กึก!
เสียงแฟ้มเอกสารหนาปึกถูกกระแทกลงบนโต๊ะทำงานกระจกใสจนเกิดเสียงดังสนั่น ลบภาพความเงียบเชียบและน่าอึดอัดที่ปกคลุมห้องทำงานเพนต์เฮาส์ชั้นบนสุดของตึกระฟ้าไปจนหมดสิ้น เตชินท์สะดุ้งเล็กน้อย แต่ใบหน้าเรียบเนียนยังคงรักษาท่าทีเย่อหยิ่งและดื้อรั้นไว้ได้อย่างแนบเนียน เขายืนกอดอกมองเจ้านายหนุ่มที่กำลังทำหน้ายักษ์ใส่เขาตั้งแต่สิบนาทีที่แล้ว
เหตุการณ์เมื่อคืนยังคงวนเวียนอยู่ในหัว รอยสัมผัสอุ่นร้อนที่ริมฝีปากและแววตาสั่นระริกของปราชญ์ทำให้เตชินท์เลือกที่จะถอยหลังหนึ่งก้าว—ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะเขารู้ดีว่าหากปล่อยให้หัวใจเต้นผิดจังหวะไปมากกว่านี้ คนที่จะพังทลายไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นตัวเขาเองที่อาจเผลอตกหลุมพรางความคลั่งรักแบบไม่รู้ตัว
"คุณปราชญ์เรียกผมเข้ามาเซ็นเอกสารงบประมาณไตรมาสนี้ หรือจะมาอบรมเรื่องมารยาทในการเดินหนีเจ้านายกันแน่ครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวไปเคลียร์งานข้างนอกต่อนะครับ" เตชินท์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแฝงความประชดประชันไว้อย่างแนบเนียน
ปราชญ์เงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร ดวงตาคมกริบดריจจ้องมองเลขาตัวแสบราวกับจะกินเลือดกินเนื้อสันหลังของอีกฝ่ายให้ขาดวิปโยค เขากลืนก้อนความหงุดหงิดลงคอ ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเท้าเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานฝั่งที่เตชินท์ยืนอยู่ด้วยจังหวะก้าวที่หนักแน่นและคุกคาม
"ใครอนุญาตให้เธอเดินหนีฉันเมื่อคืน เตชินท์?" น้ำเสียงทุ้มต่ำรอดไรฟันออกมาด้วยความขุ่นเคือง ปราชญ์ใช้มือข้างหนึ่งค้ำขอบโต๊ะไว้ กักตัวเตชินท์ให้อยู่ในวงแขนโดยปริยาย
เตชินท์ขยับถอยหลังตามสัญชาตญาณจนแผ่นหลังชนเข้ากับชั้นวางเอกสารด้านหลัง ดวงตากลมโตตวัดมองค้อนอย่างไม่เกรงกลัว "ผมเป็นเลขาครับ ไม่ใช่ทาสในเรือนเบี้ยที่จะต้องยืนรอให้คุณมาจูบตามอำเภอใจ แล้วอีกอย่าง... ผมมีงานต้องทำ ไม่ว่างมาเล่นเกมวิ่งไล่จับกับซีอีโอว่างงานหรอกนะครับ"
คำพูดสวนกลับแบบฉลาดแกมโกงนั้นทำให้ปราชญ์มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อย ความโกรธขึงเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกหมั่นเขี้ยวระคนเอ็นดูจนแทบอยากจะคว้าตัวคนปากเก่งมาฟาดสักทีสองที แต่เขารู้ดีว่าถ้าทำแบบนั้น สถานการณ์คงไม่จบลงง่ายๆ แน่
"ปากเก่งให้มันตลอดเถอะ..." ปราชญ์พึมพำเสียงลอดไรฟัน ก่อนจะถอยฉากกลับไปยืนตั้งหลักตามเดิม เขายกมือขึ้นเสยผมสีเข้มที่ปรกหน้าผากลวกๆ ท่าทางหงุดหงิดกระวนกระวายใจบางอย่างฉายชัดอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเรียบเฉยเสมอ
เตชินท์หรี่ตามองการกระทำนั้นด้วยความแปลกใจ ปกติแล้วปราชญ์เป็นคนควบคุมอารมณ์ได้ดีเยี่ยม ราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมมาเพื่อความสมบูรณ์แบบ แต่ภาพที่เห็นในตอนนี้... มันดูเหมือนคนกำลังร้อนรนจนหาทางออกไม่เจอมากกว่า
"มีเรื่องอะไรอีกครับ? ถ้าเรื่องงานผมเคลียร์หมดแล้ว แต่ถ้าเรื่องส่วนตัว... ผมขอเตือนว่ามันอยู่นอกเหนือ 'กฎเหล็ก' ที่คุณเป็นคนตั้งขึ้นมาเองนะครับ" เตชินท์จงใจเน้นเสียงคำว่ากฎเหล็ก เพื่อย้ำเตือนให้อีกฝ่ายระลึกถึงขอบเขตที่ตนเองเคยขีดเอาไว้เมื่อเดือนก่อน
ปราชญ์ชะงักไปนิด เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ดวงตาคมกริบหลุบมองพื้นพรมชั่วขณะก่อนจะเงยขึ้นสบตาตรงๆ ความเย่อหยิ่งถือดีเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความลังเลที่หาได้ยากยิ่งจากปากของผู้ชายคนนี้
"ถ้า... สมมติว่าฉันมีเรื่องส่วนตัวอยากจะปรึกษาเธอ... ในฐานะที่เธอเป็นคนฉลาดและทันคนที่สุดในบริษัทนี้" ปราชญ์เอ่ยเสียงเบาลงกว่าเดิมเล็กน้อย คล้ายคนเสียฟอร์มแต่จำใจต้องยอมจำนน
เตชินท์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งด้วยความประหลาดใจระคนขัน "คุณเนี่ยนะจะปรึกษาเรื่องส่วนตัวกับผม? ผมจำได้แม่นเลยนะครับว่าเมื่อสัปดาห์ก่อน คุณเพิ่งจะยื่นเอกสารเตือนผมเรื่อง 'การก้าวก่ายความเป็นส่วนตัวของเจ้านาย' ไปหมาดๆ หรือว่าสมองเริ่มเสื่อมตามวัยแล้วครับคุณปราชญ์"
"เตชินท์!" ปราชญ์ส่งเสียงดุ แววตาเริ่มมีประกายไฟกรุ่นๆ ขึ้นมาอีกรอบ "ฉันจริงจังนะ อย่ามาเล่นลิ้น"
"ผมก็จริงจังครับ..." เตชินท์ยืดอกขึ้น เชิดหน้าสู้สายตาดุๆ นั้นอย่างไม่ลดละ "ในเมื่อคุณตั้งกฎเหล็กขึ้นมาเองว่า ห้ามเลขาฯ ยุ่งเรื่องส่วนตัว ห้ามก้าวก่าย ห้ามถามเกินหน้าที่ งั้นตอนนี้คุณก็ควรจะจัดการปัญหาของคุณเองสิครับ จะมากลืนน้ำลายตัวเองเพื่อขอความช่วยเหลือจากคนที่คุณเพิ่งออกปากไล่ตะردเมื่อวาน มันไม่ดูย้อนแย้งไปหน่อยเหรอครับ"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานชั่วขณะ ปราชญ์จ้องมองใบหน้าเรียวที่เชิดขึ้นอย่างถือดีนั้นด้วยความรู้สึกที่บรรยายเป็นคำพูดไม่ได้ เขาททั้งโกรธที่โดนตอกหน้าด้วยกฎที่ตัวเองเคยตั้งไว้ แต่ในขณะเดียวกัน หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นแรงขึ้นทุกครั้งที่ได้เห็นรอยยิ้มหยันบนเรียวปากคู่นั้น
ให้ตายเถอะ... ผู้ชายคนนี้เกิดมาเพื่อล้างผลาญความสุขุมนุ่มลึกของเขาโดยเฉพาะสินะ
"ถ้าฉันบอกว่า... เรื่องส่วนตัวที่ว่า มันเกี่ยวข้องกับผู้หญิงที่ชื่อรินรดา เธอยังจะยืนกรานบอกปัดฉันอยู่อีกไหมล่ะ เตชินท์?"
ปราชญ์ตัดสินใจทิ้งไพ่ใบสุดท้ายลงบนโต๊ะ ชื่อของอดีตคนคุยเก่าถูกเอ่ยออกมาพร้อมกับสายตาที่จดจ้องปฏิกิริยาของเลขาหนุ่มอย่างไม่วางตา
เตชินท์ชะงักกึก รอยยิ้มเยาะหยันบนใบหน้าแข็งค้างไปชั่ววินาที หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติกลับกระตุกวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่มอย่างไม่มีสาเหตุ รินรดา... ผู้หญิงเพอร์เฟกต์ที่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศและพยายามเข้ามาวนเวียนในชีวิตของปราชญ์อีกครั้ง ทำไมเขาจะต้องรู้สึกแปล๊บๆ ในอกด้วยเล่า ในเมื่อเขาเป็นแค่เลขาฯ และปราชญ์ก็เป็นแค่เจ้านายจอมเฮี้ยบคนหนึ่งเท่านั้น
แต่ก่อนที่เตชินท์จะทันได้กลบเกลื่อนสีหน้าตกใจของตัวเองและหาคำพูดคมคายมาโต้กลับ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะความตึงเครียดเสียก่อน
*ก๊อกๆๆ*
ยังไม่ทันที่ปราชญ์จะเอ่ยอนุญาต ประตูบานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออกด้วยฝ่ามือเรียวบางของใครบางคน ร่างเพรียวระหงในชุดสูทเข้ารูปสไตล์แฟชั่นนิสต้าก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มมั่นใจเต็มเปี่ยม
"ปราชญ์คะ รินแวะเอาเอกสารโปรเจกต์ใหม่มาให้... อุ๊ย! ขอโทษค่ะ รบกวนเวลาคุยงานอยู่หรือเปล่าเอ่ย?"
รินรดากวาดสายตามองชายหนุ่มทั้งสองคนที่ยืนประจันหน้ากันอยู่ใกล้ชิดเกินความจำเป็น รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอสะดุดไปเล็กน้อย ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นแววตาเจ้าเล่ห์ที่เต็มไปด้วยความสงสัยในความสัมพันธ์อันแสนคลุมเครือนี้
เตชินท์หันไปมองผู้มาใหม่ จากนั้นจึงหันกลับมาสบตากับปราชญ์ที่กำลังขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหัวเสียสุดขีด แววตาของปราชญ์ในเสี้ยววินาทีนั้นฉายความตื่นตระหนกออกมาอย่างปิดไม่มิด... เป็นครั้งแรกที่เจ้านายหนุ่มผู้เย่อหยิ่งดูเหมือนคนจนตรอกอย่างแท้จริง
--------------------------------------------------
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะเวียนมาสัมผัสความแซ่บและร่วมลุ้นไปกับเคมีคู่กัดคู่นี้ด้วยกันนะครับ
เจ้านายครับ... อย่ามาคลั่งรักใส่ผม•ตอนที่ 4
กฎเหล็กของปราชญ์
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เจ้านายครับ... อย่ามาคลั่งรักใส่ผม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!