนักของแร่ธาตุและค่าความทนทานของอุปกรณ์ที่เพิ่งอัปเกรดขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ อย่างละเอียด
พวกเรากำลังยืนอยู่ ณ ประตูทิศเหนือของหมู่บ้านเริ่มต้น ‘โอ๊คเฮเวน’ แผ่นไม้โอ๊คหนาหนักที่ทำหน้าที่เป็นประตูเมืองถูกเปิดอ้าออกเผยให้เห็นทิวทัศน์เบื้องหน้า ซึ่งแตกต่างจากความสงบเงียบภายในเขตปลอดภัยอย่างสิ้นเชิง ถนนสายหลักปูด้วยหินกรวดหยาบพาดผ่านทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ที่ทอดยาวไปสู่แนวป่าหมอกทมิฬ ไกลออกไปคือยอดแหลมของมหานคร ‘เวลทอเรีย’ ศูนย์กลางการค้าและเทคโนโลยีเวทมนตร์แห่งดินแดนนี้
"ผมแค่กำลังทดสอบจุดศูนย์ถ่วงของชุดเกราะรุ่นต้นแบบ 'เซนทิเนล มาร์กทู' ครับอาจารย์" ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พลางขยับข้อศอกเพื่อสังเกตการคืนตัวของแผ่นซับแรงกระแทกที่ทำจากหนังวัวอสูรผสมผสานกับแร่ไอรอนไนต์ "น้ำหนักรวมห้าสิบกิโลกรัม กระจายตัวสม่ำเสมอแปดสิบเปอร์เซ็นต์ที่ลำตัวช่วงล่าง อัตราการสูญเสียความเร็วในการเคลื่อนที่อยู่12.5% ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้สำหรับการเดินทางไกล"
เซเลสเต้หัวเราะคิกคักในลำคอ ดวงตากลมโตคู่นั้นพราวระยับราวกับเด็กน้อยที่กำลังสนุกสนานกับของเล่นชิ้นใหม่ เธอยกมือขึ้นกอดอกแล้วโน้มตัวเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นจางๆ ของสมุนไพรป่าและสนโบราณ "เจ้าเด็กคนนี้นี่นะ มองทุกอย่างเป็นตัวเลขและสมการไปเสียหมด โลกภายนอกไม่ได้มีแค่สูตรคำนวณทางฟิสิกส์หรอกนะกร ความไม่แน่นอนคือเสน่ห์ที่แท้จริงของการผจญภัยต่างหากล่ะ"
"ความไม่แน่นอนคือความเสี่ยงที่ยังไม่ได้ถูกประเมินค่าต่างหากครับ" ผมเอ่ยแย้งเบาๆ ก่อนจะก้าวเท้าข้ามธรณีประตูหินของหมู่บ้านออกไปอย่างเป็นทางการ
ทันทีที่รองเท้าบู๊ตเหล็กสัมผัสกับพื้นดินนอกเขตคุ้มครอง เสียงระฆังเตือนภัยโทนต่ำก็ดังขึ้นในหัวของผม พร้อมกับแถบสถานะสภาพแวดล้อมที่ปรากฏขึ้นแบบเรียลไทม์ในขอบเขตการมองเห็น โครงสร้าง World-building ของเกม VRMMO นี้นับว่าทำออกมาได้สมจริงเกินคาด แรงลมที่พัดปะทะใบหน้าพาเอาละอองฝุ่นและกลิ่นอื้นของดินชื้นหลังฝนตกเข้ามาสัมผัสประสาทสัมผัสได้อย่างชัดเจน ระบบความเหนื่อยล้า (Fatigue System) เริ่มทำงานทันทีที่ก้าวพ้นเขตปลอดภัย อัตราการฟื้นฟูค่าความอึดลดลงสามสิบเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผมจด
บันทึกไว้ในความทรงจำทันที
การเดินทางสู่เมืองหลวงเวลทอเรียใช้เวลาเดินเท้าประมาณสองชั่วโมงในสภาพแวดล้อมปกติ แต่สำหรับเกมนี้ที่มีระบบสุ่มเหตุการณ์เฉพาะหน้า (Dynamic Event System) การเดินทางย่อมไม่ราบรื่นอย่างที่คิด สองข้างทางเต็มไปด้วยซากปรักหักพังของเสาหินโบราณที่แสดงถึงอารยธรรมเก่าแก่ที่ล่มสลาย หญ้าสูงระดับเอวไหวเอนตามกระแสลม ซ่อนเงาของมอนสเตอร์ระดับกลางอย่าง ‘สุนัขป่าเงาจันทรา’ ที่มักจะซุ่มโจมตีนักเดินทางผู้ประมาท
"ระวังข้างซ้ายครับ" ผมเอ่ยเตือนสั้นๆ พร้อมกับยกโล่ขนาดพกพาที่เพิ่งตีขึ้นจากเศษเหล็กกล้าขึ้นมาตั้งรับในองศาที่คำนวณไว้
*เคร้ง!*
กรงเล็บแหลมคมตะปูเข้ากับผิวโลหะเกิดประกายไฟสว่างวาบ ร่างสีดำทมิฬของสุนัขป่าเงาจันทรากระเด็นถอยหลังไปตามแรงสะท้อน มันแยกเขี้ยวคำรามต่ำด้วยความโกรธเกรี้ยว ดวงตาสีแดงฉานจ้องมองมาที่เราอย่างอาฆาต แต่มันไม่มีโอกาสได้โจมตีครั้งที่สอง เพราะเซเลสเต้ที่ยืนอยู่ด้านหลังสะบัดมือเบาๆ วงแหวนเวทมนตร์สีครามสว่างวาบขึ้นกลางอากาศ ก่อนที่กระสุนน้ำแข็งอัดแน่นจะพุ่งเข้าปักร่างของเจ้าหุ่นเชิดเงาจนแข็งค้างคาที่ในพริบตา
"ฝีมือการบล็อกเมื่อครู่นี้ใช้ได้นี่เจ้าค่ะ คำนวณแรงปะทะได้แม่นยำไม่เลวเลย" อาจารย์สาวเอ่ยชมด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "แต่ถ้ามัวแต่ยืนคำนวณมุมสะท้อนอยู่แบบนั้น เดี๋ยวกองทัพฝูงหลังก็แห่กันมาต้อนรับพวกเราพอดี เร่งฝีมือกันหน่อยเถอะกร ข้าเริ่มหิวชาสมุนไพรที่ร้านประจำในเวลทอเรียแล้วล่ะนะ"
ผมไม่ได้ตอบอะไร ทำเพียงแค่ก้มลงเก็บชิ้นส่วนวัตถุดิบ 'เขี้ยวเงาจันทรา' และ 'ต่อมมานา' ที่ดรอปจากซากมอนสเตอร์อย่างใจเย็น บันทึกข้อมูลลงในหน้าต่างคลังไอเทมเพื่อเตรียมนำไปใช้เป็นส่วนผสมในการตีแกร่งอุปกรณ์ระดับสูงในอนาคต การเดินทางดำเนินต่อไปท่ามกลางบรรยากาศที่ผสมผสานระหว่างความเงียบสงบของธรรมชาติและความตื่นเต้นเร้าใจจากการปะทะกับมอนสเตอร์ประปราย
เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง จนกระทั่งพวกเราเดินมาถึงจุดพักแรมครึ่งทาง—ซุ้มประตูหินโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทุ่งโล่ง ที่นี่ควรจะเป็นจุดปลอดภัยชั่วคราวตามข้อมูลแผนที่ที่ผมศึกษามา แต่ทว่า... บรรยากาศรอบตัวกลับเงียบสงัดจนผิดปกติ เสียงแมลงและนกร้องเงียบหายไปอย่างไร้ร่องรอย ลมที่พัดผ่านกลับกลายเป็นไอเย็นยะเยือกที่เสียดแทงทะลุเกราะเหล็กกล้าเข้ามาถึงกระดูก
"อาจารย์ครับ..." ผมหยุดเดินและยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้เซเลสเต้หยุดตาม "สภาพแวดล้อมรอบตัวผิดปกติ อุณหภูมิลดลง 4.2 องศาเซลเซียสภายในเวลาสิบวินาที และค่าความหนาแน่นของมานาในอากาศพุ่งสูงขึ้นอย่างไร้เหตุผล"
เซเลสเต้หุบยิ้มบนใบหน้า รอยแววตาขี้เล่นเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความจริงจังและความระแวดระวัง เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ ซุ้มประตูหินโบราณที่เริ่มมีละอองหมอกสีดำปกคลุมหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ "ดูเหมือนว่าพวกเราจะไม่ได้เดินหลงเข้ามาในพื้นที่สุ่มธรรมดาเสียแล้วล่ะกร... เจ้าสิ่งนั้นกำลังตื่นขึ้น"
ทันใดนั้น พื้นดินใต้ฝ่าเท้าก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับมีบางสิ่งขนาดมหึมาพยายามดันตัวเองขึ้นมาจากใต้พื้นพิภพ อักษรเวทมนตร์สีแดงฉานนับร้อยตัวปรากฏขึ้นกลางอากาศรายล้อมรอบตัวพวกเรา บล็อกกั้นเส้นทางหนีทุกด้านไว้จนหมดสิ้น
ในวินาทีที่ความตึงเครียดพุ่งถึงขีดสุด หน้าต่างแจ้งเตือนโปร่งใสสีทองอร่ามที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนในสารบบข้อมูลเกม ก็เด้งขึ้นมาขวางกั้นสายตา พร้อมกับเสียงสังเคราะห์ของระบบที่ดังสะท้อนก้องกังวานอยู่ในหัวจนแก้วหูแทบสั่น
[ระบบตรวจพบเงื่อนไขลับสมบูรณ์: ผู้เล่น 'กร' ได้ก้าวเข้าสู่เขตอาคมต้องห้ามแห่งปฐมกาล]
[กระตุ้นการทำงานของภารกิจระดับสูงสุด: ภารกิจระดับ SSS 'พันธสัญญาแห่งเตาหลอมโบราณ' ถูกเปิดใช้งาน]
[คำเตือน: การปฏิเสธภารกิจจะส่งผลให้ไอเทมสวมใส่ทั้งหมดถูกรีเซ็ต และบัญชีผู้เล่นถูกผนึกถาวร—]
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง สนับสนุน และคอยตบไหล่ให้กำลังใจ "ค้อนตีเหล็กสะท้านเกม" มาโดยตลอดนะครับ
เซียนคราฟต์หน้าตายกับยายอาจารย์สายป่วนในเกม VR•ตอนที่ 7
ก้าวออกจากหมู่บ้านเริ่มต้น
ผลงานโดย ค้อนตีเหล็กสะท้านเกม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ค้อนตีเหล็กสะท้านเกม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนคราฟต์หน้าตายกับยายอาจารย์สายป่วนในเกม VR นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!