"จะรีบเดินหนีไปไหนล่ะครับ... คุณเลขาเตชินท์"
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นหูเอ่ยขึ้นไล่หลัง พร้อมกับแรงคว้าที่ข้อศอกซึ่งไม่ได้หนักหน่วงจนน่ารำคาญ แต่ก็มั่นคงพอที่จะทำให้ฝีเท้าของผมต้องหยุดชะงักลงทันที
ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางหันกลับไปเผชิญหน้ากับท่านประธานหนุ่มผู้มากด้วยฟีโรโมนความเจ้าเล่ห์ รินรดายืนอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสามก้าว ดวงตาคู่สวยฉาบด้วยความไม่พอใจอย่างปิดไม่มิดเมื่อเห็นว่าปราชญ์เลือกที่จะละทิ้งเธอแล้วสาวเท้าตามผมออกมาที่ระเบียงทางเดินด้านนอก
"ปล่อยแขนผมด้วยครับ ท่านประธาน... เดี๋ยวแขกคนสำคัญของคุณจะรอนานเอา" ผมจงใจเน้นเสียงคำว่า 'แขกคนสำคัญ' ให้มีน้ำหนัก พร้อมกับส่งยิ้มหวานหยดย้อยที่เคลือบยาพิษไปให้
ปราชญ์เลิกคิ้วหนาขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบกวาดมองสำรวจใบหน้าของผมตั้งแต่เส้นผมจรดปลายคาง ก่อนที่มุมปากหยักจะได้รูปจะกระตุกยิ้มร้ายกาจ "หึงเหรอครับ?"
คำถามตรงไปตรงมาชนิดที่ไม่มีการอ้อมค้อมทำให้ผมเกือบสำลักน้ำลายตัวเอง ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเสี้ยววินาทีหนึ่งก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยดังเดิม มุกตลกหน้าตายของเจ้านายคนนี้มักจะทำให้ระบบความคิดของผมรวนเรได้เสมอ
"หึง? บ้าหรือเปล่าครับ ท่านประธานเอาสมองส่วนไหนคิดเนี่ย ผมแค่ไม่อยากเป็นพยานรักให้ใคร... แล้วก็นะครับ กรุณาปล่อยมือจากแขนผมด้วย ก่อนที่ผมจะถือวิสาสะแจ้งฝ่ายบุคคลว่าท่านประธานลวนลามผู้ใต้บังคับบัญชา" ผมเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ว่าหัวใจข้างในจะเริ่มเต้นผิดจังหวะเพราะระยะห่างระหว่างเรามันใกล้จนเกินความจำเป็นแล้วก็ตาม
ปราชญ์ไม่เพียงแต่ไม่ปล่อย แต่เขากลับก้าวเข้ามาประชิดตัวผมอีกหนึ่งก้าว จนแผ่นหลังของผมเกือบจะแนบชิดกับผนังกระจกใสของระเบียง กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสานกับกลิ่นอายความเย็นจากเครื่องปรับอากาศลอยวนอยู่รอบตัว สร้างแรงกดดันที่ทำเอาผมต้องกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ
"รินเป็นแค่อดีต... และต่อให้เธอจะพยายามกลับมามากแค่ไหน เธอก็ไม่มีวันแทนที่คนที่ผม 'สนใจ' ได้หรอกครับ"
ประโยคหลังเขาจงใจลดระดับเสียงให้ต่ำลงจนกลายเป็นกระซิบชิดริมหใบหน้าของผม ลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดราดผิวแก้มทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งร่าง สมองของผมขาวโพลนชั่วขณะ ไอ้บ้าเอ๊ย... นี่เขากำลังเล่นมุกอะไรอีกเนี่ย ทำไมจู่ๆ ถึงรุกหนักแบบไม่ให้ตั้งตัวแบบนี้วะครับ!
"ท่าน... ท่านประธานพูดเพ้อเจ้ออะไรครับเนี่ย เมาไวน์หรือไง" ผมพยายามเค้นเสียงให้ปกติที่สุด แม้ว่าความร้อนจะพุ่งขึ้นมาเห่อatสองข้างแก้มจนปิดไม่อยิดแล้วก็ตาม มือเล็กยกขึ้นดันแผงอกกว้างของเขาให้ออกห่าง แต่ทว่าคนตัวโตกลับนิ่งสนิท ราวกับว่าแรงผลักของผมเป็นเพียงสัมผัสจากแมวตัวน้อย
"ไม่ได้เมาสักนิดครับ... ผมมีสติครบถ้วนดีทุกประการ และรู้ด้วยว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่" ปราชญ์เอ่ยเสียงเรียบ แต่แววตากลับพราวระยับไปด้วยความเจ้าเล่ห์และประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออก "หรือว่าคุณเตชินท์กำลังเขินจนทำตัวไม่ถูกครับ ถึงได้พูดจาตะกุกตะกักแบบนี้"
"ใครเขินครับ! ผมไม่ได้เขิน... ผมแค่รำคาญ!" ผมสวนกลับทันควัน เสียงดังเกินไปเสียจนต้องรีบหุบปากลงเมื่อกลัวว่ารินรดาที่อยู่ข้างในจะได้ยิน
ปราชญ์หัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงทุ้มต่ำนั้นสะท้อนอยู่ในอกจนผมรู้สึกได้ผ่านฝ่ามือที่ยังคงทาบอยู่บนอกของเขา สัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่มั่นคงและหนักแน่น รอยยิ้มมุมปากของเขายามนี้ช่างน่าหมั่นไส้เสียเหลือเกิน แต่ในขณะเดียวกัน... มันก็สลัดภาพเจ้านายจอมเฮี้ยบผู้ไร้หัวใจทิ้งไปเสียสนิท เหลือเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังจงใจต้อนผมให้จนมุมด้วยความคลั่งรักแบบซึนเดเระที่ทรงพลังเสียจนผมตั้งรับแทบไม่ทัน
"ปากแข็งจังนะครับ... ทั้งที่หน้าแดงไปถึงหูแล้วเนี่ยนะ" นิ้วเรียวหนาของเขาเอื้อมขึ้นมาสัมผัสเบาๆ ที่พวงแก้มของผมอย่างถือวิสาสะ สัมผัสอุ่นจัดนั้นทำให้ผมสะดุ้งเฮือก รีบเบือนหน้าหนีแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว ปลายนิ้วของเขาเกลี่ยไล้อยู่ที่ข้างแก้มแผ่วเบาราวกับกำลังทะนุถนอมของล้ำค่า
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงเพลงคลอเบาๆ จากงานเลี้ยงด้านในและเสียงหัวใจของผมเองที่เต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน บรรยากาศรอบตัวมันร้อนรุ่มเสียจนผมแทบจะละลายหายไปกับกระจกใสอยู่รำหน
"เลิกแกล้งผมสักทีเธ... เอ่อ... ท่านประธาน!" ผมเกือบหลุดปากเรียกชื่อเล่นเขาออกไปเสียแล้ว ดีนะที่ดึงสติกลับมาได้ทันเวลา
"เรียกผมว่าปราชญ์สิครับ... เวลาอยู่กันสองคนแบบนี้ ผมอยากได้ยินคุณเรียกชื่อผมมากกว่าคำว่าท่านประธานนะ" น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาวูบหนึ่ง นัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของผม ราวกับต้องการค้นหาคำตอบบางอย่างที่ซ่อนอยู่ข้างใน
ผมอ้าปากค้างเล็กน้อย สมองประมวลผลไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเขา เดี๋ยวก็กวนประสาท เดี๋ยวก็โหมดคลั่งรักโหมดละมุนละไม ผู้ชายคนนี้ทำด้วยอะไรกันแน่!
"ฝันไปเถอะครับ..." ผมเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีผลักร่างสูงใหญ่ให้ออกห่างจากตัวสำเร็จในจังหวะที่เขาเผลอ "ผมขอตัวไปเคลียร์งานเอกสารที่ค้างไว้ข้างในก่อนดีกว่าครับ ปล่อยให้คุณรินรดารออยู่คนเดียวนานๆ มันเสียมารยาทนะ... ครับ!"
พูดจบผมก็ไม่รอให้เขาได้เอ่ยคำพูดใดสวนกลับมาอีก รีบสาวเท้าเดินจ้วงอารมณ์หนีกลับเข้าไปในงานเลี้ยงทันที โดยไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปมองสีหน้าของคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเลยแม้แต่น้อย
ทว่า... ก้าวเดินที่คิดว่าจะพ้นวิกฤตกลับต้องหยุดชะงักลงอีกครั้ง เมื่อร่างบางของรินรดาเดินสวนออกมาจากมุมเสาพอดี สีหน้าของเธอยามนี้ไม่ได้เรียบเฉยเหมือนตอนแรก ดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องมองมาที่ผมด้วยแววตาสั่นระริกเจือความโกรธเกรี้ยวอย่างไม่คิดจะปิดบัง
"นี่คุณ... คิดจะทำอะไรกับปราชญ์กันแน่คะ?" รินรดาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ก้าวเข้ามาขวางทางผมไว้ พร้อมกับจ้องมองผมหัวจรดเท้าด้วยความดูแคลน "อย่าคิดว่าฉันไม่เห็นนะคะ ว่าคุณทำตัวสนิทสนมกับเขาเกินหน้าที่เลขา... เตชินท์!"
ผมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ความตึงเครียดจากเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความรำคาญใจทันที คนนึงก็รุกหนักจนตั้งตัวไม่ติด อีกคนก็ตามมาหาเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน ชีวิตของเลขานี่มันช่างบันเทิงเสียจริงนะครับ
"หน้าที่เลขาเหรอครับ? งั้นคุณรินรดาคงต้องไปถามท่านประธานดูเอาเองแล้วล่ะครับว่า ขอบเขตหน้าที่ของผมันมีอะไรบ้าง... เพราะดูท่าทางแล้ว ท่านประธานคงอยากให้ผมทำหน้าที่ 'มากกว่า' แค่จัดการเอกสารซะด้วยสิครับ" ผมยิ้มมุมปาก ส่งสายตาท้าทายกลับไปอย่างไม่เกรงกลัว
รินรดาหน้าเสีย สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ เธอยกมือขึ้นชี้หน้าผมอย่างเหลืออด "แก...!"
"มีปัญหาอะไรกันเหรอครับ เสียงดังมาถึงข้างใน"
เสียงทุ้มทรงอำนาจดังแทรกขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังคุคุก ปราชญ์ที่เดินตามหลังผมมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ก้าวเข้ามายืนซ้อนอยู่ด้านหลังผมอย่างแนบเนียน มือหนาวางลงบนลาดไหล่ของผมเบาๆ เป็นเชิงแสดงความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน สายตาที่เขามองรินรดานั้นเย็นชาเสียจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงทันที
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เมื่อเห็นสายตาของอดีตคนรักที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ยามที่เขามองเธอช่างว่างเปล่าและห่างเหิน แต่พายามที่เขาก้มมองผม... สายตานั้นกลับอัดแน่นไปด้วยความอบอุ่นและความดุดันที่พร้อมจะปกป้องเต็มที่
"ปราชญ์คะ... คือว่า..." รินรดาอ้าปากพะงาบๆ พยายามจะหาคำแก้ตัว
"ผมคิดว่าเราเคลียร์กันชัดเจนแล้วนะริน" ปราชญ์ตัดบทน้ำเสียงเรียบนิ่งทรงพลัง "และผมก็ไม่ชอบให้ใครมาล้ำเส้น... โดยเฉพาะคนของผม"
คำว่า 'คนของผม' หลุดออกมาจากปากของประธานหนุ่มหน้าตายอย่างหน้าตาเฉย ทำเอาผมที่ยืนอยู่ตรงกลางถึงกับสะอึก หัวใจเต้นแรงขึ้นมาจนแทบทะลุออกมานอกอก หน้าที่เห่อร้อนเมื่อครู่กลับมาร้อนฉ่าขึ้นอีกระลอกใหญ่
รินรดาน้ำตาคลอเบ้าด้วยความเจ็บใจ เธอกัดริมฝีปากแน่น ส่งสายตาอาฆาตมาที่ผมครั้งหนึ่งก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนีหายเข้าไปในฝูงชนทันที
ระเบียงทางเดินกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงผมกับเขาที่ยังคงยืนประชิดกันอยู่ ปราชญ์ค่อยๆ เลื่อนมือลงจากไหล่มาจับมือผมไว้หลวมๆ นิ้วโป้งของเขาเกลี่ยหลังมือผมเบาๆ อย่างถือวิสาสะอีกครั้ง
ผมพยายามดึงมือออกแต่เขากลับกระชับแน่นขึ้น พร้อมกับก้มลงกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ผมต้องหายใจสะดุด
"ทีนี้... ถึงเวลาที่เราต้องเคลียร์เรื่องของเราสองคนต่อแล้วล่ะครับ... คุณเลขา"
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยความสนุกสนาน รักษ์เสมอนะครับ
เจ้านายครับ... อย่ามาคลั่งรักใส่ผม•ตอนที่ 11
เมื่อเจ้านายเริ่มรุกหนัก
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เจ้านายครับ... อย่ามาคลั่งรักใส่ผม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!