สถาปนิกไร้ใจกับอดีตภรรยาที่เขาสั่งลบชื่อ•ตอนที่ 6

กำแพงที่ไม่มีวันทลาย

ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟคั่วบดชั้นดีลอยวนอยู่รอบตัว ทว่าบรรยากาศภายในห้องทำงานส่วนตัวของรินรดา กลับเยียบเย็นราวกับถูกแช่แข็งด้วยน้ำค้างแข็งกลางฤดูหนาว ร่างระหงในชุดสูทผ้าไหมสีชา นั่งไขว่ห้างอยู่เบื้องหลังโต๊ะทำงานหินอ่อน สองมือเรียวประสานกันไว้บนตักอย่างสงաբและทรงอำนาจ ดวงตากลมโตคู่สวยที่ครั้งหนึ่งเคยทอประกายความอ่อนหวานและโศกเศร้า บัดนี้กลับราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ที่ไม่มีวันสะท้อนเงาของสิ่งใดให้อีกฝ่ายได้อ่านความนัย เบื้องหน้าของเธอคือธันวา—สถาปนิกหนุ่มผู้เคยถือครองทั้งหัวใจและศักดิ์ศรีทั้งหมดของเธอไว้ในกำมือ ชายหนุ่มผู้ซึ่งเคยมองเธอเป็นเพียงภาพประดับฉากอันไร้ค่า เป็นอากาศธาตุในบ้านที่เขาจงใจลบชื่อเธอออกจากทุกตารางเมตรของชีวิต ทว่าในยามนี้ ดวงตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและเย็นชาคู่นั้น กลับฉายแววความร้าวรานและความกระวนกระวายใจ อย่างที่คนอย่างธันวาไม่เคยแสดงออกให้ใครเห็นมาก่อน "ริน... ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมทำลงไปในอดีตมันเลวร้ายเกินกว่าจะให้อภัย" เสียงทุ้มต่ำที่เคยราบเรียบและเต็มไปด้วยอำนาจ กลับสั่นพร่าเล็กน้อยยามเอื้อPนเอ่ย ธันวาก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานอีกก้าวหนึ่ง ราวกับต้องการลดระยะห่างระหว่างอดีตที่พังทลายกับปัจจุบันที่เขาไขว่คว้าไม่ทัน "แต่ขอโอกาสให้ผมได้พูด ได้อธิบาย... ได้ชดเชยทุกอย่างที่ผมเคยทำลายมันลงไป ได้ไหมครับ?" คำว่า "ครับ" ที่หลุดออกจากปากของเขาไม่ได้สร้างความระคายหูให้รินรดาเลยแม้แต่น้อย แต่มันกลับน่าสมเพชในความรู้สึกของเธอเสียยิ่งกว่าคำดูถูกเหยียดหยาม รินรดายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นเย็นเยียบและไร้ซึ่งความรู้สึกเสียยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลก เธอยังคงจำได้ดีถึงวันที่เธอหอบกระเป๋าใบเล็กเดินออกจากบ้านหลังนั้น พร้อมกับรอยช้ำในหัวใจที่ไม่มีวันจางหาย วันที่เขาเอ่ยปากไล่เธอราวกับเธอเป็นสิ่งของน่ารังเกียจ และวันที่เขาเซ็นชื่อหย่าโดยไม่แม้แต่จะชายตามองเธอเป็นครั้งสุดท้าย "คุณธันวาคะ..." รินรดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นุ่มนวล แต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "คุณกำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่หรือคะ? อดีตที่คุณว่า... มันถูกฝังกลบและเผาทำลายจนไม่เหลือแม้แต่ขี้เถ้าไปตั้งนานแล้วค่ะ และตัวฉันในวันนี้ ก็ไม่ใช่รินรดาคนเดิมที่นั่งรอคอยเศษความเมตตาจากคุณในบ้านหลังนั้นอีกต่อไป" "ริน... ผมสำนึกแล้ว" ธันวาละทิ้งทิฐิที่มีทั้งหมด ก้าวเข้ามาประชิดขอบโต๊ะทำงาน มือหนาสั่นเทาเล็กน้อยยามเอื้อมออกไป หมายจะสัมผัสปลายนิ้วเรียวที่วางอยู่บนโต๊ะ "ตลอดเวลาที่ไม่มีคุณ ผมเพิ่งรู้ว่าบ้านหลังนั้นมันว่างเปล่าแค่ไหน ผมสูญเสียทุกอย่าง... สูญเสียแม้กระทั่งเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ คุณจะเกลียดผม จะตบตีผม จะด่าว่าผมยังไงก็ได้ แต่อย่าทำเหมือนผมเป็นคนแปลกหน้าแบบนี้เลยนะริน" รินรดาดึงมือหนีราวกับสัมผัสจากเขาคือสิ่งสกปรกที่น่ารังเกียจ เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาสีเข้มจ้องมองเขาตรงๆ ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและเด็ดเดี่ยว ความเจ็บปวดในอดีตได้หล่อหลอมให้เธอกลายเป็นเหล็กกล้า ที่ไม่มีวันยอมให้ใครมาหลอมละลายได้ด้วยคำหวานเพียงไม่กี่คำ "คนแปลกหน้าอย่างนั้นหรือคะ?" รินรดาหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุข "คุณพูดถูกนะคะ... เราเป็นยิ่งกว่าคนแปลกหน้าเสียอีก เพราะคนแปลกหน้าเขายังมีความเมตตาต่อกันมากกว่าที่คุณเคยทำกับฉัน คุณบอกว่าคุณสูญเสียทุกอย่าง? แล้วฉันล่ะคะ? ในวันที่ฉันสูญเสียทั้งลูกในท้อง สูญเสียความเชื่อมั่น และเกือบสูญเสียความเป็นมนุษย์ ตอนนั้นคุณอยู่ที่ไหนคะ คุณธันวา? คุณกำลังนอนกอดอนาคตและชื่อเสียงของคุณ โดยไม่เคยสนใจเลยว่าผู้หญิงคนนั้นจะตายรอดอย่างไร!" คำว่า "ลูกในท้อง" พุ่งชนเข้ากลางใจของธันวาราวกับคมมีดที่กรีดลงบนแผลสด ใบหน้าหล่อเหลาซีดเผือดลงทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจและเจ็บปวดระคนกัน เขาไม่เคยรู้... ไม่เคยรู้เลยว่าการหย่าร้างในวันนั้น ได้พรากชีวิตอีกหนึ่งชีวิตที่เกิดจากเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาไปพร้อมกันด้วย "ลูก... ลูกของเราอย่างนั้นหรือริน?" เสียงของธันวาสั่นพร่า น้ำตาผู้ชายไหลรินออกมาเงียบๆ โดยไม่คิดจะยกมือขึ้นเช็ด มันคือความพินาศทางจิตวิญญาณที่เขาสสมมันขึ้นมาเองจากความเย่อหยิ่งของตนเอง "คุณ... คุณตั้งท้องลูกของเราด้วยอย่างนั้นหรือ ทำไม... ทำไมคุณถึงไม่เคยบอกผมเลย?" "บอกคุณไปเพื่ออะไรคะ? เพื่อให้คุณสั่งให้ฉันไปเอาเด็กออกเหมือนที่คุณเคยขู่ไว้ตอนที่เราแต่งงานกันใหม่ๆ อย่างนั้นหรือคะ?" รินรดาตอกกลับด้วยน้ำเสียงเฉียบคม แววตาเต็มไปด้วยความชิงชังที่ไม่อาจปิด "เด็กคนนั้นเขาโชคดีมากค่ะที่ไม่ต้องลืมตาขึ้นมามีพ่อใจร้ายอย่างคุณ และสำหรับตัวฉันเอง การไม่มีคุณอยู่ในชีวิตอีกต่อไป... คือพรวิเศษที่ดีที่สุดที่พระเจ้ามอบให้" ธันวรารู้สึกราวกับพื้นดินใต้ฝ่าเท้ากำลังพังทลายลง เข่าทั้งสองข้างแทบทรุดฮวบลงกับพื้นห้อง ความรู้สึกผิดบาปกัดกินหัวใจจนแทบหายใจไม่ออก เขายื่นมือออกไปอีกครั้งด้วยความสิ้นหวัง หมายจะคว้าชายเสื้อสูทของเธอไว้เพื่อเหนี่ยวรั้งไม่ให้เธอเดินจากไป ทว่า ในจังหวะที่มือหนากำลังจะเอื้อมไปถึงชายผ้า ประตูห้องทำงานสีดำสนิทก็ถูกผลักเปิดออกด้วยฝีมือของใครอีกคนหนึ่ง "รินครับ เอกสารสำหรับโครงการรีสอร์ทที่ภูเก็ตเรียบร้อยแล้ว... เอ้อ ผมรบกวนเวลาการสนทนาส่วนตัวของคุณหรือเปล่าครับ?" เสียงทุ้มอบอุ่นและทรงเสน่ห์ของอคินดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงโปรดของนักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพล ก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างรินรดาอย่างสนิทสนม มือหนาของอคินวางลงบนไหล่บางของหญิงสาวอย่างเป็นธรรมชาติ และรินรดาก็ไม่ได้ปฏิเสธสัมผัสนั้น เธอกลับหันไปส่งยิ้มอ่อนโยนให้อคิน—รอยยิ้มที่ธันวาไม่มีวันได้รับมันอีกเลยตลอดกาล ธันวายืนแข็งค้างเป็นหิน ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความหึงหวงและความเจ็บปวดที่พุ่งทะยานขึ้นถึงขีด เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนยามจ้องมองมือของอคินที่แตะต้องผู้หญิงที่เป็นอดีตภรรยาของตน ทว่าก่อนที่ธันวาจะได้อ้าปากเอ่ยคำใดออกมา อคินก็หันมามองเขาด้วยรอยยิ้มสุภาพแต่แฝงความเย้ยหยันไว้ลึกๆ "อ๋อ... นี่คุณธันวานี่เอง สถาปนิกชื่อดังผู้เคยปฏิเสธงานออกแบบชิ้นนี้ไปเมื่อปีก่อน" อคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะกระชับมือบนไหล่รินรดาแน่นขึ้นเล็กน้อย แล้วเอמהประโยคที่ทำให้ธันวาแทบกระอักเลือดออกมา "ต้องขอบคุณวิสัยทัศน์ที่คับแคบของคุณในวันนั้นนะครับ... ไม่อย่างนั้น ผมคงไม่มีโอกาสได้ร่วมงานและดูแลผู้หญิงที่เก่งและงดงามที่สุดคนนี้ในวันนี้" รินรดาปรายตามองธันวาที่ยืนตัวสั่นเทาด้วยความโกรธและเสียใจเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังเดินเคียงคู่ไปกับอคินโดยไม่แม้แต่จะชายตามองเขาอีกเลยแม้แต่น้อย ปล่อยให้ธันวายยืนอยู่ลำพังท่ามกลางซากปรักหักพังของหัวใจที่เขาเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเองทั้งหมด ธันวากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้า ทว่าเสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทของเขากลับสั่นครืดขึ้นมาขัดจังหวะความเจ็บปวด ชายหนุ่มหยิบมันขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา หน้าจอปรากฏข้อความจากนักสืบเอกชนที่เขาจ้างให้ตามสืบเรื่องของรินรดาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา พร้อมกับไฟล์รูปภาพล่าสุดสามรูป ธันวากดเปิดดูภาพแรกด้วยหัวใจที่เต้นระรัว และเมื่อภาพที่สามปรากฏขึ้นเต็มตา ดวงตากลมโตของธันวาเบิกกว้างจนแทบถล่นออกจากเบ้า ลมหายใจสะดุดกึกราวกับถูกกระชากออกจากร่าง ภาพถ่ายนั้นคือภาพของเด็กชายตัวน้อยวัยราวสามขวบเศษ ที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ใบหน้าจิ้มลิ้ม ดวงตากลมโต และรอยยิ้มที่ถอดแบบพิมพ์เขียวมาจากตัวเขาเองราวกับส่องกระจกเงา... และในมือเล็กๆ นั้น กำลังถือตุ๊กตาตัวเดียวกับที่เขาเคยซื้อทิ้งไว้ในห้องเก็บของเมื่อหลายปีก่อนไม่มีผิดเพี้ยน! ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับความเจ็บปวดและการเติบโตของรินรดานะคะ
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้ใจกับอดีตภรรยาที่เขาสั่งลบชื่อ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%