“ถ้าคิดจะใช้ฟอนต์ตัวนี้กับงานพรีเซนต์โปรเจกต์ใหญ่ของคณะวิศวะฯ ยื่นใบลาออกจากการเป็นกราฟิกดีไซน์ซะเถอะค่ะ คุณพริ้ม เพราะมันไม่ได้สื่อถึงความน่าเชื่อถือสักนิด... มันดูเหมือนป้ายร้านขายน้ำปั่นหน้ามอมากกว่า”
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความเย้ยหยันดังขึ้นทันทีที่ธามก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะทำงาน ตัวเขาสูงสง่าในชุดเสื้อช็อปสีกรมท่าที่ปลดกระดุมเม็ดบนออกเผยให้เห็นลำคอแกร่งและสร้อยเลสเงินสะท้อนแสงไฟในห้องประชุม ดึงสายตาของทุกคนให้หันไปมองเป็นตาเดียว รวมถึงเมย์ที่ยืนกอดอกเชิดหน้าอยู่ไม่ไกลด้วยท่าทีเหนือกว่า
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด พยายามสะกดกลั้นอารมณ์กรุ่นโกรธที่พุ่งขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ ปากหนาๆ ของวิศวกรคนนี้ไม่เคยพูดอะไรให้มันรื่นหูเลยสักครั้งสินะ!
“อ๋อเหรอคะคุณธาม ประธานโครงการผู้เพียบพร้อม?” ฉันยิ้มหวานหยดแบบเคลือบยาพิษให้เขา ก่อนจะกดคลิกเมาส์เปลี่ยนหน้าจอโปรเจกต์เตอร์โชว์ดีไซน์ที่ฉันตั้งใจทำโต้รุ่งติดต่อกันสามคืน “แต่ขอโทษนะคะที่ต้องบอกว่า ดีไซน์แบบนี้ใครเขาทำกัน? ถ้าวิศวกรสมองเพชรอย่างคุณจะใช้กะลาครอบมองงานศิลปะ แล้วคิดว่าความขรึม-เชย-โบราณมันคือความน่าเชื่อถือ ฉันแนะนำให้คุณไปจ้างเด็กประถมมาวาดโลโก้ให้จะดีกว่าค่ะ ไม่ต้องเปลืองงบจ้างกราฟิกมืออาชีพอย่างฉันหرอก!”
บรรยากาศในห้องประชุมเงียบกริบลงทันที กายที่นั่งอยู่มุมโต๊ะถึงกับสำลักน้ำลายตัวเองจนต้องรีบยกมือขึ้นปิดปากกลั้นขำ ส่วนเมย์หน้าเสียไปถนัดตาเพราะไม่คิดว่าฉันจะกล้าเปิดศึกแลกหมัดฝีปากกับธามต่อหน้าคนอื่นแบบนี้
ธามไม่โกรธทันทีอย่างที่ฉันคิด... เขากลับเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ดวงตาคมกริบสีดำสนิทคู่นั้นกวาดมองหน้าจอคอมพิวเตอร์สลับกับใบหน้าของฉันที่กำลังร้อนผ่าวด้วยความโมโห รอยยิ้มมุมปากที่ปรากฏขึ้นช่างน่าหมั่นไส้เสียจนฉันอยากจะหยิบแฟ้มเอกสารฟาดหน้าเขาให้รู้แล้วรู้รอด
“ปากเก่งจังนะคะ... หวังว่าฝีมือจะดีสมกับความปากดี” ธามก้าวเท้าเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานของฉันมากขึ้น กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นกาวและกลิ่นไอมือถือความเป็นช่างกลอยอบอวลเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของฉันอย่างถือวิสาสะ “นี่งานโปรเจกต์ร่วมระหว่างสถาปัตย์กับวิศวะ ไม่ใช่งานประกวดวาดภาพประกอบนิตยสารแฟชั่นวัยรุ่น ถ้าคุณยังแยกแยะไม่ออกระหว่าง ‘ความสวยงาม’ กับ ‘การใช้งานจริง’ ฉันคงต้องพิจารณาเรื่องการทำงานร่วมกับคุณใหม่แล้วล่ะ”
“เชิญพิจารณาตามสบายเลยค่ะ!” ฉันลุกพรวดขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ส่วนสูงจะน้อยกว่าเขาอยู่หลายช่วงตัว แต่แรงผลักดันจากความอัดอั้นตันใจก็ทำให้ฉันเชิดหน้าสู้สายตาเขาอย่างไร้ความเกรงกลัว “เพราะฉันเองก็เริ่มจะหมดความอดทนกับการทำงานร่วมกับคนเผด็จการที่ไม่มีหัวAestheticเอาเสียเลยเหมือนกัน! งานนี้ถ้าไม่ใช่เพราะอาจารย์ขอมา ฉันไม่มีวันเอาชื่อเสียงตัวเองมาทิ้งไว้กับคนปากร้ายอย่างคุณหรอกค่ะ!”
“นี่เธอ!” เมย์ทนดูต่อไปไม่ไหว ก้าวเข้ามาแทรกกลางระหว่างเราด้วยท่าทีฮึดฮัด มือเรียวยาวทาบอกด้วยความตกใจ “ธามเขาก็แค่หวังดีกับงานส่วนรวมนะพริ้ม ทำไมต้องใช้อารมณ์พูดจาแบบนี้ใส่เขาด้วยล่ะ? เป็นกราฟิกประสาอะไร แค่คำติชมแค่นี้ก็รับไม่ได้ ถึงว่าล่ะ... ผลงานถึงออกมาได้แค่นี้ไง”
ฉันหันขวับไปมองเมย์ทันที ดวงตาคงไม่ยอมหลบให้กับสายตารังเกียจที่เธอยกมาเสิร์ฟให้ “ถ้าไม่มีตาหรือดูไม่ออกว่างานฉันดีตรงไหน แนะนำให้ไปตัดแว่นใหม่นะคะคุณดาวคณะ ดีกว่ามายืนเห่าหอนสนับสนุนคนอื่นอย่างไร้สมองแบบนี้”
“พริ้ม!” เมย์กรี๊ดออกมาเบาๆ ด้วยความเหลืออด หน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ
“พอได้แล้วทั้งคู่!” เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจของธามดังแทรกขึ้น ทว่าสายตาของเขากลับไม่ได้มองเมย์ เขากลับจดจ้องมาที่ฉันคนเดียวด้วยแววתіที่ลึกล้ำยากจะคาดเดา ความโกรธกรุ่นเมื่อครู่คล้ายจะถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ชวนให้ใจเต้นผิดจังหวะอย่างน่าประหลาด “เมย์... ออกไปรอข้างนอกก่อน ฉันมีเรื่องต้องเคลียร์กับคุณพริ้มตามลำพัง”
เมย์อ้าปากค้าง ทำท่าจะประท้วงแต่เมื่อสบเข้ากับสายตานิ่งสนิทและเย็นชาของธาม เธอก็จำต้องสะบัดหน้าพรวดพราดเดินกระแทกส้นเท้าออกนอกห้องประชุมไปอย่างจำยอม
เสียงประตูปิดลง ทิ้งให้เราสองคนยืนเผชิญหน้ากันในความเงียบที่ระอุไปด้วยกระแสความตึงเครียด กายแอบส่งซิกทำมือเป็นรูปหัวใจส่งให้ฉันจากด้านหลังธามก่อนจะรีบเดินหลบฉากตามออกไปอีกคนอย่างรู้หน้าที่
ฉันยืนกอดอก เชิดหน้าขึ้นพยายามรักษาเกราะกำบังความมั่น
มั่นคงของตัวเองไว้ แม้หัวใจข้างในจะเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอกเมื่อธามค่อยๆ ก้าวเข้ามาใกล้ฉันทีละก้าว... ทีละก้าว จนระยะห่างระหว่างเราเหลือเพียงแค่คืบเดียว
“คุณเข้าใกล้ฉันเกินไปแล้วนะคะคุณธาม ถอยไปเลยนะ” ฉันเอ่ยเตือนเสียงสั่นเล็กน้อยเมื่อแผ่นหลังชนเข้ากับขอบโต๊ะทำงานอย่างไร้ทางหนี
ธามไม่ถอย... เขากลับวางมือข้างหนึ่งลงบนขอบโต๊ะ กักตัวฉันไว้ในวงแขนอย่างสมบูรณ์แบบ ก้มใบหน้าลงมาจนลมหายใจอุ่นๆ รดอยู่ข้างแก้มของฉัน กลิ่นอายความเป็นผู้ชายที่แผ่ซ่านออกมาทำให้สมองฉันรวนเรไปหมด
“ปากเก่งนักนะ...” เสียงกระซิบพร่าต่ำดังอยู่ชิดริมใบหู ทำเอาขนลุกเกรียวไปทั้งร่าง “แต่รู้ไหม... เวลาที่คุณเถียงฉัน ตาโตๆ คู่นั้นมันน่ามองกว่าหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นไหนๆ”
ฉันเบิกตากว้างด้วยความตกใจ สมองขาวโพลนไปชั่วขณะเมื่อฝ่ามืออุ่นจัดของเขาเอื้อมมาแตะเบาๆ ที่เส้นผมของฉันเพื่อทัดปอยผมที่หลุดลุ่ยให้อย่างถือวิสาสะ
“คุณ... คุณพูดบ้าอะไรเนี่ย!” ฉันผลักอกแกร่งเขาเต็มแรงแต่คนตัวโตกลับขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม ปลายจมูกโด่งรั้นเกือบจะชนเข้ากับแก้มฉันอยู่รำคาญ
“ไม่ได้บ้า...” ธามกระซิบแผ่วเบา รอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นที่มุมปากหยัก “ฉันแค่กำลังคิดว่า... ถ้าเราสองคนเลิกเถียงกันเรื่องงาน แล้วเปลี่ยนมาเคลียร์กันเรื่องส่วนตัวแทน... คุณจะปากเก่งได้สักกี่น้ำกันเชียว”
ยังไม่ทันที่ฉันจะได้อ้าปากด่ากลับด้วยคำพูดเจ็บแสบ ประตูห้องประชุมที่ถูกปิดสนิทเมื่อครู่ก็ถูกผลักเปิดผางเข้ามาเสียงดังปัง! พร้อมกับร่างของบุคคลที่ไม่คาดฝันก้าวพรวดพราดเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกจนหน้าซีดเผือด
“ธาม! แย่แล้ว... น้องรหัสแกที่ห้องแล็ป ทำโปรเจกต์ระเบิดไฟไหม้เครื่องมือเสียหายหมดแล้วโว้ย!”
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมฟินไปกับความปากร้ายแต่คลั่งรักของยัยตัวแสบกับวิศวกรหนุ่มในตอนนี้นะคะ!
วิศวกรปากร้ายกับยัยกราฟิกดีไซน์ตัวแสบ•ตอนที่ 2
ดีไซน์แบบนี้ใครเขาทำกัน
ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรปากร้ายกับยัยกราฟิกดีไซน์ตัวแสบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!