"คุณเตชินท์ครับ... งานเอกสารงบประมาณไตรมาสนี้ ถ้าเสร็จแล้ว ไปทานมื้อเที่ยงกับผมหน่อยได้ไหมครับ พอดีผมมีร้านอาหารเปิดใหม่ บรรยากาศดีมาก อยากชวนคุณไปลองชิมดูน่ะครับ"
เสียงทุ้มนุ่มนวลของ 'กรณ์' สถาปนิกหนุ่มฟรีแลนซ์ลูกค้ารายใหญ่ ที่ช่วงนี้ขยันแวะเวียนมาที่บริษัทบ่อยเสียยิ่งกว่าพนักงานในออฟฟิศดังขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มพิมใจที่ส่งให้เตชินท์แบบไม่ปิดบังความรู้สึก เตชินท์ที่กำลังก้มหน้าตรวจตัวเลขบนหน้าจอแท็บเล็ตชะงักไปนิด เจ้าตัวเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มสุภาพตามมารยาททางธุรกิจ
"อ๋อ ขอบคุณมากนะครับคุณกรณ์ แต่พอดีผมมี..."
"เขา-มี-งาน-ล้น-มือ"
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจที่ลอยแทรกเข้ามาดุจมีดโกนอาบน้ำผึ้ง ทำเอาประโยคปฏิเสธของเตชินท์กลืนหายลงคอทันที ร่างสูงโปรดปรานของ 'ปราชญ์' ก้าวฉับๆ ออกมาจากห้องทำงานส่วนตัว ใบหน้าหล่อเหลาคมคายเรียบตึงจนแทบจะเป็นน้ำแข็ง สายตาคมกริบกวาดมองไปยังกรณ์ด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงอย่างฉับพลัน
กรณ์สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อปะทะเข้ากับสายตานั้น รอยยิ้มบนใบหน้าเจื่อนลงทันที "เอ่อ... ท่านประธานปราชญ์ สวัสดีครับ"
"ครับ สวัสดี" ปราชญ์รับคำสั้นๆ น้ำเสียงห้วนจัดจนคนฟังอยากจะมุดแผ่นดินหนี ร่างสูงเดินตรงดิ่งมาหยุดยืนซ้อนหลังเก้าอี้ที่เตชินท์นั่งอยู่ มือหนาวางทับลงบนพนักพิงเบาะหนังอย่างจงใจตีตราจอง พร้อมกับก้มตัวลงกระซิบข้างใบหูขาวจัดจนลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดผิวเนื้อ เตชินท์แอบสะดุ้งวาบ ขนลุกชันไปทั้งตัวโดยอัตโนมัติ
"ทำงานในเวลางาน แต่ยังมีเวลาไปเดိတ်กับลูกค้างั้นเหรอครับคุณเลขานุการ" ปราชญ์กระซิบเสียงลอดไรฟัน น้ำเสียงเจือความหึงหวงแบบไม่คิดจะปกปิดแม้แต่น้อย
เตชินท์เหลือบสายตาขึ้นมองเจ้านายหนุ่มที่ยืนประชิดตัวจนแทบจะสิงร่าง เขากัดริมฝีปากแน่นอย่างหมั่นไส้ คนอะไร... ขี้หวงหน้าด้านหน้าทนเป็นที่สุด ทั้งที่ตัวเองต่างหากที่เป็นฝ่ายหาเรื่องแกล้งเขาก่อนแทบทุกวัน พอมีคนอื่นเข้ามาทำทีท่าสนใจหน่อย ทำเป็นหวงก้างขึ้นมาซะอย่างนั้น
"ผมยังไม่ได้ตอบตกลงสักหน่อยครับท่านประธาน..." เตชินท์กระซิบตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความประชดประชันเล็กน้อย "อีกอย่าง การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้านี่คืองานในหน้าที่ของผมไม่ใช่เหรอครับ"
ปราชญ์ขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้นมา ดวงตาคมกริบหันขวับกลับไปจ้องหน้ากรณ์ที่ยังยืนทำหน้าไม่ถูกอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงาน
"พอดีว่าบริษัทเรามีนโยบายเข้มงวดเรื่องเวลาพักเที่ยงของพนักงานนะครับคุณกรณ์ และที่สำคัญ..." ปราชญ์ลากเสียงยาวอย่างจงใจ พร้อมกับขยับตัวเข้ามาบังร่างของเตชินท์ไว้ครึ่งหนึ่ง สายตาคมกริบราวกับพญาอินทรีจ้องเขม็ง "เลขาฯ ของผมคนนี้ งานยุ่งจนหัวหมุน ไม่มีเวลาว่างไปนั่งสังสรรค์กินข้าวกับใครทั้งนั้นแหละครับ ถ้าคุณกรณ์ไม่มีเรื่องงานด่วนอะไรแล้ว เชิญกลับไปได้เลยครับ ทางเราถือว่าหมดเวลาต้อนรับแขกนอกรอบแล้ว"
น้ำเสียงเฉียบขาดและท่าทีคุกคามอย่างโจ่งแจ้งทำเอากรณ์ถึงกับไปไม่เป็น ชายหนุ่มทำได้เพียงยิ้มแห้งๆ แล้วพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้
"เอ่อ... งั้นผมขอตัวก่อนนะครับคุณเตชินท์ ไว้โอกาสหน้าค่อยคุยกันใหม่"
"เดินทางปลอดภัยนะครับคุณกรณ์" เตชินท์รีบเอ่ยลาด้วยความเกรงใจ แต่ยังไม่ทันที่กรณ์จะหันหลังเดินพ้นประตูห้องทำงานออกไป เสียงทุ้มเข้มของปราชญ์ก็ดังตัดหน้าขึ้นมาอีกรอบ
"แล้วก็ไม่ต้องมาโอกาสหน้าหว่านเสน่ห์อะไรอีกนะครับ เพราะที่นี่คือบริษัท ไม่ใช่ตลาดนัดหาคู่!"
เตชินท์ถึงกับเบิกตากว้าง หันขวับไปค้อนเจ้านายตัวดีตาคว่ำ "ท่านประธานครับ! พูดจาแบบนี้มันเสียมารยาทกับลูกค้านะครับ!"
ปราชญ์ไม่ยี่ห้อต่อคำต่อว่า ร่างสูงแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอ ก่อนจะดึงเก้าอี้หมุนของเตชินท์ให้หันกลับมาเผชิญหน้ากับตัวเองตรงๆ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเลขาฯ ปากเก่งอย่างคาดคั้น
"แล้วที่คุณส่งยิ้มหวานเรี่ยราดให้ไอ้สถาปนิกหน้าอ่อนนั่นล่ะครับ มันไม่เสียมารยาทต่อหัวใจเจ้านายอย่างผมบ้างเลยเหรอ"
คำพูดที่หลุดออกมาจากปากของซีอีโอหนุ่มผู้รักฟอร์มทำเอาเตชินท์ชะงักงัน หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบอย่างแรง ความร้อนผ่าวแล่นริ้วขึ้นมาบนพวงแก้มขาวเนียนอย่างห้ามไม่อยู่ เตชินท์เม้มริมฝีปากแน่น สมองตื้อตันไปชั่วขณะเมื่อเจอความตรงไปตรงมาแบบไร้การปรุงแต่งของคนตรงหน้า
"ท่านประธาน... พูดอะไรไม่เข้าท่าอีกแล้วนะครับ" เตชินท์พยายามหลบสายตา ทำเป็นสนใจแฟ้มเอกสารบนโต๊ะเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่าที่พุ่งสูงจนควบคุมไม่อยู่
"ผมพูดความจริง" ปราชญ์ยื่นหน้าเข้าไปใกล้มากขึ้น ปลายจมูกโด่งรั้นเกือบจะชนกับแก้มใสของอีกฝ่าย จนเตชินท์ต้องเอนตัวหนีตามสัญชาตญาณ "จำไว้เลยนะครับเตชินท์... คุณเป็นเลขาฯ ของผม เป็นคนของผม ห้ามไปยิ้มเรี่ยราดให้ใครหน้าไหนอีก ไม่อย่างนั้นผมจะหักเงินเดือนคุณฐานทำให้ผมหงุดหงิด!"
"นี่คุณใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบอีกแล้วนะ! คนเผด็จการ!" เตชินท์แหวใส่เสียงดังลั่น ปัดมือหนาที่เกาะอยู่บนพนักพิงออกอย่างงอนๆ แต่รอยยิ้มที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้ใบหน้าบึ้งตึงนั้นกลับทรยศความรู้สึกในอกสิ้นเชิง
ปราชญ์มองท่าทีแสนพยศของคนตรงหน้าด้วยแววตาพึงพอใจ มุมปากหยักยกยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างที่ชอบทำเวลาเป็นฝ่ายชนะเกม ร่างสูงกำลังจะเอמהปากพูดแซวอะไรต่อเพื่อให้คนปากแข็งแถไม่ออก
แต่ทว่า...
เสียงเคาะประตูกระจกบานใหญ่ด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ก่อนที่บานประตูจะถูกผลักเปิดออกโดยฝีมือของใครบางคน
"พี่ปราชญ์คะ! รินคิดถึงพี่จังเลย... เอ๊ะ? ขัดจังหวะอะไรอยู่หรือเปล่าคะเนี่ย"
เสียงหวานหยดย้อยของ 'รินรดา' อดีตคนคุยเก่าที่หายหน้าหายตาไปนาน ดังแทรกเข้ามากลางบรรยากาศมาคุระหว่างเจ้านายและเลขาฯ ร่างเพรียวระหงในชุดเดรสแฟชั่นสุดหรูเดินน่องเรียวยาวตรงดิ่งเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวของซีอีโอหนุ่มทันทีโดยไม่รอคำอนุญาต
เตชินท์หันไปมองผู้มาใหม่ ใบหน้าหวานที่เมื่อครู่ยังแดงก่ำเพราะความเขินออเซาะแปรเปลี่ยนเป็นความเรียบเฉยเย็นชาขึ้นมาฉับพลัน ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อมองสำรวจท่าทีสนิทสนมเกินงามของอดีตคนคุยเก่าที่ถือวิสาสะเดินเข้ามาคล้องแขนแกร่งของปราชญ์หน้าตาเฉย
ปราชญ์ขมวดคิ้วมุ่นทันที ใบหน้าหล่อเหลาที่เพิ่งจะคลายความตึงเครียดกลับมาบึ้งตึงยิ่งกว่าเดิม ดวงตาคมกริบกวาดมองรินรดาด้วยความไม่พอใจอย่างปิดไม่มิด มือหนารีบสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของหญิงสาวทันทีราวกับโดนของร้อน
"ริน... คุณเข้ามาที่นี่ได้ยังไง ใครอนุญาต" ปราชญ์เอ่ยถามเสียงเย็นเฉียบ
รินรดายิ้มหวานเยิ้ม ส่งสายตาวิบวับออดอเซาะให้ชายหนุ่ม "ก็รินโทรหาพี่ปราชญ์แล้วพี่ไม่รับสาย รินก็เลยคิดถึง เลยแวะมาหาที่บริษัทไงคะ ดีจังที่พี่เตชินท์ยังอยู่ตรงนี้พอดี... รินมีเรื่องสำคัญอยากจะ 'คุยเป็นการส่วนตัว' กับพี่ปราชญ์สักหน่อยค่ะ รบกวนคุณเลขาฯ ช่วยออกไปรอข้างนอกก่อนได้ไหมคะ?"
คำพูดพร้อมรอยยิ้มเยาะเย้ยที่ส่งตรงมายังเตชินท์ ทำให้บรรยากาศในห้องเย็นเยียบลงจนถึงขีดสุด เตชินท์นิ่งอึ้งไปชั่ววินาที ก่อนที่มุมปากสวยจะยกยิ้มหยันขึ้นมาเล็กน้อย ร่างโปร่งผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างสง่างาม สายตาคมกริบมองตอบรินรดาด้วยความนิ่งสงบแต่เชือดเฉือนในที
"ตามสบายเลยครับ พอดีผม 'รู้เรื่องส่วนตัว' ของท่านประธานดีพออยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องออกไปไหนหรอกครับ..." เตชินท์เว้นจังหวะนิดหนึ่ง ก่อนจะปรายตามองปราชญ์ที่กำลังจ้องตนด้วยแววตาระคนร้อนรน "เชิญพวกคุณเคลียร์กันให้เรียบร้อยก็แล้วกันนะครับ"
พูดจบร่างบางก็หมุนตัวจะเดินเลี่ยงไปทางห้องพักผ่อนด้านในทันที แต่ทว่า... ข้อมือเรียวกลับถูกมือหนาของปราชญ์คว้าหมับไว้แน่น แรงดึงรั้งนั้นทำให้เตชินท์เซเข้าไปปะทะแผ่นอกกว้างของซีอีโอหนุ่มโดยไม่ทันตั้งตัว
ปราชญ์ก้มมองคนในอ้อมแขนที่ดิ้นขลุกขลักด้วยแววตาร้อนรนระคนหงุดหงิด น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยเน้นชัดทีละคำต่อหน้ารินรดาที่ยืนหน้าเสีย
"ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้นครับ... อยู่ตรงนี้แหละ เพราะผมไม่มีเรื่องอะไรจะคุยกับคนอื่น 'นอกจากคุณคนเดียว' เท่านั้น!"
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยความสนุกสนาน รักษ์เสมอนะครับ
เจ้านายครับ... อย่ามาคลั่งรักใส่ผม•ตอนที่ 12
หวงก้างแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เจ้านายครับ... อย่ามาคลั่งรักใส่ผม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!