"ถ้าคุณยังมองผมด้วยสายตาแบบนั้นอีกแค่ครั้งเดียว ผมจะถือว่าคุณกำลังเชิญชวน... และบอกไว้ก่อนว่าผมไม่ใช่คนใจแข็งขนาดจะห้ามใจไหวเสียด้วยสิครับ"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความแหบพร่าเล็กน้อยดังขึ้นในระยะประชิด ชนิดที่ว่าปลายนิ้วของเตชินท์เกือบจะสัมผัสโดนกระดุมเม็ดบนสุดของเสื้อเชิ้ตสีเข้มที่อีกฝ่ายสวมอยู่แล้ว แอร์ในห้องทำงานส่วนตัวของ CEO หนุ่มดูเหมือนจะไร้ความหมายไปถนัดตา เมื่อความร้อนระอุจากร่างกายของปราชญ์แผ่ซ่านเข้ามาล้อมกรอบตัวเลขาสุดแสบไว้จนแทบไม่มีช่องว่างให้หายใจ
เตชินท์ชะงักค้าง ปากที่เคยขยับเถียงเก่งอย่างไร้เทียมทานกลับเม้มเข้าหากันสนิท สมองประมวลผลแทบไม่ทันกับสถานการณ์กะทันหันนี้ จากเดิมที่เขาตั้งใจจะเข้ามาวางแฟ้มสรุปยอดโปรเจกต์พร้อมกับประโยคเหน็บแนมตามสไตล์คู่กัด กลายเป็นว่าตอนนี้เขากำลังถูกเจ้าของบริษัทร่างสูงใหญ่ต้อนจนมุมชิดกับบานกระจกใสเงาสะท้อนวิวเมืองกรุงเทพฯ ยามบ่าย
ร่างโปร่งขยับถอยหลังโดยสัญชาตญาณ ทว่าแผ่นหลังกลับแนบสนิทติดกับความเย็นเฉียบของกระจก ไร้ทางหนีทีไล่ ขณะที่วงแขนแข็งแกร่งของปราชญ์ยกขึ้นทาบกับขอบกระจกทั้งสองข้าง กักตัวเขาไว้ตรงกลางอย่างสมบูรณ์แบบ
"คุณปราชญ์... ถอยไปเลยนะครับ เอกสารอยู่ตรงนี้แล้ว ผมวางไว้ให้บนโต๊ะเรียบร้อย..." เตชินท์พยายามบังคับน้ำเสียงของตัวเองให้มั่นคงที่สุด แม้ว่าหัวใจเจ้ากรรมจะเต้นกระหน่ำรัวรากับกลองเพลในอกข้างซ้ายจนน่าหงุดหงิด มันดังเสียจนเขากลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินมันด้วยซ้ำ
"โต๊ะทำงานมันรกครับ ผมชอบคุยงานตรงนี้มากกว่า... ใกล้ดี ชัดเจนดีด้วย" ปราชญ์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากหยักลึกยกยิ้มร้ายกาจ นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองสำรวจใบเนียนใสที่เริ่มขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างจงใจแกล้ง
ให้ตายเถอะ... ปกติแล้วเจ้านายคนนี้จะมาไม้ไหน เขาก็มีคำพูดตอกกลับไปได้ตลอดไม่เคยซ้ำ แต่ทำไมพอมาวันนี้... แค่สายตานิ่งๆ ที่แฝงประกายความดุดันแต่เร่าร้อนในคราวเดียวกันคู่นั้นมองมา หัวสมองที่เคยแล่นฉิวมันถึงได้พากันน็อตหลุดไปหมดแบบนี้
เตชินท์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขารู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวมันชักจะอันตรายเกินไปเสียแล้ว ความใกล้ชิดที่เกินขอบเขตนี้กำลังสร้างรอยร้าวให้เกราะป้องกันที่เขาสร้างขึ้นมานานนับปี ยิ่งกลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นบุหรี่จางๆ บนตัวของปราชญ์ลอยเข้าจมูกด้วยแล้ว มันยิ่งทำให้สติสัมปชัญญะของเลขาสุดแซ่บหลุดลอยไปไกล
"คุณ... คุณไม่ได้จะคุยงาน คุณกำลังหาเรื่องแกล้งผมต่างหาก" เตชินท์เงยหน้าขึ้นสบตา ปรับสีหน้าให้กลับมาแข็งกร้าวกลบเกลื่อนความหวั่นไหว แม้ว่าปลายนิ้วที่กำมุมเสื้อตัวเองแน่นจะสั่นน้อยๆ จนเจ้าตัวต้องแอบซ่อนไว้ข้างลำตัว
"รู้ทันตลอด... สมแล้วที่เป็นเลขาคนเก่งของผม" ปราชญ์โน้มใบหน้าลงมาอีกนิด จนหน้าผากแทบจะชิดกัน ลลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดอยู่เหนือปลายจมูกรั้น ทำให้เตชินท์ต้องหลบตาลงโดยอัตโนมัติเพราะทนรับความวูบวาบในอกไม่ไหว "แต่รู้ไหมครับว่า... บางทีคนเราก็ไม่ได้อยากเป็นแค่เจ้านายกับเลขาหรอกนะ"
คำพูดกำกวมที่หลุดออกมาจากริมฝีปากหยได้รูป ทำเอาเตชินท์เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ความซึนเดเระที่เคยมีพังทลายลงในพริบตา ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นพล่านไปทั่วท้องน้อยจนต้องรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อตั้งสติ ปราชญ์ในโหมดนี้... โหมดที่จริงจังแต่เจือความคลั่งรักแบบไม่ปิดบัง มันรับมือยากกว่าตอนปากร้ายใส่กันเป็นไหนๆ
"พูดอะไรไม่รู้เรื่อง ถอยไปเลยนะ!" เตชินท์ใช้มือทั้งสองข้างดันแผงอกกว้างของอีกฝ่ายให้ออกห่าง แต่ทว่าคนตัวโตกว่ากลับนิ่งสนิทราวกับภูเขาหิน ปราชญ์กลับใช้มือข้างหนึ่งรวบข้อมือบางทั้งสองข้างของเขาขึ้นไปรวบไว้เหนือหัวด้วยมือเดียวอย่างง่ายดาย ส่วนมืออีกข้างก็เอื้อมมาเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรบแก้มใสอย่างเบามือ
สัมผัสแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความจงใจนั้นทำให้เตชินท์สะท้านเฮือก ขนลุกเกรียวไปทั้งร่าง ดวงตาคู่สวยตวัดกลับมามองค้อนด้วยความไม่พอใจ แต่ทว่าในแววตานั้นกลับซ่อนความสั่นไหวและประกายความเขินอายเอาไว้จนมิด
"ปล่อยเลยนะคุณปราชญ์ ถ้ามีใครเปิดประตูเข้ามาเห็นเข้าคุณจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!"
"ไม่มีใครกล้าเข้ามาหรอกครับ ถ้าผมไม่สั่ง... และอีกอย่าง ต่อให้ใครเข้ามาเห็น เขาก็คงเห็นแค่ว่าผมกำลัง 'อบรม' เลขาจอมดื้อของตัวเองอยู่เท่านั้นเอง" ปราชญ์กระซิบชิดริมหู น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่ามัวเต็มไปด้วยความเย้ายวน จนเตชินท์รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งใบหูและลำคอ
นี่เขา... กำลังใจเต้นกับเจ้านายตัวเองจริงๆ งั้นเหรอ?
ความคิดนั้นผุดขึ้นมาในหัวราวกับสายฟ้าแลบ ทำให้เตชินท์อยากจะทึ้งหัวตัวเองให้รู้แล้วรู้รอด คนอย่างเตชินท์เนี่ยนะจะมาพ่ายแพ้ให้กับผู้ชายปากเสียอย่างปราชญ์ได้ง่ายๆ แบบนี้ มันไม่ถูกต้องเอาเสียเลย! แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า... หัวใจเจ้ากรรมมันกลับทรยศด้วยการเต้นแรงจนแทบจะทะลักออกมานอกอกอยู่แล้ว
ในจังหวะที่เตชินท์กำลังจะอ้าปากสวนกลับด้วยคำพูดจาเผ็ดร้อนเพื่อกู้ศักดิ์ศรีของตัวเองกลับคืนมา เสียงเคาะประตูก็กระแทกดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ขัดจังหวะความเงียบอันตึงเครียดและเร่าร้อนนั้นลงทันที
ปราชญ์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่สบอารมณ์ นัยน์ตาคมกริบฉายแววหงุดหงิดอย่างชัดเจนที่ถูกขัดจังหวะสำคัญ เขายังไม่ยอมปล่อยข้อมือของเตชินท์ทันที แต่กลับก้มลงกระซิบชิดริมฝีปากของคนใต้ร่างด้วยน้ำเสียงพึมพำที่ไม่สบอารมณ์นัก
"รอดตัวไปนะ... ไว้เรามาคุยกันต่อเรื่องนี้"
พูดจบ ปราชญ์ก็ผละถอยหลังออกไปก้าวหนึ่ง ปรับสีหน้าและท่าทีให้กลับมาเป็น CEO หนุ่มผู้ทรงอำนาจและเย็นชาเช่นเดิมในพริบตาเดียว ก่อนจะเอ่ยอนุญาตด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"เข้ามาได้"
ประตูห้องทำงานเปิดผางออกอย่างรวดเร็ว พร้อมกับร่างเพรียวบางของหญิงสาวในชุดสูททำงานเข้ารูปที่เดินเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและท่าทีคุ้นเคยราวกับเป็นเจ้าของพื้นที่
"คุณปราชญ์คะ รินเอาเอกสารโปรเจกต์ใหม่มาให้... เอ๊ะ? ขอโทษค่ะ รินเข้ามารบกวนเวลาทำงานหรือเปล่าคะเนี่ย"
รินรดาชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อยเมื่อกวาดสายตามาเห็นภาพเบื้องหน้า ระหว่างปราชญ์ที่ยืนอยู่หลังโต๊ะทำงานด้วยท่าทีสงบนิ่ง กับเตชินท์ที่กำลังยืนจัดเสื้อผ้าหน้าผมของตัวเองให้เข้าที่ด้วยใบหน้าแดงก่ำและหอบหายใจน้อยๆ
นัยน์ตาคู่สวยของอดีตคนคุยเก่าฉายแววประหลาดใจแกแกมไม่พอใจครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มหวานหยดที่เคลือบยาพิษเอาไว้เต็มเปี่ยม
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะเวียนมาสัมผัสความแซ่บและร่วมลุ้นไปกับเคมีคู่กัดคู่นี้ด้วยกันนะครับ
---
*ราชันย์หอกทมิฬ*
เจ้านายครับ... อย่ามาคลั่งรักใส่ผม•ตอนที่ 6
ความใกล้ชิดที่อันตราย
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เจ้านายครับ... อย่ามาคลั่งรักใส่ผม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!