"คุณพ่อขา... ทำไมคุณปะป๊าถึงทิ้งพวกเราล่ะคะ?"
เสียงใสแจ๋วไร้เดียงสาของเด็กหญิงตัวน้อยยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของธันวา ราวกับเสียงกริ่งเตือนภัยที่กรีดลึกเข้าไปในเนื้อเยื่อหัวใจ สถาปนิกหนุ่มผู้เคยถือทิฐิสูงส่งและเย็นชาจนน่ากลัว บัดนี้กำลังยืนตัวแข็งทื่ออยู่หลังเสาต้นใหญ่ของห้องจัดแสดงนิทรรศการสถาปัตยกรรมระดับประเทศ แสงไฟนีออนสีนวลสาดส่องลงมากระทบเงาร่างสูงใหญ่ที่สั่นเทาเล็กน้อยโดยที่เจ้าตัวไม่แม้แต่จะรู้ตัว
คำว่า "คุณพ่อ" ที่ยัยหนูตัวน้อยเอ่ยเรียกอคินอย่างสนิทสนม... และคำว่า "ปะป๊า" ที่ถูกใช้เปรียบเปรยถึงใครอีกคน—ใครบางคนที่เด็กหญิงคนนั้นใช้เป็นคำถาม—มันกำลังแผดเผาผลาญความภูมิใจทั้งชีวิตของธันวาให้มอดไหม้เป็นจุล
รินรดายืนอยู่ตรงนั้น... ร่างระหงในชุดเดรสยาวเข้ารูปสีมรกตขับผิวผ่องพรรณให้เปล่งประกาย เธอกำลังย่อตัวลงลูบเรือนผมหยักศกของเด็กหญิงตัวน้อยอย่างอ่อนโยน รอยยิ้มที่เธอมอบให้ลูกสาว (หรือใครสักคนที่เธอรักสุดหัวใจ) ช่างงดงามราวกับภาพวาดชั้นครู ทว่ารอยยิ้มนั้นไม่เคยถูกส่งมาให้เขาเลย ตลอดหลายปีที่ใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะสามีภรรยาที่เขาเคยเหยียบยละเลย เธอกลืนกินหยาดน้ำตาและความเจ็บปวดไว้เบื้องหลังใบหน้าที่เรียบเฉย จนกระทั่งวันที่เธอเลือกจะเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
แต่ภาพที่บาดตาบาดใจที่สุดไม่ใช่รอยยิ้มนั้น หากแต่เป็นมือหนาอบอุ่นของอคิน—คู่แข่งทางธุรกิจและชายหนุ่มผู้ก้าวเข้ามาในชีวิตของรินรดาในวันที่เธอแตกสลาย—ที่เอื้อมไปกุมมือเรียวบางของรินรดาไว้เบาๆ ท่ามกลางผู้คนนับร้อยในงาน
ความริษยา... อารมณ์ดิบเถื่อนที่ธันวาไม่เคยคิดว่ามันจะมีตัวตนอยู่ในหัวใจของสถาปนิกผู้เย่อหยิ่ง บัดนี้มันกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วราวดอกเห็ดพิษ กัดกินสติสัมปชัญญะของเขาจนแทบไม่เหลือชิ้นดี เขามีสิทธิ์อะไรจะไปหึงหวง? เขามีสิทธิ์อะไรจะไปโกรธกริ้ว? ในเมื่อเขาเองนี่แหละ... เป็นคนเซ็นชื่อ "หย่า" และเป็นคนสั่งให้ลบชื่อเธอออกจากทะเบียนราษฎร์และหัวใจของตัวเองด้วยมือคู่นี้
"เหนื่อยไหมคนเก่ง?" เสียงทุ้มนุ่มของอคินดังแว่วมาเข้าหูธันวา ชายหนุ่มจงใจโน้มตัวลงกระซิบข้างใบหูของรินรดาด้วยความสนิทสนม ท่าทางที่แสดงออกถึงความเป็นเจ้าของนั้นแทบจะทำให้ธันวาพุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้ออีกฝ่ายให้หลุดออกจากกัน
รินรดาส่ายหัวเบาๆ เธอยกมือขึ้นทัดผมทุยสวยก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาอคินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง "ขอบคุณนะคะอคิน ถ้าไม่ได้คุณคอยช่วยดูแลทั้งเรื่องงานและ... เรื่องแก้วตา คงวุ่นวายแย่เลย"
"สำหรับรินแล้ว ไม่มีคำว่ารบกวนหรอกครับ" อคินตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนจนคนฟังใจละลาย ดวงตาคมกริบของนักธุรกิจหนุ่มมองสบตากับหญิงสาวด้วยประกายความรักที่ปิดไม่มิด "ผมยินดีเสมอ... และอยากเป็นคนที่ดูแลรินกับลูกไปตลอดชีวิตด้วยซ้ำ"
คำพูดประโยคสุดท้ายเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลึกลงกลางใจธันวา ร่างสูงก้าวเท้าพรวดพราดออกจากมุมมืดด้วยความขาดสติ ความหึงหวงที่ไร้สิทธิ์กำลังแผดเผาจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ดวงตาคมดุจเหยี่ยวจ้องมองไปยังคนทั้งสามด้วยประกายไฟแห่งโทสะ
"พูดจาได้สนิทสนมกันดีนี่" เสียงทุ้มต่ำที่ลอดไรฟันออกมาทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของรินรดาและอคินสะดุดกึก
ทั้งสามคนหันขวับมามองตามต้นเสียง รินรดาลอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่เมื่อพบว่าผู้ชายที่ยืนอยู่เบื้องหน้าคือธันวา อดีตสามีผู้เย็นชาที่เธอพยายามหนีห่างสุดชีวิต แววตาของเขาในยามนี้ช่างน่ากลัว ราวกับสัตว์ป่าหิวกระหายที่พร้อมจะขย้ำทุกสิ่งที่ขวางหน้า
อคินขยับตัวก้าวขึ้นมาบังร่างของรินรดาไว้เล็กน้อยตามสัญชาตญาณการปกป้อง ใบหน้าคมคายฉายแววเย้ยหยันชัดเจน "อ้าว คุณธันวา... นึกว่าจะไม่มาร่วมงานเสียอีก งานแสดงผลงานระดับประเทศแบบนี้ สถาปนิกไร้ใจอย่างคุณน่าจะสนใจแต่ตึกคอนกรีตเย็นชามากกว่ามนุษย์นะ"
ธันวาไม่สนใจคำถากถางของอคิน สายตาดุดันของเขาพุ่งตรงไปยังรินรดาที่ยืนตัวตรง แววตาของเธอไม่มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความว่างเปล่าและเย็นชาที่ส่งกลับมา—ความเย็นชาแบบเดียวกับที่เขาเคยใช้ปรนเปรอเธอในอดีต
"ริน..." ธันวาเค้นเสียงเรียกชื่อภรรยาเก่าด้วยความรู้สึกที่ปะปนกันระคน เขาอยากจะเอื้อมมือไปคว้าตัวเธอมาเขย่าให้หายแค้น แต่ขาทั้งสองข้างกลับหนักอึ้งเมื่อกวาดสายตาไปหยุดอยู่ที่เด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังหลบอยู่หลังกระโปรงของรินรดา
ดวงตากลมโตคู่นั้น... จมูกโด่งรั้นนั่น... และริมฝีปากหยักได้รูปนั่น... มันถอดแบบมาจากใครบางคนที่ส่องกระจกอยู่ทุกเช้าไม่มีผิดเพี้ยน!
หัวใจของธันวากระตุกวูบ ลมหายใจสะดุดกึกราวกับถูกกระชากวิญญาณ ความคิดชั่ววูบหนึ่งแล่นปราดเข้ามาในหัว สมองของเขากำลังคำนวณย้อนเวลากลับไปถึงช่วงเดือนสุดท้ายก่อนที่เธอจะหอบผ้าหนีออกจากคฤหาสน์ วันนั้น... วันที่เธอร้องไห้แทบขาดใจแต่เขาเลือกที่จะเมินเฉย วันนั้นเธอกำลังจะบอกอะไรเขาหรือเปล่า?
"มองอะไรคะคุณธันวา?" รินรดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งสนิท ไร้ซึ่งความสะทกสะท้าน เธอขยับกายบังร่างของลูกสาวให้พ้นจากสายตาคุกคามของเขา "ถ้าไม่มีเรื่องสำคัญอะไรเกี่ยวกับงานสถาปัตยกรรม เชิญคุณเดินไปทางอื่นเถอะค่ะ แขกในงานเขากำลังมองกันใหญ่แล้ว"
"เด็กคนนี้... เป็นใคร" ธันวาถามเสียงลอดไรฟัน ร่างสูงก้าวเข้าไปประชิดตัวเธอทีละก้าวอย่างคุกคาม ดวงตาคมกริบจดจ้องที่ดวงหน้าจิ้มลิ้มของเด็กหญิงที่ซ่อนอยู่ข้างหลัง "ริน... ตอบฉันมา เด็กคนนี้เป็นลูกของใคร!"
อคินก้าวเข้ามาขวางระหว่างเขากับรินรดาทันที ใบหน้าของนักธุรกิจหนุ่มตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "ถอยไปนะธันวา คุณไม่มีสิทธิ์มาซักไซ้ไล่เลียงอะไรเรณู... เอ๊ย รินรดาแบบนี้ เธอหย่ากับคุณขาดแล้ว!"
"ฉันถามเมียเก่าของฉัน แกมีสิทธิ์อะไรมาเสือกเรื่องครอบครัวคนอื่น!" ธันวาตวาดลั่นด้วยความเหลืออด ความหึงหวงและโทสะพุ่งทะยานจนถึงขีดสุด เขาผลักอกอคินเต็มแรงจนชายหนุ่มเซถอยหลังไปสองก้าว
เหตุการณ์ความชุลมุนเริ่มดึงดูดสายตาของผู้คนรอบข้าง เสียงกระซิบกระซาบดังเซ็งแซ่ รินรดาหน้าซีดเผือดด้วยความโกรธ เธอกัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ก่อนจะตัดสินใจทำในสิ่งที่ธันวาคาดไม่ถึง
หญิงสาวก้าวออกมาเผชิญหน้ากับเขาโดยตรง ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววเจ็บปวด บัดนี้มีแต่ประกายกร้าวร้าวและเด็ดเดี่ยวเกินกว่าที่ธันวาจะรับไหว
"ครอบครัวงั้นเหรอคะ?" รินรดาแค่นหัวเราะออกมาเบื้องหน้าเขา รอยยิ้มเย้ยหยันนั้นบาดลึกเข้าไปในหัวใจของสถาปนิกหนุ่มยิ่งกว่าคมมีด "คุณกล้าใช้คำนี้กับผู้หญิงที่คุณเคยบอกว่า 'ไร้ค่า' ได้ยังไงคะคุณธันวา? เด็กคนนี้จะเป็นลูกใคร หรือมีพ่อเป็นใคร... มันก็ไม่ใช่กงการอะไรที่คุณจะต้องมาใส่ใจ เพราะต่อให้เด็กคนนี้จะมีสายเลือดเดียวกับคุณครึ่งหนึ่ง คุณก็ไม่มีวันได้รับรู้ หรือมีสิทธิ์แม้แต่จะเรียกเธอว่าลูก!"
เปรี้ยง!
ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางกบาล ธันวาร่างกายชาดิก สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ คำพูดของรินรดาดังก้องอยู่ในหัวซ้ำไปซ้ำมา *เด็กคนนี้จะเป็นลูกใคร... ต่อให้เด็กคนนี้จะมีสายเลือดเดียวกับคุณครึ่งหนึ่ง...*
เด็กคนนี้... เป็นลูกของเขาจริง ๆ งั้นหรือ?
ธันวายืนตะลึงงัน มองหน้าหญิงสาวสลับกับเด็กน้อยตัวสั่นเทาด้วยความตกใจ ความรู้สึกผิดบาปและความเจ็บปวดพวยพุ่งขึ้นมาจุกอกจนหายใจไม่ออก เขากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับเนื้อฝ่ามือ หยาดเลือดสีแดงซึมออกมาแต่เขาไม่รู้สึกเจ็บแม้แต่น้อย ความริษยาที่เคยแผดเผาเมื่อครู่บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความสำนึกผิดที่สายเกินแก้
รินรดาไม่รอให้เขาได้ตั้งสติ เธอย่อตัวลงอุ้มเด็กหญิงขึ้นแนบอก มืออีกข้างจับมือกับอคินที่ยืนรออยู่ "เรากลับกันเถอะค่ะอคิน อยู่ตรงนี้นานไปอากาศมันเป็นพิษ หายใจไม่ออก"
ธันวายื่นมือสั่นเทออกไปหมายจะคว้าชายเสื้อเธอไว้ "ริน... เดี๋ยวสิ คุยกันก่อน..."
แต่รินรดาเพียงแค่หันกลับมามองเขาด้วยหางตา แววตาคู่นั้นว่างเปล่า ไร้เยื่อใย และเด็ดเดี่ยวจนน่ากลัว ก่อนที่เธอจะก้าวเดินผ่านเขาไปโดยไม่เหลียวแลแม้แต่นิดเดียว
ธันวายืนค้างอยู่กลางงาน มือที่เอื้อมออกไปคว้าได้เพียงความว่างเปล่า ท่ามกลางเสียงกระซิบกระซาบของผู้คนรอบข้างที่เริ่มจับกลุ่มนินทา เขาเพิ่งตระหนักในวินาทีนี้เองว่า... กำแพงทิฐิที่เขาเป็นคนสร้างขึ้นมาด้วยมือตัวเอง ได้กลายเป็นหลุมศพฝังอนาคตและครอบครัวที่เขารักที่สุดไปเสียแล้ว
ทว่า ในขณะที่เขากำลังจะจมดิ่งลงสู่ความสิ้นหวังนั้นเอง โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทก็สั่นครืนขึ้นมาอย่างแรง ธันวายกมือขึ้นหยิบมันขึ้นมาด้วยความหงุดหงิด หน้าจอแสดงข้อความจาก "ทนายความส่วนตัว" พร้อมกับไฟล์ภาพเอกสารฉบับหนึ่งที่ถูกส่งตรงมา
ธันวาเลื่อนเปิดดูภาพเอกสารแผ่นนั้นด้วยมือที่สั่นเทา... และดวงตาของเขาก็เบิกโพลงกว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ เมื่อสิ่งที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ คือ "ผลตรวจ DNA" ฉบับจริง ระหว่างเขากับเด็กหญิงตัวน้อย ที่ระบุผลความเข้ากันของDNA สูงถึง 99.99% พร้อมกับลายเซ็นกำกับของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังเมื่อสองชั่วโมงก่อน... ซึ่งเอกสารฉบับนี้ถูกส่งตรงมาจากมือของ "ใครบางคน" ที่จงใจเล่นเกมประสาทกับเขา!
ละอองดาวเดือนเก้าขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามความเจ็บปวดอันวิจิตรนี้นะคะ
สถาปนิกไร้ใจกับอดีตภรรยาที่เขาสั่งลบชื่อ•ตอนที่ 11
ความริษยาที่เริ่มก่อตัว
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้ใจกับอดีตภรรยาที่เขาสั่งลบชื่อ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!