วิศวกรปากร้ายกับยัยกราฟิกดีไซน์ตัวแสบ•ตอนที่ 12

ปากไม่ตรงกับใจ

ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
“ไหน... ลองอธิบายให้ฟังหน่อยสิ ว่าเธอกับฉัน... เราต้องเคลียร์ใจเรื่องอะไรกันแน่?” คำถามนั้นทิ้งน้ำหนักลงกลางความเงียบของห้องสตูดิโอออกแบบกราฟิกที่ตอนนี้เหลือเพียงเราสองคน กลิ่นกระดาษอาร์ตการ์ดและหมึกพิมพ์ตีวนอยู่ในบรรยากาศที่อวลไปด้วยความประหม่า พริ้มเม้มริมฝีปากแน่น เผลอกลืนน้ำลงคออย่างยากลำบากเมื่อพบว่าระยะห่างระหว่างเธอกับร่างสูงของพี่ว้ากหน้าดุแห่งคณะวิศวกรรมศาสตร์นั้น... มันใกล้จนเกินมาตรฐานความปลอดภัยทางใจไปโข ธามไม่ได้ถอยหนี เขายังคงยืนค้ำโต๊ะทำงานของเธอด้วยแขนแกร่งทั้งสองข้าง ดวงตาคมปลาบภายใต้กรอบแว่นสายตานั้นพราวระยับราวกับแมวตัวใหญ่ที่กำลังจ้องตะครุบเหยื่อ ปลายจมูกโด่งคมแทบจะชนกับกลุ่มผมที่รวบไว้ลวกๆ ของเธออยู่รอมร่อ “ฉัน... ฉันไม่ได้หมายความว่า...” พริ้มพยายามจะหาคำแก้ตัวสมองแทบไหม้ เธอกะพริบตาปริบๆ ขยับตัวหนีชิดพนักเก้าอี้จนแทบจะสิงเข้าไปในเบาะ “ฉันหมายถึงเรื่องงานกราฟิกบอร์ดนิทรรศการต่างหากเล่า! ที่คุณ... เอ๊ย พี่ธามคอมเมนต์มาว่าฟอนต์มันอ่านยากจนกรรมการจะตาบอดต่างหาก ฉันก็เลยอยากจะนัดเคลียร์... เอ๊ย นัดคุยงานให้มันรู้เรื่อง!” “อ๋อ...” ธามลากเสียงยาวในลำคอ มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นนิดๆ อย่างรู้ทัน “นึกว่าอยากเคลียร์เรื่องที่เรา... เผลอจ้องกันนานเกินไปจนหัวใจเต้นผิดจังหวะซะอีก” “พี่ธาม!” พริ้มหวีดร้องเบาๆ ในลำคอ ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นสีแดงจัดจนลามไปถึงใบหู เธอยกมือขึ้นผลักอกแกร่งที่กั้นขวางอิสรภาพของเธอไว้ออกห่าง ทว่าแรงอันน้อยนิดนั้นกลับทำได้แค่ทำให้เสื้อช็อปสีกรมท่าของเขายับยู่ยี่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น “ถอยไปเลยนะคะ! พูดจาอะไรไม่เข้าท่า ฉันเป็นรุ่นน้องนะ” “รุ่นน้องที่กล้าเถียงรุ่นพี่ฉอดๆ แบบนี้ มีแค่เธอคนเดียวนั่นแหละพริ้ม” ธามยอมผกายร่างถอยหลังออกไปก้าวหนึ่งอย่างนึกสนุก แต่แววตากลับไม่ได้ละไปจากใบหน้าหวานที่กำลังง้ำงอด้วยความขัดเขินเลยแม้แต่น้อย “แล้วนี่... จะกลับหอยังไง? ดึกป่านนี้แล้ว งานก็เพิ่งเคลียร์เสร็จ” “เรื่องของฉันค่ะ ฉันกลับเองได้ นั่งวินมอเตอร์ไซค์หน้าปากซอยแป๊บเดียวก็ถึง” พริ้มรีบกวาดแท็บเล็ตและสมุดโน้ตลงกระเป๋าผ้าใบโปรดอย่างลวกๆ เพื่อกลบเกลื่อนอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะเมื่อครู่ เธอไม่อยากอยู่ใกล้ผู้ชายคนนี้เกินความจำเป็น ยิ่งใกล้ ยิ่งอันตรายต่อสุขภาพจิตและสถานะ ‘คู่กัด’ ที่พยายามรักษาไว้ “วินมอเตอร์ไซค์หน้าปากซอยขับรถเร็วจะตาย แถมหมวกกันน็อคก็เหม็นกลิ่นอับ ชะนีตัวเล็กๆ อย่างเธอขึ้นไปนั่งซ้อนท้าย เดี๋ยวก็หัวฟาดตกถนนพอดี” ธามเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าคำพูดคำจานั้นช่างน่าหยิกให้เนื้อเขียวเสียเหลือเกิน “นี่! ว่าใครเป็นชะนีตัวเล็กไม่ทราบคะ? ฉันออกจะสตรอง! แล้วหมวกกันน็อคพี่จะมาเดือดร้อนแทนทำไม นั่งมาตั้งนานไม่เห็นเคยหัวฟาด” พริ้มหันขวับมาเถียงคอเป็นเอ็น มือเรียวควสะพายกระเป๋าขึ้นบ่า เตรียมจะเดินหนีออกจากห้องให้พ้นรัศมีอันตราย แต่มีหรือที่คนอย่างธามจะปล่อยให้เหยื่อ... เอ๊ย รุ่นน้องตัวแสบเดินหนีไปได้ง่ายๆ “ฉันไม่ได้เดือดร้อน” ร่างสูงก้าวเข้ามาขวางหน้าเธอไว้ได้อย่างรวดเร็วกว่า “แค่ในฐานะหัวหน้าโปรเจกต์ ฉันมีหน้าที่ต้องดูแลความปลอดภัยของทีมงานทุกคน... โดยเฉพาะคนที่ชอบทำตัวเก่งเกินเบอร์จนเป็นลมคาโต๊ะวาดรูปบ่อยๆ อย่างเธอ” “ฉันเป็นลมแค่ครั้งเดียวนะคะ!” พริ้มเท้าสะเอวเชิดหน้าขึ้นเถียงทันควัน ดวงตากลมโตฉายแววเอาเรื่อง “แล้วนั่นมันก็นานมาแล้วด้วย เลิกขุดมาพูดสักทีเถอะค่ะพี่ธาม” “ถ้าไม่อยากให้ขุด ก็เลิกดื้อแล้วเดินตามมาดีๆ” ธามถอนหายใจยาวอย่างอ่อนอกอ่อนใจ มือหนาเอื้อมไปฉวยข้อมือเล็กของเธอไว้หลวมๆ ก่อนจะออกแรงดึงเบาๆ ให้เดินตาม “รถจอดอยู่ลานจอดตึกคณะ เดินทางนี้ใกล้กว่า” “เดี๋ยวสิคะ! ใครบอกว่าจะให้ไปส่งเล่า ปล่อยนะ!” พริ้มร้องประท้วงเสียงหลง พยายามบิดข้อมือออกจากการเกาะกุม แต่แรงของหนุ่มวิศวะปีสี่ที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอนั้นมีหรือที่เธอจะสู้ไหว สุดท้ายก็จำต้องเดินตามแรงจูงกึ่งลากของเขาไปอย่างจำยอม ตลอดทางเดินจากตึกคณะสถาปัตยกรรมไปยังลานจอดรถ บรรยากาศยามค่ำคืนเงียบสงบและมีลมพัดเย็นสบาย เสียงฝีเท้าของคนทั้งสองดังสลับกัน ทว่าไม่มีใครยอมเอ่ยปากพูดอะไรออกมาอีก พริ้มเหลือบมองแผ่นหลังกว้างในชุดช็อปที่เดินนำอยู่ครึ่งก้าว หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ มืออีกข้างที่ถูกกุมไว้สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากฝ่ามือหนาที่ห่อหุ้มอยู่ มันไม่ใช่การจับมือแบบคนรัก แต่มันมีความใส่ใจเจืออยู่จนเธอต้องรีบสะบัดความคิดฟุ้งซ่านออกไปจากหัว *‘บ้าจริง... นี่เรากำลังใจเต้นกับอีตาพี่ว้ากปากร้ายเนี่ยนะ พริ้ม ตั้งสติหน่อยสิแก!’* เธอแอบด่าตัวเองในใจ ธามพาเธอเดินมาหยุดอยู่ข้างรถยนต์เก๋งสีดำเงารุ่นใหม่ล่าสุดที่จอดอยู่ในโซนประจำ เขาไขประตูฝั่งข้างคนขับออกแล้วผายมือเชิญด้วยความสุภาพแบบที่หาดูได้ยาก “เชิญครับ... คุณกราฟิกดีไซน์” พริ้มชะงักไปนิดเมื่อได้ยินสรรพนามที่เขาใช้แซว แอบค้อนใส่เบาๆ วงหน้าหวานเชิดขึ้นอย่างถือดีก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่งบนเบาะนุ่ม ธามปิดประตูให้ก่อนจะเดินอ้อมไปฝั่งคนขับแล้วหย่อนตัวลงนั่งตาม สตาร์ทเครื่องยนต์เปิดแอร์เย็นฉ่ำกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศอ่อนๆ ลอยอบอวลชวนให้เคลิ้ม รถเคลื่อนตัวออกจากมหาวิทยาลัยอย่างนิ่มนวล ท่ามกลางเสียงเพลงสากลเบาๆ ที่คลอเคลียไปกับบรรยากาศยามค่ำคืน ความเงียบภายในรถไม่ได้อึดอัดอย่างที่คิด แต่มันเต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้บทสนทนาหยอกล้อ “พรุ่งนี้... เลิกเรียนกี่โมง?” ธามเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน โดยที่สายตายังคงมองตรงไปบนถนนเบื้องหน้า “ถามทำไมคะ?” พริ้มหันไปเลิกคิ้วใส่ “จะหาเรื่องสั่งงานเพิ่มอีกหรือไง” “เปล่า แค่จะถามว่าว่างพอจะไปกินข้าวด้วยกันไหม... ในฐานะที่ฉันต้องเป็น ‘คนขับรถส่วนตัว’ ให้เธอวันนี้” เขาหันมาสบตาเธอแวบหนึ่งก่อนจะมองถนนต่อ มุมปากหยักยิ้มร้ายกาจ “ถือเป็นการตอบแทนที่ฉันใจดีมาส่ง” “โห... นี่เรียกว่าใจดีเหรอคะ เรียกลักพาตัวทางอ้อมชัดๆ” พริ้มบ่นอุบอิบ แต่แก้มใสกลับขึ้นสีแดงระเรื่อโดยไม่รู้ตัว “แล้วอีกอย่าง... ฉันไม่ได้ขอให้มาส่งสักหน่อย” “แต่ฉันอยากมา... เอ๊ย หมายถึง หน้าที่มันบังคับ” ธามเผลอหลุดปากพูดเสียงดังไปนิดจนต้องรีบแก้ตัว น้ำเสียงทุ้มมีความประหม่าเจืออยู่จางๆ ซึ่งนานๆ ครั้งถึงจะได้เห็นจากผู้ชายมาดนิ่งคนนี้ พริ้มแอบอมยิ้มกริ่มในความซึนของเขา เธอนั่งมองเสี้ยวหน้าคมคายของคนขับรถจำเป็นเงียบๆ ความรู้สึกต่อต้านในตอนแรกเริ่มถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นทีละน้อย จนกระทั่งรถเลี้ยวเข้ามาจอดเทียบฟุตบาทหน้าหอพักหญิงของเธอ ธามดับเครื่องยนต์แล้วหันมามองหน้าเธอตรงๆ “ถึงแล้วครับ... ลงไปได้แล้ว” น้ำเสียงนุ่มนวลกว่าปกติจนพริ้มเผลอใจสั่น “ขอบคุณค่ะ... สำหรับการเดินทาง” พริ้มเอ่ยเบาๆ มือเอื้อมไปปลดเข็มขัดนิรภัย “แล้วก็... ขอบคุณที่มาส่งด้วยค่ะ พี่ธาม” ธามพยักหน้ารับ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคม “อืม พรุ่งนี้เลิกเรียนรอฉันมารับหน้าคณะ ห้ามหนีกลับก่อนเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นฉันจะขึ้นไปลากตัวเธอลงมาจริงๆ ด้วย” “นี่! เอาแต่ใจตัวเองอีกแล้วนะ!” พริ้มทำท่าจะอ้าปากเถียง แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อช็อปของเธอก็แผדเสียงดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาหน้าจอแสดงชื่อสายเรียกเข้า... ‘แม่’ พริ้มขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ เพราะปกติเวลานี้มารดาจะไม่ค่อยโทรมาหา เธอกดรับสายแล้วกรอกเสียงทักทาย “ฮัลโหลค่ะแม่ มีอะไรหรือเปล่าคะดึกดื่นแบบนี้?” ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงสะอื้นไห้เบาๆ จะลอดผ่านลำโพงออกมา พร้อมกับประโยคที่ทำให้เลือดในกายของพริ้มเย็นเฉียบลงทันที *“พริ้ม... ลูกรีบกลับบ้านที่ต่างจังหวัดด่วนเลยนะ... พ่อ... พ่อล้มป่วยเข้าโรงพยาบาล อาการไม่ค่อยสู้ดีเลยลูก!”* ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ แท็บเล็ตและกระเป๋าในมือร่วงหล่นลงตัก โลกทั้งใบคล้ายจะหมุนคว้างในพริบตาเดียว ธามที่สังเกตเห็นความผิดปกติรีบหันมาคว้าไหล่เธอไว้ด้วยความตกใจ “พริ้ม! เป็นอะไร ใครโทรมา? เกิดอะไรขึ้น?!” --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาจิกหมอนและร่วมลุ้นไปกับความปากไม่ตรงกับใจของพี่ธามและน้องพริ้มในตอนนี้ด้วยนะคะ! ❤️
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรปากร้ายกับยัยกราฟิกดีไซน์ตัวแสบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%