กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟคั่วบดชั้นดีลอยวนอยู่รอบตัว ทว่าบรรยากาศภายในห้องทำงานส่วนตัวของรินรดา
กลับเยียบเย็นราวกับถูกแช่แข็งด้วยน้ำค้างแข็งกลางฤดูหนาว ร่างระหงในชุดสูทผ้าไหมสีชา
นั่งไขว่ห้างอยู่เบื้องหลังโต๊ะทำงานหินอ่อน สองมือเรียวประสานกันไว้บนตักอย่างสงաբและทรงอำนาจ
ดวงตากลมโตคู่สวยที่ครั้งหนึ่งเคยทอประกายความอ่อนหวานและโศกเศร้า บัดนี้กลับราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก
ที่ไม่มีวันสะท้อนเงาของสิ่งใดให้อีกฝ่ายได้อ่านความนัย
เบื้องหน้าของเธอคือธันวา—สถาปนิกหนุ่มผู้เคยถือครองทั้งหัวใจและศักดิ์ศรีทั้งหมดของเธอไว้ในกำมือ
ชายหนุ่มผู้ซึ่งเคยมองเธอเป็นเพียงภาพประดับฉากอันไร้ค่า เป็นอากาศธาตุในบ้านที่เขาจงใจลบชื่อเธอออกจากทุกตารางเมตรของชีวิต
ทว่าในยามนี้ ดวงตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและเย็นชาคู่นั้น กลับฉายแววความร้าวรานและความกระวนกระวายใจ
อย่างที่คนอย่างธันวาไม่เคยแสดงออกให้ใครเห็นมาก่อน
"ริน... ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมทำลงไปในอดีตมันเลวร้ายเกินกว่าจะให้อภัย"
เสียงทุ้มต่ำที่เคยราบเรียบและเต็มไปด้วยอำนาจ กลับสั่นพร่าเล็กน้อยยามเอื้อPนเอ่ย
ธันวาก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานอีกก้าวหนึ่ง ราวกับต้องการลดระยะห่างระหว่างอดีตที่พังทลายกับปัจจุบันที่เขาไขว่คว้าไม่ทัน
"แต่ขอโอกาสให้ผมได้พูด ได้อธิบาย... ได้ชดเชยทุกอย่างที่ผมเคยทำลายมันลงไป ได้ไหมครับ?"
คำว่า "ครับ" ที่หลุดออกจากปากของเขาไม่ได้สร้างความระคายหูให้รินรดาเลยแม้แต่น้อย
แต่มันกลับน่าสมเพชในความรู้สึกของเธอเสียยิ่งกว่าคำดูถูกเหยียดหยาม
รินรดายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นเย็นเยียบและไร้ซึ่งความรู้สึกเสียยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลก
เธอยังคงจำได้ดีถึงวันที่เธอหอบกระเป๋าใบเล็กเดินออกจากบ้านหลังนั้น พร้อมกับรอยช้ำในหัวใจที่ไม่มีวันจางหาย
วันที่เขาเอ่ยปากไล่เธอราวกับเธอเป็นสิ่งของน่ารังเกียจ และวันที่เขาเซ็นชื่อหย่าโดยไม่แม้แต่จะชายตามองเธอเป็นครั้งสุดท้าย
"คุณธันวาคะ..." รินรดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นุ่มนวล แต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"คุณกำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่หรือคะ? อดีตที่คุณว่า... มันถูกฝังกลบและเผาทำลายจนไม่เหลือแม้แต่ขี้เถ้าไปตั้งนานแล้วค่ะ
และตัวฉันในวันนี้ ก็ไม่ใช่รินรดาคนเดิมที่นั่งรอคอยเศษความเมตตาจากคุณในบ้านหลังนั้นอีกต่อไป"
"ริน... ผมสำนึกแล้ว" ธันวาละทิ้งทิฐิที่มีทั้งหมด ก้าวเข้ามาประชิดขอบโต๊ะทำงาน มือหนาสั่นเทาเล็กน้อยยามเอื้อมออกไป
หมายจะสัมผัสปลายนิ้วเรียวที่วางอยู่บนโต๊ะ "ตลอดเวลาที่ไม่มีคุณ ผมเพิ่งรู้ว่าบ้านหลังนั้นมันว่างเปล่าแค่ไหน
ผมสูญเสียทุกอย่าง... สูญเสียแม้กระทั่งเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ คุณจะเกลียดผม จะตบตีผม จะด่าว่าผมยังไงก็ได้
แต่อย่าทำเหมือนผมเป็นคนแปลกหน้าแบบนี้เลยนะริน"
รินรดาดึงมือหนีราวกับสัมผัสจากเขาคือสิ่งสกปรกที่น่ารังเกียจ
เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาสีเข้มจ้องมองเขาตรงๆ ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและเด็ดเดี่ยว
ความเจ็บปวดในอดีตได้หล่อหลอมให้เธอกลายเป็นเหล็กกล้า ที่ไม่มีวันยอมให้ใครมาหลอมละลายได้ด้วยคำหวานเพียงไม่กี่คำ
"คนแปลกหน้าอย่างนั้นหรือคะ?" รินรดาหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุข
"คุณพูดถูกนะคะ... เราเป็นยิ่งกว่าคนแปลกหน้าเสียอีก เพราะคนแปลกหน้าเขายังมีความเมตตาต่อกันมากกว่าที่คุณเคยทำกับฉัน
คุณบอกว่าคุณสูญเสียทุกอย่าง? แล้วฉันล่ะคะ? ในวันที่ฉันสูญเสียทั้งลูกในท้อง สูญเสียความเชื่อมั่น และเกือบสูญเสียความเป็นมนุษย์
ตอนนั้นคุณอยู่ที่ไหนคะ คุณธันวา? คุณกำลังนอนกอดอนาคตและชื่อเสียงของคุณ โดยไม่เคยสนใจเลยว่าผู้หญิงคนนั้นจะตายรอดอย่างไร!"
คำว่า "ลูกในท้อง" พุ่งชนเข้ากลางใจของธันวาราวกับคมมีดที่กรีดลงบนแผลสด
ใบหน้าหล่อเหลาซีดเผือดลงทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจและเจ็บปวดระคนกัน
เขาไม่เคยรู้... ไม่เคยรู้เลยว่าการหย่าร้างในวันนั้น ได้พรากชีวิตอีกหนึ่งชีวิตที่เกิดจากเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาไปพร้อมกันด้วย
"ลูก... ลูกของเราอย่างนั้นหรือริน?" เสียงของธันวาสั่นพร่า น้ำตาผู้ชายไหลรินออกมาเงียบๆ
โดยไม่คิดจะยกมือขึ้นเช็ด มันคือความพินาศทางจิตวิญญาณที่เขาสสมมันขึ้นมาเองจากความเย่อหยิ่งของตนเอง
"คุณ... คุณตั้งท้องลูกของเราด้วยอย่างนั้นหรือ ทำไม... ทำไมคุณถึงไม่เคยบอกผมเลย?"
"บอกคุณไปเพื่ออะไรคะ? เพื่อให้คุณสั่งให้ฉันไปเอาเด็กออกเหมือนที่คุณเคยขู่ไว้ตอนที่เราแต่งงานกันใหม่ๆ อย่างนั้นหรือคะ?"
รินรดาตอกกลับด้วยน้ำเสียงเฉียบคม แววตาเต็มไปด้วยความชิงชังที่ไม่อาจปิด
"เด็กคนนั้นเขาโชคดีมากค่ะที่ไม่ต้องลืมตาขึ้นมามีพ่อใจร้ายอย่างคุณ และสำหรับตัวฉันเอง การไม่มีคุณอยู่ในชีวิตอีกต่อไป...
คือพรวิเศษที่ดีที่สุดที่พระเจ้ามอบให้"
ธันวรารู้สึกราวกับพื้นดินใต้ฝ่าเท้ากำลังพังทลายลง เข่าทั้งสองข้างแทบทรุดฮวบลงกับพื้นห้อง
ความรู้สึกผิดบาปกัดกินหัวใจจนแทบหายใจไม่ออก เขายื่นมือออกไปอีกครั้งด้วยความสิ้นหวัง
หมายจะคว้าชายเสื้อสูทของเธอไว้เพื่อเหนี่ยวรั้งไม่ให้เธอเดินจากไป
ทว่า ในจังหวะที่มือหนากำลังจะเอื้อมไปถึงชายผ้า ประตูห้องทำงานสีดำสนิทก็ถูกผลักเปิดออกด้วยฝีมือของใครอีกคนหนึ่ง
"รินครับ เอกสารสำหรับโครงการรีสอร์ทที่ภูเก็ตเรียบร้อยแล้ว... เอ้อ ผมรบกวนเวลาการสนทนาส่วนตัวของคุณหรือเปล่าครับ?"
เสียงทุ้มอบอุ่นและทรงเสน่ห์ของอคินดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงโปรดของนักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพล
ก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างรินรดาอย่างสนิทสนม มือหนาของอคินวางลงบนไหล่บางของหญิงสาวอย่างเป็นธรรมชาติ
และรินรดาก็ไม่ได้ปฏิเสธสัมผัสนั้น เธอกลับหันไปส่งยิ้มอ่อนโยนให้อคิน—รอยยิ้มที่ธันวาไม่มีวันได้รับมันอีกเลยตลอดกาล
ธันวายืนแข็งค้างเป็นหิน ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความหึงหวงและความเจ็บปวดที่พุ่งทะยานขึ้นถึงขีด
เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนยามจ้องมองมือของอคินที่แตะต้องผู้หญิงที่เป็นอดีตภรรยาของตน
ทว่าก่อนที่ธันวาจะได้อ้าปากเอ่ยคำใดออกมา อคินก็หันมามองเขาด้วยรอยยิ้มสุภาพแต่แฝงความเย้ยหยันไว้ลึกๆ
"อ๋อ... นี่คุณธันวานี่เอง สถาปนิกชื่อดังผู้เคยปฏิเสธงานออกแบบชิ้นนี้ไปเมื่อปีก่อน" อคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ก่อนจะกระชับมือบนไหล่รินรดาแน่นขึ้นเล็กน้อย แล้วเอמהประโยคที่ทำให้ธันวาแทบกระอักเลือดออกมา
"ต้องขอบคุณวิสัยทัศน์ที่คับแคบของคุณในวันนั้นนะครับ... ไม่อย่างนั้น ผมคงไม่มีโอกาสได้ร่วมงานและดูแลผู้หญิงที่เก่งและงดงามที่สุดคนนี้ในวันนี้"
รินรดาปรายตามองธันวาที่ยืนตัวสั่นเทาด้วยความโกรธและเสียใจเป็นครั้งสุดท้าย
ก่อนจะหันหลังเดินเคียงคู่ไปกับอคินโดยไม่แม้แต่จะชายตามองเขาอีกเลยแม้แต่น้อย ปล่อยให้ธันวายยืนอยู่ลำพังท่ามกลางซากปรักหักพังของหัวใจที่เขาเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเองทั้งหมด
ธันวากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้า
ทว่าเสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทของเขากลับสั่นครืดขึ้นมาขัดจังหวะความเจ็บปวด
ชายหนุ่มหยิบมันขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา หน้าจอปรากฏข้อความจากนักสืบเอกชนที่เขาจ้างให้ตามสืบเรื่องของรินรดาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา
พร้อมกับไฟล์รูปภาพล่าสุดสามรูป
ธันวากดเปิดดูภาพแรกด้วยหัวใจที่เต้นระรัว และเมื่อภาพที่สามปรากฏขึ้นเต็มตา
ดวงตากลมโตของธันวาเบิกกว้างจนแทบถล่นออกจากเบ้า ลมหายใจสะดุดกึกราวกับถูกกระชากออกจากร่าง
ภาพถ่ายนั้นคือภาพของเด็กชายตัวน้อยวัยราวสามขวบเศษ ที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง
ใบหน้าจิ้มลิ้ม ดวงตากลมโต และรอยยิ้มที่ถอดแบบพิมพ์เขียวมาจากตัวเขาเองราวกับส่องกระจกเงา...
และในมือเล็กๆ นั้น กำลังถือตุ๊กตาตัวเดียวกับที่เขาเคยซื้อทิ้งไว้ในห้องเก็บของเมื่อหลายปีก่อนไม่มีผิดเพี้ยน!
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับความเจ็บปวดและการเติบโตของรินรดานะคะ
สถาปนิกไร้ใจกับอดีตภรรยาที่เขาสั่งลบชื่อ•ตอนที่ 6
กำแพงที่ไม่มีวันทลาย
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้ใจกับอดีตภรรยาที่เขาสั่งลบชื่อ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!