สถาปนิกไร้ใจกับอดีตภรรยาที่เขาสั่งลบชื่อ•ตอนที่ 7

ภายใต้หน้ากากน้ำแข็ง

ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
“คุณจะบอกว่านี่คือเรื่องบังเอิญอย่างนั้นเหรอ ธันวา?” เสียงทุ้มต่ำของชายหนุ่มสั่นพร่าขณะกวาดสายตาผ่านหน้าจอแท็บเล็ตเครื่องบาง ความเย็นเยียบแล่นพล่านไปทั่วสันหลังเมื่อเขาทบทวนภาพถ่ายในมือซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใบหน้าที่ประทับอยู่บนหน้าจอไม่ใช่คนอื่นคนไกล แต่มันคือ ‘พิมพ์เขียว’ ที่ถอดแบบมาจากตัวเขาในวัยเยาว์อย่างไม่มีผิดเพี้ยน ธันวาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานหนังแท้ แรงกระแทกนั้นทำให้โต๊ะไม้โอ๊กตัวเขื่องสั่นไหวเล็กน้อย เขารู้สึกเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากหัวใจออกมาวางไว้บนเขียง ความเป็นเหตุเป็นผลในฐานะสถาปนิกที่เคยเชื่อมั่นมาตลอดชีวิตพังทลายลงในวินาทีนี้ เมื่อตุ๊กตาหมีตัวเก่าสีมอซอในมือของเด็กน้อยตัวนั้น คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ย้ำเตือนว่า... สิ่งที่รินรดาเคยปกปิดไว้อาจเป็นความลับที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เขาเคยทำกับเธอ “บัดซบเอ๊ย...” เขาสบถลอดไรฟัน พลางคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดต่อสายหาเลขาด้วยมือที่สั่นเทา “ยกเลิกนัดทั้งหมดวันนี้ แล้วตามสืบให้ได้ว่าช่วงสี่ปีที่ผ่านมา รินรดาอยู่ที่ไหน ใครเป็นคนดูแลเธอ... และที่สำคัญที่สุด เด็กคนนั้นเป็นลูกใคร!” ในขณะเดียวกัน ที่สำนักงานออกแบบชั้นนำใจกลางกรุง รินรดากำลังยืนอยู่หน้าผนังกระจกบานยักษ์ เธอจ้องมองแสงไฟจากตึกระฟ้าเบื้องล่างด้วยสายตาที่เรียบเฉย แววตาของเธอดุจผืนน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น ทว่าภายใต้ความสง่างามนั้น ฝ่ามือที่ประสานกันอยู่ด้านหลังกลับจิกเข้าหากันแน่นจนเล็บแทบจะจมลงไปในเนื้อ “คุณดูเหนื่อยนะริน” เสียงนุ่มนวลของอคินดังขึ้นจากด้านหลัง เขาเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับวางมือลงบนไหล่เธออย่างแผ่วเบา รินรดาผ่อนลมหายใจออกยาวเหยียด กลิ่นน้ำหอมราคาแพงของเขาไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกสั่นคลอนในอกจางหายไปได้เลย “ฉันไม่ได้เหนื่อยหรอกค่ะอคิน แค่กำลังคิดว่า... บางครั้งความทรงจำก็เหมือนสถาปัตยกรรมที่ก่อสร้างไม่เสร็จ มันทิ้งโครงเหล็กสนิมเขรอะไว้คอยทิ่มแทงเราอยู่เสมอ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ราวกับกำลังวิจารณ์ผลงานการออกแบบชิ้นหนึ่ง “ถ้ามันทิ่มแทง ก็แค่ทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่” อคินขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกจนรินรดาสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากตัวเขา “คุณไม่จำเป็นต้องแบกมันไว้คนเดียวอีกต่อไป โดยเฉพาะตอนนี้ ที่ธันวาเริ่มขุดคุ้ยเรื่องราวที่คุณพยายามฝังกลบ” รินรดาหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตากลมโตคู่สวยที่ผ่านการเจียระไนจากความเจ็บปวดมาอย่างโชกโชนจ้องมองเขาด้วยความสงสัย “เขารู้แล้วเหรอคะ?” “ไม่เชิง” อคินยิ้มบางๆ มือหนาเชยคางหญิงสาวขึ้นอย่างถือวิสาสะ “แต่เขากำลังคลั่ง และเมื่อคนอย่างธันวาคลั่ง... เขาจะทำทุกอย่างเพื่อได้คำตอบ แม้ต้องทำลายล้างทุกสิ่งที่ขวางหน้าก็ตาม” สัมผัสของอคินไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกหวาดหวั่น แต่มันกลับตอกย้ำให้เห็นว่าเธอได้เดินมาไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับ ค่ำคืนนั้นเอง ณ คลับหรูใจกลางเมือง ธันวาซึ่งอยู่ในสภาพไม่ต่างจากคนไร้สติ ดื่มด่ำกับน้ำสีอำพันในแก้วใสราวกับจะใช้มันชะล้างความจริงที่กำลังกัดกินเขา เขากำลังจะหมุนตัวเดินออกจากร้านเมื่อร่างเพรียวบางของหญิงสาวคนหนึ่งเดินสวนมา “ริน...” เขาเรียกชื่อเธอด้วยเสียงที่แหบพร่าจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ รินรดาชะงักฝีเท้า เธอหันกลับมามองอดีตสามีด้วยสายตาที่เย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก ความโหยหาที่เคยมีมลายสิ้นเหลือเพียงความรังเกียจที่ถูกเคลือบไว้ด้วยความสุภาพ “คุณธันวาคะ” เธอเรียกเขาด้วยสรรพนามห่างเหิน “ดูเหมือนว่าแอลกอฮอล์จะทำให้คุณเห็นภาพหลอนไปทั่วเลยนะคะ ถึงได้เรียกชื่อคนที่ไม่ควรเรียกแบบนี้” ธันวาไม่รอช้า เขาคว้าข้อมือเธอไว้แน่น แรงบีบนั้นมากพอที่จะทำให้รินรดานิ่วหน้า แต่เธอไม่ได้กรีดร้อง เธอเพียงแค่จ้องมองเขาด้วยสายตาที่นิ่งเสียจนเขารู้สึกหนาวเหน็บเข้าไปถึงกระดูก “ตอบฉันมาคำเดียว... เด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกฉันใช่ไหม?” เขากระชากถาม เสียงนั้นสั่นพร่าไปด้วยความคาดหวังที่เขาก็ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการคำตอบแบบไหนกันแน่ รินรดากระตุกยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่ทำให้ธันวาต้องชะงักงัน มันเป็นยิ้มแบบเดียวกับที่เธอเคยใช้ตอนที่ถูกเขาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีในอดีต แต่ครั้งนี้... มันมีอำนาจกดขี่ซ่อนอยู่ “ทำไมฉันต้องตอบคำถามคนแปลกหน้าด้วยล่ะคะ?” เธอดึงข้อมือออกจากการกอบกุมอย่างง่ายดายราวกับรังเกียจสัมผัสนั้น “และต่อให้ใช่... คุณคิดว่าผู้ชายที่เคยเซ็นชื่อสั่งลบชื่อฉันออกจากทะเบียนบ้านอย่างเลือดเย็น จะมีสิทธิ์อะไรในตัวเด็กคนนั้นคะ?” คำพูดของเธอเหมือนคมมีดที่กรีดลงบนแผลเดิมซ้ำๆ ธันวานิ่งค้างราวกับถูกสาป แต่ก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยคำแก้ตัว เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อของรินรดาก็ดังขึ้น เธอหยิบมันขึ้นมาดูเพียงครู่เดียว ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “เกิดอะไรขึ้น?” ธันวาถามด้วยสัญชาตญาณของการเป็นผู้ปกป้อง รินรดาไม่ตอบ เธอรีบหมุนตัวจะเดินหนี แต่ทันใดนั้น ชายชุดดำกลุ่มหนึ่งที่ดูไม่น่าไว้ใจก็ก้าวเข้ามาล้อมรอบตัวพวกเขาไว้ ทั้งหมดเป็นลูกน้องของหุ้นส่วนธุรกิจคนเก่าที่ธันวาเคยหักหลัง และดูเหมือนเป้าหมายของพวกมันในคืนนี้... จะไม่ใช่แค่ธันวาคนเดียว “คุณธันวาครับ... ไม่เจอกันนานเลยนะ” หัวหน้ากลุ่มชายชุดดำกล่าวพลางดึงปืนพกออกมาจ่อที่ขมับของรินรดา “ดูสิว่าเราเจอใคร... อดีตภรรยาที่รักที่สุดของคุณไง” ธันวาหน้าถอดสี ทันทีที่กระบอกปืนเย็นเฉียบจ่อที่ขมับของรินรดา โลกทั้งใบของเขาก็หยุดหมุน เขาไม่ได้กลัวตาย แต่ความกลัวที่ว่าเธอจะเป็นอันตรายเพราะความผิดพลาดของเขามันทำให้เขาสติหลุด “ปล่อยเธอไป” ธันวาก้าวขึ้นหน้า ดวงตาแดงก่ำ “เรื่องของเรา... เคลียร์กันให้จบที่ตรงนี้!” “อย่าเข้ามานะ!” ชายชุดดำตะคอก พร้อมกับเหนี่ยวไกปืนจนเกิดเสียง ‘กริ๊ก’ เบาๆ ท่ามกลางความเงียบงันที่บีบคั้นหัวใจที่สุด วินาทีนั้นเอง รินรดาที่ดูเหมือนอ่อนแอ กลับอาศัยจังหวะที่ชายชุดดำเผลอ คว้าข้อมือของมันแล้วบิดอย่างแรงตามวิชาป้องกันตัวที่อคินเพิ่งสอนให้เธอเมื่อเดือนก่อน! ปืนในมือคนร้ายร่วงหล่นลงพื้น และในจังหวะที่ทุกคนกำลังชะงัก... รินรดาคว้าปืนนั้นขึ้นมา! แต่แทนที่จะเล็งไปที่คนร้าย... ปากกระบอกปืนกลับหันไปทางธันวา! “ริน...?” ธันวาเรียกชื่อเธอด้วยความไม่เข้าใจ ในขณะที่นิ้วของเธอกำลังจะลั่นไก! ความเจ็บปวดอันวิจิตรของรินรดาถูกปลดปล่อยผ่านรอยยิ้มที่เจ็บปวดที่สุดของเธอ... เกมนี้ ใครกันแน่ที่จะเป็นคนตาย! ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้กับ "ละอองดาวเดือนเก้า" นะคะ
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้ใจกับอดีตภรรยาที่เขาสั่งลบชื่อ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%