สถาปนิกไร้ใจกับอดีตภรรยาที่เขาสั่งลบชื่อ•ตอนที่ 3

กลิ่นอายความทรงจำ

ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
"คุณอคิน... ดิฉันคิดว่าเราควรไปคุยรายละเอียดเรื่องแปลนโครงสร้างกันที่ห้องประชุมใหญ่ดีกว่าค่ะ ตรงนี้มันค่อนข้าง... น่าอึดอัด" น้ำเสียงของรินรดาราบเรียบ ทว่าเฉียบคมราวกับใบมีดโกนที่อาบด้วยความเย็นชา เธอมองข้ามร่างสูงใหญ่ของธันวาที่ยังคงยืนค้ำฟ้าด้วยแววตาวาวโรจน์ราวกับสัตว์ป่าหวงก้าง ดวงตาคู่คมของอดีตสามีฉายชัดถึงความกรุ่นโกรธที่ระอุขึ้นจนเกือบเป็นเปลวเพลิง ยิ่งเมื่อเห็นรอดรอยสัมผัสบนเรียวปากอิ่มที่ยังคงเจือสีเรื่อจากการกระทำอุกอาจเมื่อครู่ อคินก็ก้าวเข้ามาขวางกั้นระหว่างคนทั้งสองด้วยท่าทีสุขุมแต่นุ่มนวลอย่างจงใจ "นั่นสินะครับคุณริน... อากาศแถวนี้มันค่อนข้างเบาบาง หายใจไม่ค่อยสะดวกเหมือนคนบางคนแถวนี้ที่ชอบทำตัวลุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวของคนอื่น" อคินเอ่ยด้วยรอยยิ้มเยาะที่มุมปาก สายตาคมกริบมองตรงไปยังธันวาอย่างไม่เกรงกลัวศักดิ์ศรีของสถาปนิกชื่อดังระดับประเทศแม้แต่น้อย ธันวากัดกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นนูนเด่น เส้นเลือดข้างขมับเต้นตุบด้วยความเดือดดาล เขาไม่เคยถูกหักหน้า... ไม่เคยมีใครกล้าแย่งชิงสิ่งที่เป็นของเขา —แม้ว่าในอดีตเขาจะเคยผลักไสไล่ส่งมันลงถังขยะด้วยมือของตัวเองก็ตาม! "ถอยไป" ธันวาคำรามต่ำในลำคอ เสียงนั้นทุบทำลายบรรยากาศรอบตัวจนแทบแหลกเป็นผุยผง ดวงตาดุจเหยี่ยวละจากอคินแล้วพุ่งตรงไปที่รินรดา "เรายังมีงานที่ต้องเคลียร์กันให้จบ คุณไม่มีสิทธิ์เดินหนีผมในเวลางาน" "งานเหรอคะ?" รินรดาแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจของคนฟัง "แปลกจังนะคะ... ตอนที่เรายังใช้ชีวิตร่วมกัน คุณไม่เคยคิดว่างานออกแบบของฉันมีค่าพอที่จะชายตามองด้วยซ้ำ ทำไมล่ะคะ หรือว่าตอนนี้สมองอันปราดเปรื่องของคุณมันเสื่อมถอย จนต้องอาศัยผลงานของคนที่คุณเคยเหยียบย่ำมาต่อลมหายใจให้บริษัทตัวเองกันแน่?" คำพูดนั้นเฉียบคมและตรงจุด ยิ่งกว่าคมมีดกรีดลงบนแผลเป็นที่ยังไม่ทันตกสะเก็ด ธันวาชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงระคนเจ็บปวด เขาไม่เคยเห็นรินรดาในมุมนี้... ผู้หญิงที่เคยยืนรอเขาด้วยแววตาออนซอนและหยดน้ำตาแห่งความน้อยใจในอดีต ได้มลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงแต่นักออกแบบสาวผู้สง่างาม เย่อหยิ่ง และทรงพลัง จนหัวใจที่เคยด้านชาของเขาเริ่มกระตุกวูบอย่างรุนแรง การทำงานร่วมกันในห้องประชุมกระจกใสเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดราวกับเส้นลวดที่ถูกดึงจนถึงขีดสุด แผ่นกระดาษไขร่างแบบจำนวนมากลอยละลิ่วอยู่บนโต๊ะทำงาน รินรดายืนอยู่หน้ากระดานไวท์บอร์ด มือเรียวในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มกำลังใช้ปากกาเคมีขีดเขียนเส้นสายโครงสร้างอย่างคล่องแคล่วและแม่นยำ ทุกท่วงท่าเต็มไปด้วยความมั่นใจและเสน่ห์อันน่าหลงใหลที่สะกดสายตาของทุกคนในห้อง... โดยเฉพาะธันวา เขาจำได้แม่นยำ... ในอดีต รินรดาเคยพยายามเอาสมุดสเกตช์ภาพพวกนี้มาให้เขาดู เคยเอ่ยปากขอความคิดเห็นด้วยดวงตาเป็นประกายคาดหวัง แต่สิ่งที่เขาทำในตอนนั้นคือการปัดมันตกพื้นอย่างไร้เยื่อใย พร้อมคำพูดถากถางว่า *'งานเด็กอนุบาลแบบนี้ อย่าเอามาเสียเวลาผมเลย'* แต่ในตอนนี้... เส้นสายที่เธอกำลังอธิบายมันล้ำเลิศ ทรงพลัง และผสานความอ่อนช้อยของงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัยเข้ากับวิศวกรรมโครงสร้างได้อย่างไร้ที่ติ มันคือผลงานระดับมาสเตอร์พีชที่แม้แต่สถาปนิกมือรางวัลอย่างเขายังต้องยอมรับจากก้นบึ้งของหัวใจ "ตรงจุดนี้... การรับน้ำหนักของเสาคอนกรีตจะถูกกระจายตัวออกด้วยรูปทรงเรขาคณิตแบบพับทบ ซึ่งจะช่วยลดแรงสั่นสะเทือนจากภายนอกได้ถึงสี่สิบเปอร์เซ็นต์ค่ะ" รินรดาเอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงฉะฉาน สายตาคมกวาดมองทีมงานทุกคน ยกเว้นธันวาที่ยืนกอดอกจ้องมองเธอไม่วางตา "ผมไม่เห็นด้วย" ธันวาเอ่ยแทรกขึ้นมา เสียงทุ้มต่ำดึงความสนใจของทุกคนในห้องให้หันขวับ "ถ้าใช้โครงแบบพับทบตรงจุดนั้น มันจะไปขัดกับทิศทางลมตามธรรมชาติที่ออกแบบไว้ในโซนA การระบายอากาศจะแย่ลง และต้นทุนจะบานปลาย" รินรดาหันขวับมาสบตากับเขา รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างไม่เกรงกลัว "ถ้าคุณใช้สมองคิดวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งกว่าการยืนกอดอกทำหน้าถมึงทึง คุณก็จะเห็นว่าฉันได้คำนวณทิศทางลมหมุนวนไว้ล่วงหน้าแล้วค่ะ การใช้โครงสร้างนั้นไม่ได้ขัดแย้ง แต่มันช่วย 'บังคับ' ให้ลมไหลเข้าสู่ตัวอาคารได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นต่างหาก... หรือว่าความรู้ด้านสถาปัตยกรรมของคุณมันหยุดอยู่แค่ตอนที่เราหย่ากันคะ ถึงได้ตามแนวคิดใหม่ๆ ของฉันไม่ทัน?" ฮือฮาเบาๆ ดังขึ้นในหมู่ทีมงานวิศวกร ไม่มีใครกล้าต่อปากต่อคำกับสถาปนิกจอมเผด็จการอย่างธันวามานานนับปี แต่วันนี้... ผู้หญิงคนนี้กำลังเหยียบย่ำความมั่นใจของเขาลงบนพื้นอย่างไม่ไว้หน้า ธันวากลืนก้อนความโกรธลงคออย่างยากลำบาก ทว่าลึก ภายใต้ความอับอายและทิฐิที่ค้ำคอ หัวใจของเขากลับเต้นระรัวด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด—ความหลงใหล... เขาไม่เพียงแต่พ่ายแพ้ต่อคำพูดเชือดเฉือนของเธอ แต่เขากำลังถูกดึงดูดด้วยมันสมองและประกายเจิดจ้าในตัวของผู้หญิงที่เขาเคยคิดว่าไม่มีค่าอะไรเลย เมื่อการประชุมอันยาวนานสิ้นสุดลง ทีมงานทยอยเดินออกจากห้องทีละคน จนกระทั่งเหลือเพียงแค่เขากับเธอสองคนในห้องประชุมที่เงียบงัน รินรดากำลังก้มเก็บกระดาษแปลนใส่กระบอกหนังอย่างใจเย็น ทว่าจู่ๆ ข้อมือเรียวเล็กก็ถูกคว้าหมับไว้ด้วยมือหนาที่ทรงพลัง ร่างบางถูกดึงเข้าหาแผ่นอกกว้างโดยไม่ทันตั้งตัว กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยเข้าแตะจมูก "ปล่อยนะคะ!" รินรดาตวัดสายตาดุจคมมีดขึ้นมอง พร้อมกับพยายามสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุม "คุณเสียสติไปแล้วหรือไง ธันวา!" "ใช่... ผมคงเสียสติไปแล้วจริงๆ" ธันวาเอ่ยเสียงพร่า ดวงตาคมกريบจดจ้องริมฝีปากอิ่มของเธอด้วยความกระหายที่ปิดไม่มิด "ยิ่งคุณพยายามผลักไสผมมากเท่าไหร่... ยิ่งคุณทำตัวเก่งกาจและเย่อหยิ่งใส่ผมมากเท่าไหร่... รินรดา รู้ไหมว่ามันยิ่งทำให้ผมอยากทำลายความแข็งกระด้างพวกนั้น ให้กลับมาสยบอยู่ใต้ร่างผมเหมือนเดิม!" "คนสารเลว!" รินรดาโกรธจนตัวสั่น เธอยกมืออีกข้างขึ้นหมายจะตบหน้าเขาให้สาสมกับความไร้ยางอาย แต่ธันวาไวว่า เขารวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอไว้ด้วยมือเดียวตรึงไว้เหนือศีรษะอย่างง่ายดาย ขณะที่มืออีกข้างโอบกระชับเอวคอดกิ่วเข้าประชิดจนแนบสนิท ไม่มีช่องว่างให้อากาศผ่าน "จะด่าผมว่าอะไรก็ได้... แต่เลิกทำเป็นไม่รู้สักทีว่าคุณเองก็ยังจำสัมผัสของเราได้!" ธันวาไม่รอให้เธอได้เอ่ยคำปฏิเสธ ริมฝีปากหยักลึกพุ่งเข้าบด ริมฝีปากอิ่มสีเรื่ออย่างดุดันและเร่าร้อนในคราเดียว รสจูบที่เปี่ยมไปด้วยความอัดอั้น ความโหยหา และความปรารถนาอันดิบเถื่อนถูกระบายลงมาอย่างไร้ความปรานี รินรดากัดฟันแน่นพยายามเบือนหน้าหนี แต่เรียวปากแกร่งกลับขบเม้มริมฝีปากเธอบังคับให้เผยอรับความวาบหวามที่เขาโหยหามาเนิ่นนาน สัมผัสที่คุ้นเคยปลุกเร้าไฟปรารถนาที่เธอพยายามฝังกลบไว้ใต้เถ้าถ่านให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง ลมหายใจอุ่นร้อนที่รดรินอยู่ข้างแก้ม ความสั่นสะท้านที่วิ่งพล่านไปตามกระดูกสันหลัง ทำให้หัวใจทรยศดวงนี้เต้นระรัวจนแทบหลุดออกมานอกอก แม้สมองจะสั่งให้ผลักไส แต่สรีระกลับตอบสนองต่อความเร่าร้อนนั้นอย่างไม่รักดี มือหนาเริ่มลูบไล้ไปตามส่วนโค้งเว้าของเอวคอดผ่านเนื้อผ้าสูท ก่อนจะสอดแทรกเรียวปลายนิ้วเข้าไปสัมผัสผิวเนียนนุ่มด้านในอย่างอาจหาญ ลมหายใจของทั้งคู่กระชั้นชิดขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางความเงียบงันของห้องประชุมที่มืดสลัวลงเมื่อแสงอาทิตย์ยามเย็นเริ่มลาลับขอบฟ้า ทว่า... ในวินาทีที่ธันวากำลังจะหลอมรวมสติสัมปชัญญะของตนเองไปกับความหอมหวานอันเย้ายวนนี้ เสียงเคาะประตูก็กระแทกดังขึ้นขัดจังหวะ! *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* "คุณรินครับ! แย่แล้วครับ..." เสียงร้อนรนของอคินดังทะลุประตูเข้ามา ก่อนที่ประตูห้องประชุมจะถูกผลักเปิดออกโดยไม่รออนุญาต "ทางฝ่ายกฎหมายแจ้งมาว่า... แปลนโครงสร้างหลักที่เรากำลังประมูลอยู่ ถูกบริษัทคู่แข่งยื่นฟ้องข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ และเอกสารสิทธิ์ทั้งหมดถูกระงับฉุกเฉินแล้วครับ!" ธันวาผละออกจากร่างบางทันที ดวงตาดุจเหยี่ยวหันขวับไปมองหน้าจอแท็บเล็ตในมือของอคินที่ยื่นเข้ามาด้วยความตกตะลึง ขณะที่รินรดายืนหอบหายใจโยน ปรับสีหน้าและจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่อย่างรวดเร็ว แม้หัวใจจะเต้นรัวด้วยความตกใจกับวิกฤตตรงหน้า แต่สายตากลับคมกริบขึ้นมาทันที อคินก้าวเข้ามาใกล้รินรดา พร้อมกับยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลลับให้เธอต่อหน้าธันวา พร้อมเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของสถาปนิกหนุ่มเย็นเฉียบลงถึงขั้วหัวใจ "ไม่ใช่แค่เรื่องแปลนครับคุณริน... แต่คนสั่งฟ้องและถือครองสิทธิ์ในบริษัทคู่แข่งรายนั้น... คือ 'อดีตสามีทางกฎหมาย' อีกคนของคุณ... ที่เพิ่งบินกลับมาจากต่างประเทศ และเขามี 'หลักฐานสำคัญ' บางอย่างที่เกี่ยวข้องกับคุณโดยตรงครับ" ละอองดาวเดือนเก้า (ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนความเจ็บปวดอันวิจิตรนี้นะคะ)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้ใจกับอดีตภรรยาที่เขาสั่งลบชื่อ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%