“ถ้าคุณจะเอาแต่นิ่งเงียบ แล้วส่งสายตาเหมือนคนใกล้ตายแบบนี้... ผมว่าเราจบเรื่องนี้กันเถอะครับ คุณปราชญ์”
เตชินท์วางเอกสารสรุปยอดโครงการกระแทกกับโต๊ะทำงานไม้โอ๊คตัวหนา เสียงดังสนั่นสะท้อนไปทั่วห้องทำงานที่เงียบงันจนน่าอึดอัด เขาไม่ได้ตั้งใจจะหยาบคาย แต่มันคือความอดทนที่เดินทางมาถึงเส้นขนานสุดท้าย หลังจากรินรดายังคงเวียนว่ายอยู่ในวงจรชีวิตของเขาและเจ้านายไม่เลิกรา แถมปราชญ์ยังเอาแต่นิ่งเฉย จนเขารู้สึกเหมือนเป็นตัวตลกที่พยายามปกป้องพื้นที่ของตัวเองเพียงฝ่ายเดียว
ปราชญ์ที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานชะงักไป ดวงตาคมกริบที่เคยใช้มองกราฟหุ้นด้วยความเย็นชา บัดนี้สั่นไหววูบหนึ่ง เขาไม่ได้ตอบโต้ด้วยถ้อยคำเผ็ดร้อนหรือการสั่งการเหมือนทุกครั้งที่เขาทำเวลาไม่พอใจ
“จบ? คุณหมายความว่ายังไงกับคำว่าจบ” น้ำเสียงของปราชญ์แหบพร่าผิดปกติ เขาไม่ได้ก้มหน้าอ่านเอกสารอีกต่อไปแล้ว แต่จ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเลขาส่วนตัวที่ยืนตัวตรง แววตาดื้อรั้นนั่นกำลังบีบเค้นหัวใจเขาจนแทบหายใจไม่ออก
“ก็หมายความว่าที่ผ่านมา สิ่งที่ผมพยายามทำ... ไม่ว่าจะเป็นการอยู่เคียงข้างคุณ การรับมือกับผู้หญิงคนนั้น หรือการพยายามมองข้ามปากเสียๆ ของคุณ มันอาจจะไม่มีความหมายเลย” เตชินท์เค้นยิ้มที่มุมปาก แต่นัยน์ตาไหวระริก “ผมเหนื่อยที่จะต้องเดาใจเจ้านายที่วันๆ เอาแต่สร้างกำแพงกั้น ผมไม่ใช่เด็กอมมือนะคุณปราชญ์ ที่จะรอให้คุณมาเฉลยว่ารู้สึกยังไงในวันที่ทุกอย่างมันพังไปแล้ว”
ร่างสูงใหญ่ของ CEO หนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาไม่ได้เดินอ้อมโต๊ะมาหา แต่ก้าวถอยหลังไปพิงขอบหน้าต่างบานใหญ่ที่มองเห็นแสงไฟระยิบระยับของกรุงเทพฯ ยามค่ำคืน ร่างกายเขาสั่นเทาเล็กน้อยก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ
“คุณคิดว่าผมชอบเหรอที่ต้องนิ่งเงียบ” ปราชญ์เอ่ยขึ้น ลบภาพลักษณ์เจ้านายจอมเนี้ยบและเด็ดขาดไปจนสิ้น เหลือเพียงชายหนุ่มที่แบกความรู้สึกมหาศาลไว้บนบ่า “คุณคิดว่าที่ผมไล่รินรดาไปหลายครั้ง มันเป็นเพราะผมแค่รำคาญเหรอ ไม่ใช่เลย... ผมแค่ไม่รู้จะจัดการกับความรู้สึกที่มันล้นอกยังไงในเวลาที่คุณเอาแต่ทำท่าทางจะหนีผมไปทุกครั้งที่ผมเข้าใกล้”
“คุณก็แค่ปากแข็งครับ” เตชินท์สวนกลับทันที เสียงของเขาเริ่มสั่น “คุณเลือกที่จะด่าผม เลือกที่จะตำหนิการทำงานของผม เพื่อกลบเกลื่อนความกลัวของคุณใช่ไหม? กลัวว่าถ้าพูดคำว่า ‘รัก’ ออกมาจริงๆ คุณจะเสียอำนาจเหนือผมไปน่ะเหรอ”
ปราชญ์ก้าวเข้ามาประชิดตัวเตชินท์ด้วยความเร็วที่ทำเอาอีกฝ่ายตั้งตัวไม่ติด มือหนาคว้าข้อมือคนตัวเล็กกว่าไว้แน่น ไม่ใช่แน่นด้วยความโกรธ แต่แน่นเพราะความหวงแหนและกลัวว่าคนตรงหน้าจะหายไปจริงๆ เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น พยายามสื่อสารทุกอย่างที่เคยถูกกรองทิ้งด้วยความหยิ่งทระนง
“ไม่ใช่เพราะอำนาจ แต่มันเป็นเพราะความกลัว” ปราชญ์ยอมรับออกมาในที่สุด เสียงของเขานุ่มนวลจนน่าประหลาดใจ “ผมกลัวว่าถ้าผมสารภาพว่าผมขาดคุณไม่ได้... ว่าทุกวินาทีที่ไม่มีคุณอยู่ในสายตา ผมแทบบ้า... คุณจะมองว่าผมเป็นแค่เจ้านายที่อ่อนแอและน่าสมเพชคนหนึ่ง ผมถึงต้องสร้างกำแพง สร้างคำพูดร้ายๆ เพื่อให้คุณอยู่ห่างผมบ้าง จะได้ไม่เห็นว่าจริงๆ แล้วผมก็แค่ผู้ชายคนหนึ่งที่คลั่งรักคุณจนไม่เหลือฟอร์มอะไรเลย”
ห้องทั้งห้องเงียบลงอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของทั้งคู่ เตชินท์เบิกตากว้าง ความโกรธเคืองที่สะสมมานานมลายหายไป เหลือเพียงความตกใจระคนซาบซึ้ง ปราชญ์ที่เขาเห็นมาตลอด—ปราชญ์ผู้เย่อหยิ่ง—บัดนี้กำลังสารภาพความอ่อนแอออกมาโดยไม่มีคำด่าเคลือบแฝง
“คุณปราชญ์...” เตชินท์เรียกชื่ออีกฝ่ายเบาๆ แรงบีบที่ข้อมือคลายลง แต่ปราชญ์กลับเปลี่ยนมาเชยคางเขาขึ้นอย่างถือสิทธิ์
“ผมหวงคุณแทบบ้าตอนที่เห็นคุณคุยกับคนอื่น ผมอยากจะอาละวาดใส่ทุกคนที่เข้าใกล้คุณ แต่ผมก็ทำได้แค่ด่าคุณแทนเพราะไม่รู้จะจัดการกับไอ้ความรู้สึกที่มันร้อนรนในอกนี้ยังไง” ปราชญ์เลื่อนหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ รดรินบนใบหน้า “ผมสารภาพหมดเปลือกแล้วนะ... ทีนี้ คุณจะยังอยากจบเรื่องของเราอีกไหม”
ในวินาทีที่เตชินท์กำลังจะอ้าปากตอบ และทุกอย่างดูเหมือนกำลังจะลงเอยด้วยดี เสียงเคาะประตูที่ดังรัวและหนักแน่นก็ดังขึ้น พร้อมกับบานประตูที่เปิดออกโดยไม่รอคำอนุญาต
“ปราชญ์คะ! รินมีเรื่องสำคัญจะบอก... เรื่องเกี่ยวกับเลขาของคุณที่...” รินรดาเดินพรวดพราดเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเย้ยหยัน แต่เมื่อเห็นท่าทางของทั้งสองคนที่ยืนใกล้ชิดกันจนแทบจะหลอมรวมเป็นหนึ่ง รอยยิ้มนั้นก็แข็งค้างอยู่บนใบหน้าทันที
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนจากความโรแมนติกที่ตึงเครียด กลายเป็นความเย็นเยียบในเสี้ยววินาที ปราชญ์ไม่ได้ผละออก แต่เขากลับกระชับอ้อมกอดเข้าหาตัวเตชินท์แน่นขึ้น พร้อมกับหันไปมองรินรดาด้วยสายตาที่เย็นชาจนน่าขนลุก
“ใครอนุญาตให้คุณเข้ามาโดยไม่เคาะประตู?” ปราชญ์ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กดดัน “และถ้าเรื่องที่ว่าสำคัญนักหนาคือเรื่องของเลขาส่วนตัวผม... ผมแนะนำให้คุณหุบปากซะ ก่อนที่ผมจะลบชื่อคุณออกจากการเป็นหุ้นส่วนในโครงการนี้แบบถาวร”
รินรดาหน้าซีดเผือด เธอกำหมัดแน่นมองไปที่เตชินท์ด้วยสายตาอาฆาต ก่อนจะก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่พูดอะไรต่อ แต่ทว่า... ทันใดนั้น เธอก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วเปิดเสียงบางอย่างที่ทำให้ปราชญ์และเตชินท์ต้องชะงัก
เป็นเสียงบันทึกการสนทนาของใครบางคนที่พูดเรื่องการทุจริตในบริษัท... และเสียงนั้นคือเสียงของเตชินท์!
ขอบคุณที่เดินทางมาด้วยกันจนถึงบทนี้นะครับ หวังว่าทุกคนจะสนุกกับความคลั่งรักแบบไม่ผ่านตัวกรองของพระเอกเรานะครับ!
เจ้านายครับ... อย่ามาคลั่งรักใส่ผม•ตอนที่ 25
คำสารภาพที่ไม่ผ่านตัวกรอง
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เจ้านายครับ... อย่ามาคลั่งรักใส่ผม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!