แก้วกาแฟเซรามิกสีดำสนิทบนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ยังคงวางอยู่ตำแหน่งเดิม เป๊ะเสียจนน่าหงุดหงิด
ปราชญ์ปรายตามองมันเป็นครั้งที่สิบของชั่วโมง ความเงียบงันภายในห้องทำงานเพนท์เฮาส์ชั้นบนสุดของตึกระฟ้าแห่งนี้ไม่เคยน่ารำคาญเท่านี้มาก่อน ปกติแล้ว ช่วงเวลาบ่ายสองเช่นนี้ควรมีเสียงเคาะประตูกวนประสาท ตามด้วยรายงานสรุปยอดขายด้วยน้ำเสียงกวน ๆ หรือไม่ก็การเถียงกันเรื่องกาแฟแก้วโปรดที่อีกฝ่ายจงใจชงมาผิดสูตรเพื่อกวนโมโหเขาโดยเฉพาะ
แต่วันนี้... ไม่มีอะไรเลย นอกจากความว่างเปล่า
“น่ารำคาญชะมัด...”
CEO หนุ่มพึมพำกับตัวเองขณะโยนปากกาในมือลงบนโต๊ะ เสียงกระแทกดังสะท้อนก้องในห้องที่เงียบสงบเกินไป เขายกมือขึ้นนวดขมับเบา ๆ เพื่อไล่ความปวดตุบที่แล่นริ้วขึ้นมาตั้งแต่เมื่อวาน เหตุผลเดียวที่ทำให้เขาเสียสมาธิได้ขนาดนี้ไม่ใช่เพราะโปรเจกต์ร้อยล้านที่กำลังจะปิดดีล แต่เป็นเพราะโต๊ะทำงานด้านนอกที่ไร้เงาของเลขาสุดแสบอย่าง ‘เตชินท์’ ต่างหาก
ให้ตายสิ... แค่ลาหยุดไปสองวัน ทำไมโลกทั้งใบของเขาถึงได้ดูจืดชืดไร้สีสันขนาดนี้กันนะ
ปราชญ์แค่นหัวเราะให้กับความคิดตัวเอง เขากำลังคลั่งรักลูกน้องตัวเองจนเกินเยียวยาแล้วสินะ ทั้งที่ปากก็บอกว่ารำคาญความปากดีนั่นนักหนา แต่พออีกฝ่ายไม่อยู่ให้แกล้งให้ปะทะฝีปาก กลับกลายเป็นเขาเสียเองที่นั่งกระสับกระส่ายราวกับคนลงแดง
ก๊อก ๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง ทำเอาปราชญ์รีบปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบตึงและเย็นชาดังเดิมโดยอัตโนมัติ เขาจัดปกเสื้อสูทเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยอนุญาตด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เข้ามา”
ประตูกลเปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของรินรดา อดีตคนคุยเก่าที่ถือวิสาสะเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มหวานหยดย้อยในมือถือถุงขนมเค้กราคาแพงจากร้านดัง เธอก้าวเข้ามาด้วยท่าทีสนิทสนมเกินกว่าขอบเขตของความเป็นเพื่อนร่วมงานหรือคู่ค้าทางธุรกิจ
“ปราชญ์คะ รินเอาเค้กโปรดมาฝากค่ะ เห็นช่วงนี้คุณดูเครียด ๆ กับงาน... เอางานวางไว้ก่อนแล้วมาพักสักครู่ดีกว่าไหมคะ” รินรดาวางกล่องเค้กุลงบนโต๊ะ พร้อมกับโน้มตัวลงใกล้ชิดเกินความจำเป็น กลิ่นน้ำหอมราคาแพงลอยเตะจมูกจนปราชญ์ต้องขมวดคิ้วมุ่นด้วยความรังเกียจ
“ผมไม่ได้สั่ง และผมก็ไม่ได้ชอบกินของหวาน” ปราชญ์ตอบเสียงแข็ง ดวงตาคมกริบมองเลยผ่านร่างของเธอไปราวกับเธอเป็นเพียงอากาศธาตุ “ถ้าไม่มีเรื่องงาน กรุณาออกไปจากห้องของผมด้วยครับ รินรดา”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหญิงสาวเจื่อนลงเล็กน้อย เธอเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความไม่พอใจ แต่ก็ยังพยายามปั้นหน้ายิ้มสู้ต่อ “แหม... ใจร้ายจังเลยนะคะ ตั้งแต่คุณรับเลขาคนนั้นเข้ามา ท่าทีที่คุณมีต่อรินก็เปลี่ยนไปตั้งเยอะ หรือว่า... คุณจะติดใจเด็กนั่นเข้าจริง ๆ แล้วล่ะค่ะ?”
“เรื่องของผมกับเลขา ไม่น่าจะเกี่ยวกับคุณนะ” ปราชญ์เงยหน้าขึ้นสบตา สายตาคู่นั้นคมปลาบจนรินรดาต้องผถอยหลังไปก้าวหนึ่ง “และช่วยกรุณาให้เกียรติสถานที่ด้วย ที่นี่คือที่ทำงาน ไม่ใช่สนามเด็กเล่นที่คุณจะเดินเข้าออกตามใจชอบ”
รินรดากัดริมฝีปากด้วยความแค้นเคือง เธอรู้ดีว่าพูดอะไรไปตอนนี้ก็มีแต่จะทำให้เขาไล่ตะเพิดออกไปเปล่า ๆ จึงได้แต่เก็บอาการแล้วจำใจหมุนตัวเดินกระแทกส้นเท้าออกจากห้องไปอย่างเสียหน้า
ปราชญ์พ่นลมหายใจออกมาพรืดใหญ่ ความหงุดหงิดพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา กดเบอร์โทรหาต้นเหตุของความวุ่นวายในใจทันทีโดยไม่ลังเล
รอสัญญาณอยู่ไม่นาน ปลายสายก็กดรับ แต่ไม่มีเสียงพูดใด ๆ กลับมา นอกจากเสียงถอนหายใจยาว ๆ
(ถ้าจะโทรมาทวงงาน บอกเลยว่าผมลาป่วยอยู่ครับท่านประธาน) น้ำเสียงติดจะแห้งแล้งและอิดโรยเล็กน้อยดังลอดเข้ามา ทำเอาหัวใจที่ห่อเหี่ยวของปราชญ์กระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่
“เสียงนายดูแย่มากนะ เตชินท์” ปราชญ์เปลี่ยนน้ำเสียงจากความเกรี้ยวกราดเป็นความกังวลที่ซ่อนไว้ไม่มิด “เป็นอะไรมากหรือเปล่า ไปหาหมอมาหรือยัง?”
(ห่วงผมเหรอครับ? นึกว่าคุณจะดีใจซะอีกที่ไม่มีคนไปกวนใจที่บริษัท) ปลายสายหัวเราะแห้ง ๆ (แค่ไข้หวัดธรรมดาน่ะครับ นอนพักเดี๋ยวก็หาย...)
“ห้ามวางสายนะ” ปราชญ์สั่งเสียงเฉียบขาด ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงคว้าเสื้อสูทพาดบ่าทันที “ส่งโลมา... ส่งโลเคชั่นห้องนายมาเดี๋ยวนี้ ผมจะไปหา”
(เฮ้! เดี๋ยวสิครับ ท่านประธานจะมาทำไม ห้องรกจะตาย แล้วผมก็ไม่ได้เป็นอะไรมา—)
ติ๊ด!
ปราชญ์ตัดสายทิ้งทันทีโดยไม่รอให้อีกฝ่ายปฏิเสธ เขาคว้ากุญแจรถและก้าวออกจากห้องทำงานด้วยจังหวะก้าวที่เร็วและมั่นคง หัวใจข้างในอกเต้นรัวด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า... ชีวิตที่ไม่มีเตชินท์อยู่ใกล้ ๆ มันน่าเบื่อหน่ายและว่างเปล่าจนทนอยู่ไม่ได้จริง ๆ
ใช้เวลาไม่ถึงสามสิบนาที รถคันหรูของ CEO หนุ่มก็มาจอดเทียบท่าหน้าอพาร์ตเมนต์ย่านใจกลางเมืองที่ไม่หรูหรานัก ปราชญ์ก้าวเท้าขึ้นบันไดทีละขั้นด้วยความร้อนรนจนมาหยุดอยู่หน้าห้องหมายเลข 404
เขากดกริ่งหน้าห้องรัว ๆ อยู่สองสามครั้ง ก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้าลากรองเท้าแตะเดินมาใกล้ประตูกล
แกร็ก!
บานประตูเปิดออกเผยให้เห็นร่างโปร่งของเลขาสุดแสบในชุดนอนลายการ์ตูนย้วย ๆ ใบหน้าหวานซีดเซียว ดวงตากลมโตมีความโรยราอย่างเห็นได้ชัด เส้นผมยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง และที่สำคัญ... บนหน้าผากมีเจลลดไข้แปะอยู่
เตชินท์กะพริบตาปริบ ๆ มองคนตัวโตกว่าที่ยืนหายใจหอบอยู่หน้าห้องด้วยความประหลาดใจ “คุณ... มาจริงเหรอเนี่ย นึกว่าพูดเล่น”
ปราชญ์ไม่ตอบคำถาม เขาเอื้อมมือหนาไปอังหน้าผากอีกฝ่ายเพื่อวัดอุณหภูมิความร้อนทันที สัมผัสร้อนผ่าวจากผิวเนื้อทำเอาเขาขมวดคิ้วแน่น “ตัวร้อนจี๋ขนาดนี้ บอกว่าแค่ไข้หวัดธรรมดาเนี่ยนะ? ทำไมถึงดื้อไม่ยอมไปโรงพยาบาลฮึ เตชินท์”
“ก็... ผมขี้เกียจออกไปนี่ครับ” เตชินท์เบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “แล้วก็... ขอบคุณที่เป็นห่วงนะครับ ท่านประธานคนเก่ง”
น้ำเสียงกวน ๆ ที่เจือความอ่อนล้าทำให้ปราชญ์รู้สึกเจ็บแปล๊บในอกอย่างประหลาด เขาผลักประตูให้เปิดกว้างขึ้นแล้วเดินดุ่ม ๆ เข้าไปในห้องโดยไม่ได้รับอนุญาต สายตากวาดมองห้องพักขนาดกะทัดรัดที่แม้จะรกไปบ้างตามประสาคนป่วย แต่ก็สะอาดสะอ้านพอสมควร บนโต๊ะมีซองโจ๊กกึ่งสำเร็จรูปที่ยังไม่ได้แกะวางอยู่
“นี่คือกินข้าวเที่ยงของนายรึไง?” ปราชญ์หันกลับมามองด้วยแววตาดุ ๆ
“ก็มันไม่มีแรงต้มข้าวนี่ครับ...” เตชินท์ทำหน้าหงิกงอ ยืนกอดอกพิงผนังห้องมองคนตัวโตที่ถือวิสาสะเป็นเจ้าของห้อง “นี่ห้องผมนะ ทำไมคุณทำตัวเหมือนเจ้าของบ้านเลยล่ะ”
“ถ้าผมไม่มา นายคงนอนซมตายคาห้องไปแล้วมั้ง” ปราชญ์เดินเข้าไปใกล้ ร่างสูงใหญ่กดดันให้อีกฝ่ายต้องถอยหลังจนแผ่นหลังชนกับผนังห้องโดยไม่มีทางหนี “รู้ไหมว่าที่บริษัทมันเงียบขนาดไหน... รู้ไหมว่าฉันหงุดหงิดแค่ไหนที่หันไปแล้วไม่เจอคนกวนประสาทคอยเถียงทุกคำพูด”
เตชินท์ชะงักไป ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อปะทะเข้ากับแววตาจริงจังและลึกซึ้งที่ส่งตรงมา ความใกล้ชิดทำให้ได้กลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยบนตัวของเจ้านายหนุ่มลอยมาแตะจมูก หัวใจที่เต้นช้าอยู่แล้วเพราะพิษไข้ กลับเต้นรัวแรงขึ้นมาจนน่ากลัว
“คุณ... พูดอะไรเนี่ย...” เตชินท์เสมองไปทางอื่นเพื่อหลบสายตา ร้อนผ่าวที่พวงแก้มไม่ใช่เพราะพิษไข้ แต่เป็นเพราะความใกล้ชิดอันตรายนี่ต่างหาก
“ฉันพูดความจริง” ปราชญ์โน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะแตะกัน ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดอยู่ริมฝีปากของกันและกัน “เตชินท์... นายทำให้ฉันขาดนายไม่ได้แล้ว รู้ตัวบ้างไหม”
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงหัวใจของคนทั้งคู่ที่เต้นประสานกันเป็นจังหวะเดียว เตชินท์อ้าปากพะงาบ ๆ คล้ายจะเถียงแต่ก็พูดไม่ออก สมองขาวโพลนไปหมดเมื่อปลายนิ้วอุ่นของเจ้านายหนุ่มไล้เกลี่ยเบา ๆ ที่ข้างแก้มของเขาอย่างทะนุถนอม
ทว่า... ในจังหวะที่ปราชญ์กำลังจะก้มลงไปมอบสัมผัสหวานล้ำเพื่อทวงรางวัลความคิดถึงที่สะสมมาตลอดสองวัน
ก๊อก ๆ ๆ!
เสียงทุบประตูดังสนั่นหวั่นไหวขัดจังหวะความหวานชื่นราวกับตั้งใจกลั่นแกล้ง ตามด้วยเสียงตะโกนโวยวายที่ดังทะลุเข้ามาจากด้านนอก
“เตชินท์! เปิดประตูให้พี่เดี๋ยวนี้เลยนะ! พี่รู้ว่าเธอยังอยู่ในนั้น!”
ร่างของเตชินท์สะดุ้งสุดตัว สีหน้าเปลี่ยนเป็นซีดเผือดลงทันทีเมื่อได้ยินเสียงนั้น ส่วนปราชญ์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดสุดขีด ดวงตาคมกริบฉายแววอันตรายเมื่อหันไปมองประตูห้องที่กำลังถูกทุบซ้ำ ๆ
...ให้ตายเธียรเถอะ ใครมันบังארกล้ามาขัดจังหวะเวลานี้วะเนี่ย!
(ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง เคียงข้าง และส่งกำลังใจให้ความสัมพันธ์อันแสนพายุลูกนี้ดำเนินมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญนี้นะครับ)
เจ้านายครับ... อย่ามาคลั่งรักใส่ผม•ตอนที่ 23
วันที่ขาดเธอไป
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เจ้านายครับ... อย่ามาคลั่งรักใส่ผม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!