เจ้านายครับ... อย่ามาคลั่งรักใส่ผม•ตอนที่ 10

ความสัมพันธ์ที่เกินขอบเขต

ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
แก้วทรงสูงในมือของปราชญ์ถูกหมุนวนไปมา ช้าๆ ท่ามกลางเสียงเพลงจังหวะนุ่มลึกในเลานจ์หรูระดับไฮ엔ด์ แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของเตชินท์เสียยิ่งกว่าแสงไฟสลัวสีอำพัน กลับเป็นรอยยิ้มมุมปากของซีอีโอหนุ่มจอมเฮี้ยบที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม "คุณปราชญ์ครับ นี่แก้วที่สามแล้วนะ..." เตชินท์เอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงติดจะหงุดหงิดเล็กน้อย นิ้วเรียวดันเอกสารสรุปยอดโปรเจกต์ข้ามโต๊ะไปให้ "งานเลี้ยงรับรองจบตั้งแต่สองชั่วโมงก่อนแล้ว เอกสารก็เคลียร์เรียบร้อย ถ้าไม่ติดว่าคุณต้องขับรถ ผมคงปล่อยให้นั่งกินจนร้านปิดไปแล้วล่ะครับ" ปราชญ์ช้อนตาขึ้นมองเลขาตัวแสบ นัยน์ตาคมกริบนั้นฉายแววพึงพอใจบางอย่างที่ปิดไม่มิด ชายหนุ่มจงใจทิ้งศีรษะพิงกับพนักโซฟา หลับตาลงช้าๆ พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่เจือความอ่อนล้าอย่างแนบเนียน "ผม... มึนหัว" เตชินท์ชะงัก สีหน้าเรียบเฉยเปลี่ยนเป็นความระแวงทันที "มึนหัว? เมื่อกี้ตอนอยู่ในงานยังนั่งส dep ดีเบตกับลูกค้าต่างชาติฉอดๆ อยู่เลยไม่ใช่เหรอครับ?" "ลิเคอร์ตัวนี้มันแรงกว่าที่คิด..." ปราชญ์ปรือตาขึ้นมองอีกฝ่ายอย่างน่าสงสาร ซึ่งมันเป็นภาพที่ชวนให้หมั่นไส้มากกว่าจะเวทนาสำหรับเตชินท์ "ขับรถไม่ไหวหรอก... เตชินท์ คุณต้องรับผิดชอบ" "ผมเนี่ยนะต้องรับผิดชอบ?" เตชินท์ชี้เข้าหาอกตัวเอง แววตาวาวโรจน์ขึ้นมาทันที "ผมเป็นเลขาครับ ไม่ใช่คนขับรถส่วนตัว อีกอย่าง คอนโดคุณก็อยู่ห่างจากนี่แค่สามบล็อก เรียกแท็กซี่ไปสิครับ ง่ายนิดเดียว" "ผมเมาจนยืนไม่ไหวแล้ว จะให้ขึ้นแท็กซี่คนเดียวได้ยังไง เกิดผมโดนโชเฟอร์ปล้นขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบบริษัท?" ปราชญ์อ้างเหตุผลหน้าตาย น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะเอาแต่ใจแบบที่ชอบใช้กดดันคนในที่ประชุมถูกงัดออกมาใช้เต็มที่ "ระดับคุณปราชญ์เนี่ยนะจะโดนปล้น มีแต่คนอื่นจะโดนคุณเอาเปรียบมากกว่ามั้งครับ!" เตชินท์สวนกลับทันควัน พยายามซ่อนจังหวะหัวใจที่เริ่มเต้นผิดจังหวะเมื่อร่างสูงใหญ่ขยับเข้ามาใกล้โดยอ้างว่าทรงตัวไม่อยู่ กลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ ผสมกับน้ำหอมกลิ่นไม้กฤษณาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวโชยเข้าแตะจมูก ยิ่งทำให้บรรยากาศรอบตัวแคบลงถนัดตา ปราชญ์ไม่ตอบโต้ด้วยวาจา แต่เลือกที่จะใช้ความเงียบและการกระทำอันอารมณ์ดีเข้าจู่โจม ชายหนุ่มแกล้งทิ้งน้ำหนักตัวลงมาซบที่ลาดไหล่ของเลขาหนุ่มทันที จนเตชินท์ต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับสติอารมณ์ที่กำลังตีรวน "คุณปราชญ์! ลุกขึ้นมาเลยนะครับ หนักนะเนี่ย!" "อื้อ... ปวดหัว อย่าเสียงดังสิครับเตชินท์..." ปราชญ์ครางฮัมในลำคอ ใบหน้าคมคายฝังลงกับซอกคอของอีกฝ่ายอย่างถือวิสาสะ ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดผิวเนื้อทำให้เตชินท์สะดุ้งสุดตัว ขนลุกชันไปทั่วแผ่นหลัง ความคิดที่จะผลักไสหายวับไปกับตาเมื่อสัมผัสได้ถึงความเปราะบางที่หาดูได้ยากยิ่งจากผู้ชายคนนี้ ให้ตายเถอะ... รู้ทั้งรู้ว่าอีกฝ่ายอาจจะแกล้งทำเป็นเมา แต่เขาก็ใจอ่อนยวบยาบทุกทีที่อีกฝ่ายแสดงมุมนี้ออกมา สิบห้านาทีต่อมา เตชินท์ต้องแบกประธานบริษัทผู้ทรงอิทธิพลมาถึงห้องชุดสุดหรูบนชั้นบนสุดของคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง ระหว่างทางในลิฟต์ ปราชญ์แทบจะทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดมาพิงไว้ที่ตัวเขา จนเตชินท์ต้องใช้แขนโอบเอวสอบเอาไว้เพื่อพยุงไม่ให้ล้มลงไปกองกับพื้น เคมีที่ดึงดูดกันอย่างรุนแรงทำให้ระยะห่างระหว่างใบหน้าลดลงจนแทบไม่มีช่องว่าง "ถึงแล้วครับ ลุกขึ้นมาเปิดประตูได้แล้วมั้งครับ ท่านประธาน" เตชินท์กระซิบชิดใบหูของอีกฝ่ายด้วยความหมั่นไส้ ขณะมือข้างหนึ่งพยายามควaหาคีย์การ์ดในกระเป๋าเสื้อสูทของปราชญ์ ปราชญ์ยอมผละตัวออกมายืนตรงอย่างง่ายดาย รอยยิ้มเจ้าเลื้อยปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างชัดเจน ไม่มีแววตาของคนเมาหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย นัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นพราวระยับด้วยความเจ้าเล่ห์ขณะมองหน้าเลขาหนุ่มที่กำลังหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธปนเขิน "หายเมาเร็วจังนะครับ" เตชินท์หรี่ตามองอย่างรู้ทัน แขนเรียวกอดอกแน่น "หลอกใช้ผมเป็นคนแบกขึ้นห้องสนุกมากไหมครับ?" "ไม่ได้หลอกใช้สักหน่อย..." ปราชญ์ก้าวเข้าไปประชิดตัวทีละก้าว บีบพื้นที่หนีของเตชินท์จนแผ่นหลังชนเข้ากับบานประตูห้องเย็นเฉียบ "ผมแค่อยากให้คุณมาส่ง... ที่ห้องของผมจริงๆ" "ถอยไปเลยนะ มุกตื้นๆ แบบนี้ผมไม่หลงกลหรอก" เตชินท์เบือนหน้าหนีสายตาเร่าร้อนที่จ้องมองมา แต่ทว่ามือหนาของปราชญ์กลับเอื้อมมาเชยคางมนให้หันกลับมาสบตา ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งคู่ที่ประสานกันอย่างชัดเจน เตชินท์รู้สึกเหมือนสติกำลังจะหลุดลอย หัวใจเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน "ถ้าไม่ใช่เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์... แต่เป็นเพราะคิดถึงคุณล่ะครับ เตชินท์" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบชิดริมฝีปาก ความจริงจังที่เจืออยู่ในน้ำเสียงนั้นทำเอาคนที่พยายามใจแข็งมาตลอดถึงกับพูดไม่ออก สมองขาวโพลนไปหมด ปราชญ์ยกยิ้มพอใจกับปฏิกิริยาอาการใบหน้าขึ้นสีของคนตรงหน้า ชายหนุ่มโน้มใบหน้าลงหมายจะทาบทับริมฝีปากลงบนกลีบปากอิ่มที่เอาแต่ต่อปากต่อคำกับเขามาตลอดทาง ทว่าในวินาทีที่ริมฝีปากกำลังจะแตะกันนั้นเอง— *กริ๊งงงงงง!* เสียงกริ่งหน้าห้องพักดังขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูละมุนจนย่อยยับ ปราชญ์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดอย่างปิดไม่มิด ขณะที่เตชินท์อาศัยจังหวะชุลมุนนี้ผลักอกแกร่งออกเบาๆ แล้วรีบสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อเรียกสติ ปราชญ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความหัวเสีย เดินไปมองหน้าจออินเตอร์คอมเพื่อดูว่าใครคือผู้มาเยือนยามวิกาลแบบนี้ แต่พอภาพบนจอแสดงผลชัดเจนขึ้น นัยน์ตาสีเข้มก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความคาดไม่ถึง หน้าประตูห้องของเขาเวลานี้... รินรดา อดีตคนคุยเก่าที่หายหน้าหายตาไปนานกำลังยืนกอดอกส่งยิ้มหวานมาให้กล้อง พร้อมกับกระเป๋าเดินทางใบย่อมที่วางอยู่ข้างตัว เตชินท์ที่เดินตามมามองข้ามไหล่กว้างของซีอีโอหนุ่มไปเห็นภาพนั้นพอดี รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปากทันทีเมื่อหันกลับมาสบตากับคนตัวสูงที่ตอนนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นความอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด "อ้าว... ดูท่าทางค่ำคืนนี้ของคุณปราชญ์จะไม่ได้มีแค่เราสองคนซะแล้วสิครับ" เตชินท์เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยประกายความท้าทายในดวงตา ก่อนจะก้าวถอยหลังเว้นระยะห่าง "งั้นผมขอตัวกลับก่อนดีกว่าครับ ไม่อยากเป็นก้างขวางคอใคร... เชิญต้อนรับแขกคนสำคัญตามสบายนะครับ, ท่านประธาน" ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ติดตามและสนับสนุนราชันย์หอกทมิฬมาโดยตลอดนะครับ
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เจ้านายครับ... อย่ามาคลั่งรักใส่ผม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%