"ถ้าคุณยังก้าวเข้ามาใกล้ผมอีกก้าวเดียว ผมจะถือว่าคุณจงใจล่วงเกินเจ้านายในยามวิกาลนะครับ คุณเตชินท์"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือความแหบพร่าเล็กน้อยดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดและอับทึบของห้องโดยสารสี่เหลี่ยม ปราชญ์ขยับตัวถอยหลังจนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังโลหะเย็นเฉียบของลิฟต์ ทว่าพื้นที่อันจำกัดกลับไม่ได้ช่วยให้ระยะห่างระหว่างเขากับคนตรงหน้าลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... กลิ่นกายหอมสะอาดผสมผสานกับกลิ่นฝนจางๆ จากตัวเลขาสุดแสบ กลับยิ่งรุกรานประสาทสัมผัสของเขาจนแทบคลั่ง
เตชินท์หัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แฝงความท้าทายและรอยยิ้มร้ายกาจที่ปราชญ์ไม่มีทางมองเห็นได้ชัดเจนในความมืดสนิทนี้ เว้นเสียแต่ว่า... แสงไฟฉุกเฉินสีส้มสลัวจะกะพริบวาบขึ้นมาพอดี เผยให้เห็นดวงตาสีเข้มเป็นประกายระยับของเลขาหนุ่มที่กำลังโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ จนปลายจมูกแทบจะชนกัน
"ล่วงเกินเหรอครับท่านประธาน? ผมแค่มองหาแผงปุ่มฉุกเฉินต่างหาก ใครจะไปรู้ว่าคุณจะถอยหลังมาชนผมเอง" เตชินท์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงลื่นไหล ไร้ซึ่งความเกรงกลัวต่ออำนาจมืดของ CEO หนุ่มจอมเฮี้ยบแม้แต่น้อย มือเรียวยังคงค้างอยู่บนผนังลิฟต์เพื่อกักตัวอีกฝ่ายไว้ในอาณาเขตของตน
บรรยากาศภายนอกอาคารเวลานี้กำลังพายุโหมกระหน่ำ ฝนฟ้าคะนองรุนแรงจนระบบไฟฟ้าของตึกสำนักงานใหญ่ดับสนิทกะทันหัน ขณะที่ปราชญ์และเตชินท์กำลังเคลียร์งานเอกสารกองโตเป็นค่ำคืนสุดท้ายก่อนปิดโปรเจกต์ใหญ่ สถานการณ์บังคับให้พวกเขาต้องติดอยู่ภายในลิฟต์ตัวนี้ร่วมกันนานกว่ายี่สิบนาทีแล้ว และตลอดเวลาที่ผ่านมา... พื้นที่แคบๆ นี้ก็กลายเป็นสมรภูมิขนาดย่อมที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด
"มือของคุณไม่ได้อยู่แถวแผงปุ่มฉุกเฉินเลยสักนิด คุณเตชินท์" ปราชญ์ปรายตามองมือซ้ายของอีกฝ่ายที่วางทาบอยู่บนผนังใกล้กับหัวไหล่ของเขาอย่างจงใจ "หรือที่จริงแล้ว... คุณตั้งใจใช้สถานการณ์นี้หาเรื่องผมกันแน่"
"ผมเนี่ยนะหาเรื่องคุณ?" เตชินท์เลิกคิ้วสูง ริมฝีปากบางเฉียบแยยยิ้มเยาะ "ระดับผม เป็นเลขาแถวหน้าของบริษัท ไม่เคยมีประวัติฉวยโอกาสกับเจ้านายหรอกครับ มีแต่เจ้านายต่างหากล่ะครับที่..."
คำพูดของเตชินท์ขาดหายไป เมื่อจังหวะนั้นลิฟต์เกิดการกระตุกอย่างแรงอีกครั้งจากกระแสลมภายนอกที่ปะทะตัวอาคาร แรงเหวี่ยงกะทันหันทำให้ร่างโปร่งของเตชินท์เสียหลัก พุ่งเข้าชนแผ่นอกกว้างของปราชญ์อย่างจัง
ปราชญ์ตอบสนองตามสัญชาตญาณ สองแขนแข็งแรงคว้าหมัดเอวบางของเลขาตัวแสบไว้แน่นเพื่อประคองไม่ให้ล้มลงไปกองกับพื้น แรงปะทะทำให้ลมหายใจของทั้งคู่สะดุดกึกลงพร้อมกัน ใบหน้าของเตชินท์ฝังอยู่กับซอกคอของชายหนุ่ม ส่วนปราชญ์ก็ก้มมองกลุ่มผมนิ่มที่คลอเคลียอยู่ใกล้ปลายคาง กลิ่นหอมเฉพาะตัวที่เคยได้กลิ่นแค่ตอนเดินสวนกันในห้องทำงาน ตอนนี้กลับชัดเจนและรุนแรงจนสติของประธานหนุ่มเกือบหลุดลอย
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหัวใจของคนทั้งคู่ที่เต้นโครมครามแข่งกับเสียงฝนตกกระหน่ำด้านนอก
"ปล่อย... ได้แล้วมั้งครับ" เตชินท์กระซิบเสียงเบา ความมั่นใจเมื่อครู่หายวับไปกับตา เมื่อรู้ตัวว่าตอนนี้พวกเขากำลังอยู่ในท่าทางที่ล่อแหลมเกินกว่าจะหาข้อแก้ตัว ร่างกายที่แนบชิดกันอย่างไร้ช่องว่างทำให้เขารับรู้ได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวของคนตรงข้าม และมันก็รวดเร็วจนน่าตกใจ
"ถ้าผมบอกว่าไม่อยล่ะ" ปราชญ์กระซิบตอบ เสียงของเขาแหบพร่าและจริงจังจนเตชินท์ต้องเงยหน้าขึ้นสบตา
ในแสงสว่างสลัวจากหลอดไฟฉุกเฉิน นัยน์ตาคมกริบของปราชญ์ไม่ได้ซ่อนความดุดันหรือความรำคาญใจอย่างที่เคยเป็น มีเพียงประกายความรู้สึกบางอย่างที่ร้อนแรงและลึกซึ้งจนคนมองต้องผวา มันคือสายตาของนักล่าที่อดทนมานานเกินพอแล้ว และไม่อยากจะซ่อนความรู้สึกนั้นไว้อีกต่อไป
"คุณปราชญ์... อย่ามามองผมด้วยสายตาแบบนั้นนะ" เตชินท์เอ่ยเสียงสั่นเล็กน้อย พยายามเบือนหน้าหนีแต่ถูกมือใหญ่ข้างหนึ่งเชยคางบังคับให้กลับมาสบตาตรงๆ
"สายตาแบบไหนล่ะครับ" ปราชญ์ย้อนถาม น้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงความเอาแต่ใจอย่างเต็มเปี่ยม นิ้วโป้งอุ่นเกลี่ยไล้เบาๆ บนพวงแก้มเนียนของเลขาหนุ่มอย่างเผลอไผล "สายตาที่บอกว่าผมกำลังคลั่งรักคุณจนแทบบ้า... หรือสายตาที่บอกว่าผมอยากจะหยุดปากดีๆ ของคุณด้วยวิธีอื่นกันแน่"
หัวใจของเตชินท์กระตุกวูบ คำพูดตรงไปตรงมาอย่างไร้ชั้นเชิงนั้นทำให้เลือดในกายสูบฉีดขึ้นมาบนใบหน้าจนร้อนผ่าว ปากที่เคยต่อกลต่อคำมาตลอดกลับแข็งค้าง สมองขาวโพลนคิดคำพูดโต้เถียงไม่ออกแม้แต่ประโยคเดียว นี่ไม่ใช่ปราชญ์ CEO จอมเฮี้ยบคนเดิมที่เขาเคยรู้จัก... นี่คือผู้ชายอันตรายที่พร้อมจะข้ามเส้นกั้นระหว่างเจ้านายกับลูกน้องได้ทุกเมื่อ
"คุณ... บ้าไปแล้วหรือไง เราเป็นแค่..."
"เป็นอะไรครับ?" ปราชญ์ตัดบท น้ำเสียงดุดันขึ้นเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจ "เจ้านายกับเลขา? หรือเป็นคนที่ผมเฝ้ามองมาตลอดแต่คุณทำเป็นมองไม่เห็นกันแน่?"
ระยะห่างที่ใกล้จนแทบไม่เหลือช่องว่าง ทำให้ริมฝีปากของทั้งคู่เกือบจะสัมผัสกันอยู่รอมร่อ ปราชญ์โน้มใบหน้าลงช้าๆ เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ปฏิเสธ แต่เตชินท์กลับทำเพียงแค่หลับตาลงช้าๆ ลมหายใจอุ่นร้อนที่รดรินอยู่ใกล้แค่เอื้อมทำให้สติสัมปชัญญะของเลขาหนุ่มหลุดลอยไปไกลลิบ เขายอมรับเงียบๆ ว่าหัวใจตัวเองก็เต้นไม่เป็นจังหวะไม่แพ้กันเลย
ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะแนบชิดสนิทกัน ท่ามกลางบรรยากาศที่บีบคั้นและชวนให้หัวใจเต้นระทึก เสียงสัญญาณเตือนภัยของลิฟต์ก็ดังลั่นขึ้นพร้อมกับแสงไฟสีขาวสว่างจ้าที่สว่างวาบทั่วทั้งห้องโดยสาร
กริ๊งงงงง!
ระบบไฟฟ้ากลับมาใช้งานได้ปกติ ประตูลิฟต์เลื่อนเปิดออกอย่างไร้รอยต่อ เผยให้เห็นร่างของใครบางคนที่ยืนถือร่มเปียกปอนอยู่หน้าลิฟต์ด้วยสีหน้าตกตะลึงพรึงเพริด
"พี่ยักษ์คะ... อ๊ะ! ขอโทษค่ะ รินไม่ได้ตั้งใจจะ..."
รินรดา อดีตคนคุยเก่าของปราชญ์ที่ถือวิสาสะขึ้นมาหาเขาถึงบริษัทดึกดื่น ยืนเบิกตากว้างมองภาพเบื้องหน้า—ภาพที่ท่านประธานหนุ่มผู้แสนเย็นชา กำลังโอบกอดและเกือบจะจูบกับเลขาส่วนตัวคนสนิทในระยะประชิดติดขอบ
ปราชญ์ผละตัวออกอย่างรวดเร็ว ใบหน้าคมเข้มกลับคืนสู่โหมดเรียบเฉยเย็นชาดั่งน้ำแข็งในเสี้ยววินาที ดวงตาคมกริบตวัดมองผู้มาใหม่ด้วยความไม่พอใจอย่างปิดไม่มิด
เตชินท์รีบจัดเสื้อผ้าของตัวเองให้เรียบร้อย ใบหน้ายังคงแดงก่ำจากเหตุการณ์เมื่อครู่ แต่สายตากลับไหววับด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่ตีรวนอยู่ในอก
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะเวียนมาสัมผัสความแซ่บและร่วมลุ้นไปกับเคมีคู่กัดคู่นี้ด้วยกันนะครับ
เจ้านายครับ... อย่ามาคลั่งรักใส่ผม•ตอนที่ 5
ค่ำคืนที่ต้องติดฝน
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เจ้านายครับ... อย่ามาคลั่งรักใส่ผม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!