เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ดังขึ้นแข่งกับเสียงเครื่องปรับอากาศในห้องทำงานกราฟิกที่เงียบงัน พริ้มยกมือขึ้นกางออกแล้วมองฝ่ามือตัวเองที่ยังคงสั่นน้อยๆ เหตุการณ์เมื่อครู่ในห้องเก็บอุปกรณ์ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวราวกับแผ่นเสียงตกร่อง สัมผัสอุ่นจัดจากฝ่ามือหนาที่แนบอยู่บนเอวบาง และกลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นไอมิ้นต์จางๆ ที่ลอยวนอยู่รอบตัวทำเอาสติที่สะสมมาตลอดสี่ปีแทบลอยหายไปในอากาศ
ให้ตายเถอะ... เกือบไปแล้วจริงๆ
ถ้าเสียงเคาะประตูกวนประสาทของไอ้รุ่นน้องฝึกงานหน้าใสคนนั้นไม่ดังขึ้นเสียก่อน เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะมีปัญญาผลักอกหนาๆ ของนายธามออกไปได้ยังไง หรือบางที... เธออาจจะปล่อยให้ตัวเองเคลิบเคลิ้มไปกับบรรยากาศอันตรายนั่นจนถอนตัวไม่ขึ้นแล้วก็ได้
"ยัยพริ้ม แกเพ้อเจ้ออะไรเนี่ย!"
หญิงสาวสะบัดหัวแรงๆ ไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป ก่อนจะตบแก้มตัวเองเบาๆ เรียกสติ เธอก้มลงมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดไฟล์งานค้างไว้ เส้นกราฟฟิกสีสันสดใสไม่ได้ช่วยให้สมองปลอดโปร่งขึ้นเลยสักนิด ในเมื่อสถานะระหว่างเธอกับเขามันชัดเจนเสียจนน่าหงุดหงิด—เพื่อนร่วมงาน... คำนี้คำเดียวที่ค้ำคออยู่
แต่เพื่อนร่วมงานที่ไหนเขาจ้องมองกันด้วยสายตาแบบนั้น เพื่อนร่วมงานที่ไหนเขาตามมาดึงแขนแล้วกักตัวเธอไว้ในมุมอับสายตาแถมยังเกือบจะ...
"นั่งทำหน้าเหมือนคนท้องผูกแบบนั้น แปลว่างานโปรเจกต์นี้มีปัญหา หรือว่าสมองส่วนคิดงานมันตันจนต้องระบายด้วยการทำหน้ายับยู่ยี่คะ คุณกราฟิกดีไซน์ตัวแสบ"
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับกลิ่นน้ำหอมคุ้นจมูกที่ลอยมาแตะนาสิก พริ้มสะดุ้งสุดตัว ดีดตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้หมุนจนมันหมุนเคว้งไปรอบๆ หญิงสาวหันขวับไปมองต้นเสียงด้วยสายตาดุดันเพื่อกลบเกลื่อนความตื่นตระหนก
ธามยืนกอดอกพิงขอบประตูห้องทำงานของเธอ ใบหน้าคมคายเรียบเฉยไร้รอยยิ้ม ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสะท้อนประกายความเจ้าเล่ห์จางๆ ที่มีแค่เธอเท่านั้นที่มองเห็น
"นี่คุณ! หัดเคาะประตูก่อนเข้าห้องคนอื่นบ้างไม่ได้หรือไงคะ นึกว่าผีสางซะอีก ตกใจหมด!" พริ้มแหวใส่ทันทีเพื่อกลบเกลื่อนอาการใจสั่นที่จู่ๆ ก็กำเริบขึ้นมาอีกรอบ
"ฉันเคาะแล้ว แต่เธอสติหลุดไปถึงดาวอังคารต่างหาก ถึงไม่ได้ยิน" ธามก้าวเข้ามาในห้องทีละก้าว ขายยาวๆ ภายใต้กางเกงสแลคเข้ารูปทำให้เขาดูโดดเด่นและทรงพลังจนน่าหมั่นไส้ ชายหนุ่มหยุดยืนอยู่ห่างจากโต๊ะทำงานของเธอเพียงแค่ก้าวเดียว ดวงตาสีเข้มกวาดมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ก่อนจะเลื่อนกลับมาสบตาเธอนิ่งๆ "แล้วที่ทำหน้าเครียดเมื่อกี้... คิดถึงเรื่องในห้องเก็บอุปกรณ์อยู่หรือไง"
พริ้มรู้สึกเหมือนเลือดในกายพุ่งขึ้นมารวมกันที่ใบหน้าจนร้อนผ่าว เธอเม้มปากแน่น ถลึงตาใส่ร่างสูงที่ยังคงตีหน้ามึนได้อย่างน่าหมั่นไส้ที่สุด
"ใครเขาคิดกันคะ! ฉันกำลังเครียดเรื่องงานต่างหาก งานบรีฟรอบสุดท้ายที่คุณแก้มนsัลมาสิบแปดรอบนั่นน่ะ รู้จักไหมคะความรับผิดชอบน่ะ" เธอสวนกลับเสียงแข็ง เชิดหน้าขึ้นสู้สายตา ไม่ยอมแสดงความอ่อนแอให้เขาเห็นเด็ดขาด
ธามเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มแบบที่ทำให้คนมองอยากจะกระโดดเข้าไปทึ้งหัวให้หายหมั่นไส้ "อ๋อเหรอ นึกว่ากำลังเสียดายที่เมื่อกี้มีคนมาขัดจังหวะซะอีก"
"นายธาม!" พริ้มแยกเขี้ยวใส่ หน้าแดงแจ๋จนลามไปถึงใบหู "อย่ามาหลงตัวเองนะคะ ใครเขาเสียดายกัน ทุเรศที่สุด!"
"ก็เห็นยืนนิ่งให้กอดซะเคลิ้มเชียว" เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความกวนประสาทแบบเต็มพิกัด ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนพริ้มต้องเอนตัวหนีโดยอัตโนมัติ "หรือจะเถียงว่าเมื่อกี้เธอไม่ได้ใจเต้นแรง?"
"ถอยไปเลยนะ! พูดจาอะไรไม่เข้าท่า นี่มันเวลาทำงานนะคะ กรุณาแยกแยะด้วย คุณเป็นหัวหน้าโปรเจกต์ส่วนฉันเป็นกราฟิก เราควรักษาระยะห่างตามสถานะ 'เพื่อนร่วมงาน' ให้มันดีกว่านี้นะคะ!" พริ้มใช้สองมือดันอกแกร่งเอาไว้เมื่อเขาล้ำเส้นเข้ามาใกล้เกินไป ระยะห่างระหว่างกันลดลงจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้อากาศหายใจ
คำว่า 'เพื่อนร่วมงาน' ที่เธอกระแทกเสียงเน้นย้ำทำเอาแววตาพึงพอใจของธามหม่นแสงลงชั่วพริบตา รอยยิ้มกวนๆ บนมุมปากจางหายไปแทนที่ด้วยความเรียบเฉยเย็นชาที่เธอมักจะเห็นบ่อยๆ ในยามที่เขาต้องดีลงานกับลูกค้ารายใหญ่
ธามนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ยืดตัวตรงถอยหลังกลับไปยืนในระยะที่ปลอดภัย สายตาคมกริบมองสำรวจใบหน้าของเธอด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก
"อ๋อ... สถานะเพื่อนร่วมงานสินะ" เสียงทุ้มเอ่ยทวนคำพูดของเธอเบาๆ น้ำเสียงเรียบสนิทจนน่าใจหาย "ถ้าเธอต้องการแบบนั้น ฉันก็ไม่มีปัญหาหรอกนะ พริ้ม"
หัวใจของหญิงสาวกระตุกวูบอย่างไม่ทราบสาเหตุ ความรู้สึกเจ็บแปลบแปล20ขึ้นมาในอกเมื่อได้ยินน้ำเสียงราบเรียบและท่าทีห่างเหินที่เขากลับมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว ทั้งที่เมื่อครู่... เขายังเป็นคนดึงเธอเข้าไปใกล้ชิดอยู่เลย
นี่เธอเป็นบ้าอะไรเนี่ย? พอเขาเข้าหาก็โวยวาย พอเขาก้าวถอยหลังตามคำขอ... ทำไมถึงรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ที่คอจนกลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้ล่ะ
"ดีค่ะ! ในเมื่อเข้าใจตรงกันแล้ว ก็เชิญออกไปจากห้องฉันได้แล้วค่ะ ฉันต้องเคลียร์งานต่อให้เสร็จก่อนกำหนดส่ง" พริ้มรีบหันหลังกลับไปหน้าจอคอมพิวเตอร์ แสร้งทำเป็นสนใจตัวอักษรยิกๆ บนหน้าจอเพื่อซ่อนแววตาไหววับของตัวเอง
ธามมองแผ่นหลังบางที่นั่งเกร็งอยู่บนเก้าอี้ด้วยสายตาซับซ้อน ชายหนุ่มแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ ออกมาครั้งหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินหันหลังให้ประตูห้อง
"งั้นก็เชิญทำงานอันมีค่าของเธอต่อไปเถอะนะ... คุณเพื่อนร่วมงาน"
ประโยคสุดท้ายทิ้งท้ายไว้ด้วยน้ำเสียงเย้าแหย่เจือความประชดประชัน ก่อนที่เสียงปิดประตูกระแทกเบาๆ จะดังขึ้นตามหลัง บ่งบอกว่าเจ้าตัวเดินออกไปจากห้องแล้วจริงๆ
พริ้มทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้ทันทีที่ห้องกลับมาเงียบสงบ มือบางยกขึ้นกุมขมับที่เริ่มเต้นตุบๆ ความหงุดหงิดพลุ่งพล่านอยู่ในอกจนหายใจแทบไม่ทั่วท้อง สถานะเพื่อนร่วมงานบ้าบออะไรกัน ทำไมมันถึงได้ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดและฟุ้งซ่านได้ขนาดนี้วะเนี่ย!
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง ทำให้พริ้มสะดุ้งสุดตัว เธอหันขวับไปมองด้วยความหงุดหงิด นึกว่าตาบ้าธามจะกลับมาหาเรื่องอะไรอีก แต่ปรากฎว่าร่างที่ก้าวเข้ามากลับไม่ใช่ชายหนุ่มเจ้าของเกียร์เหล็ก หากแต่เป็นเมย์ ดาวคณะและผู้ช่วยโปรเจกต์สาวสวยที่ยืนส่งยิ้มหวานหยดย้อยมาให้ ทว่าแววตาที่มองเธอนั้นกลับเต็มไปด้วยประกายความริษยาอย่างปิดไม่มิด
"อุ๊ย ขอโทษนะคะที่รบกวนเวลาสวีท... เอ๊ย เวลาทำงานพอดี เห็นคุณธามเพิ่งเดินหน้าหงุดหงิดออกจากห้องนี้ไป ก็เลยแวะมาดูหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า" เมย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงดัดจริต กวาดสายตามองไปรอบห้องก่อนจะมาหยุดที่ใบหน้าของพริ้ม
พริ้มหรี่ตามองคู่ปรับตัวฉกาจ เธอยืดตัวตรงขึ้นทันที ความหงุดหงิดเมื่อครู่ถูกเปลี่ยนเป้าหมายมายังผู้หญิงตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ปากเก่งๆ ของเธอพร้อมทำงานทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
"ถ้าว่างมากจนไม่มีอะไรทำ จะไปช่วยฉันตัดกระดาษหรือจัดเอกสารแถวห้องสันทนาการก็ได้นะคะคุณเมย์ ดีกว่ามาเดินสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้านแบบนี้"
เมย์หน้าตึงขึ้นมาทันที รอยยิ้มเสแสร้งแทบจะหลุดออกจากใบหน้า "นี่เธอ! พูดจาให้มันดีๆ หน่อยนะ ฉันแค่..."
"แค่... อะไรดีล่ะคะ?" พริ้มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเข้าไปประชิดตัวอีกฝ่ายด้วยสายตาคมกริบที่ไม่ยอมแพ้ใคร "ถ้าไม่มีงานทำก็เชิญออกไปค่ะ ห้องนี้ต้อนรับเฉพาะคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ไม่ได้ต้อนรับคนว่างงานที่ชอบมาเดินแรดหาเรื่องคนอื่นไปวันๆ"
"พริ้ม! แกกล้าดียังไงมาว่าฉัน!" เมย์กรี๊ดออกมาเบาๆ ด้วยความเหลืออด มือเรียวยกขึ้นชี้หน้าเธอสั่นระริก
พริ้มหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน กำลังจะอ้าปากสวนกลับด้วยคำพูดที่เจ็บแสบกว่าเดิม ทว่าจังหวะนั้นเอง ประตูห้องทำงานที่ถูกปิดไปเมื่อครู่ก็ถูกผลักเปิดออกอีกครั้งอย่างกะทันหัน พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของธามที่ก้าวกลับเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดกว่าเดิม
ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นเมย์ยืนหน้าดำคร่ำเครียดอยู่ใกล้ๆ กับพริ้ม ส่วนแฟนสาวของเขากำลังยืนกอดอกเชิดหน้าใส่อย่างไม่เกรงกลัว
"เกิดอะไรขึ้นเสียงดังไปถึงข้างนอก" ธามเอ่ยเสียงเข้ม ดวงตาคมกริบกวาดมองผู้หญิงทั้งสองคนสลับกันไปมา
เมย์รีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นน่าสงสารทันที เธอก้าวเข้าไปเกาะแขนแกร่งของธามแล้วทำเสียงสั่นเครือ "ธามคะ... เมย์แค่แวะมาดูเฉยๆ ว่าพริ้งต้องการความช่วยเหลืออะไรไหม แต่พริ้มกลับพูดจาจิกกัดแล้วก็ไล่เมย์ออกนอกห้อง แถมยังใช้คำพูดแย่ๆ ใส่เมย์ด้วยค่ะ"
พริ้มเบะปากใส่ท่าทางตอแหลระดับสิบของอีกฝ่ายทันที หญิงสาวกลอกตาขึ้นฟ้าอย่างสุดจะทนกับความนางเอกเจ้าน้ำตาของเมย์
"ฉันพูดความจริงค่ะ ถ้าคุณเมย์หูไม่หนาจนเกินไปก็น่าจะจำได้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาเรื่องฉันก่อน" พริ้มสวนกลับทันควัน น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมบาดลึก
ธามขมวดคิ้วมุ่น ปลดแขนเรียวของเมย์ออกจากตัวอย่างสุภาพแต่เด็ดขาด ชายหนุ่มหันมาสบตากับพริ้ม นัยน์ตาสีเข้มฉายแววครุ่นคิดบางอย่างที่อ่านไม่ออก
"เมย์ ออกไปรอข้างนอกก่อน ฉันมีเรื่องจะคุยกับพริ้มตามลำพัง" ธามหันไปบอกเสียงเรียบ
"แต่ธามคะ!" เมย์โวยวายหน้าเสีย
"ฉันบอกให้ออกไปก่อน" น้ำเสียงของเขาไม่ใช่การขอร้อง แต่มันคือคำสั่งที่เด็ดขาดจนเมย์ไม่กล้าขัดขืน หญิงสาวส่งค้อนวงใหญ่ให้พริ้มก่อนจะสะบัดตูดเดินกระแทกส้นเท้าออกจากห้องไปกระแทกประตูปังใหญ่
ห้องทำงานกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงแค่เขากับเธอ
ธามหันกลับมามองพริ้มที่ยังคงยืนกอดอกหน้าตาบึ้งตึง ชายหนุ่มถอนหายใจยาวออกมารอบที่เท่าไหร่ของวันก็ไม่รู้ ก่อนจะก้าวเข้าไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอในระยะประชิดอีกครั้ง
"เธอนี่นะ... หาเรื่องเก่งเป็นที่หนึ่งจริงๆ" เขาเอ่ยเสียงดุ แต่แววตาไม่ได้โกรธเคืองอย่างที่ปากว่า
"แล้วคุณกลับเข้ามาทำไมอีกคะ ไหนว่าออกไปแล้ว" พริ้มเงยหน้าขึ้นเถียง ตาคมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา "หรือว่ากลัวคุณคนสวยเขาจะโดนฉันกินหัวเข้าไปหรือไง ถึงต้องรีบวิ่งแจ้นกลับมาปกป้อง?"
ธามไม่ตอบคำถาม เธอเห็นแค่สันจอดรนของเขาขยับเล็กน้อยก่อนที่มือหนาจะเอื้อม20มาคว้าข้อมือบางของเธอไว้ หลบเลี่ยงการดึงรั้งแต่ก็ไม่ได้บีบแน่นจนเจ็บ
"ฉันไม่ได้กลับมาเพราะเมย์" เสียงทุ้มเอ่ยแผ่วเบา ทว่าจริงจังจนพริ้มต้องชะงัก
"แล้ว... กลับมาทำไม?" เธอถามเสียงสั่นขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ เมื่อจู่ๆ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของเขากับเธอมันก็ลดลงจนลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่บนพวงแก้ม
ธามก้มลงมองริมฝีปากเม้มแน่นของเธอ สายตากรุ้มกริมเปลี่ยนเป็นความลึกซึ้งและร้อนแรงขึ้นจนพริ้มรู้สึกวูบวาบไปทั้งท้องน้อย
"ก็แค่จะกลับมาบอกเธอให้ชัดเจน..." นิ้วโป้งของเขาเกลี่ยเบาๆ บนหลังมือเธออย่างถือวิสาสะ "เรื่องสถานะเพื่อนร่วมงานอะไรนั่นน่ะ... ฉันไม่เคยตกลงด้วยเลยสักครั้ง"
หัวใจของพริ้มหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อเงยหน้าขึ้นสบกับสายตาพราวระยับที่จ้องมองมาอย่างมีความหมาย
"มะ... หมายความว่ายังไงคะ" เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
ธามโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบชิดริมหู เสียงทุ้มต่ำพร่าลอยมาปะทะผิวแก้มจนขนลุกซู่
"หมายความว่า... นับจากวินาทีนี้ไป ฉันยกเลิกสถานะเพื่อนร่วมงานบ้าบอนั่นแล้ว และเตรียมตัวรับมือให้ดีเถอะพริ้ม... เพราะหลังจากนี้ ฉันจะจีบเธอแบบจริงจัง ไม่ปล่อยให้เธอหนีรอดไปไหนได้อีกแน่"
——————————
[เกียร์เปื้อนกาวใจ ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะมาร่วมลุ้นและฟินไปกับความปากแข็งของตาพี่ธามและยัยพริ้มในตอนนี้นะคะ! หวังว่าจะจิกหมอนกันจนนุ่นกระจายและเตรียมตัวพบกับความคลั่งรักแบบจัดเต็มในตอนหน้าได้เลยค่ะ รักนะคะ!]
วิศวกรปากร้ายกับยัยกราฟิกดีไซน์ตัวแสบ•ตอนที่ 25
คำถามที่ไม่มีคำตอบ
ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรปากร้ายกับยัยกราฟิกดีไซน์ตัวแสบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!