เสียงถ่านไม้ลั่นเปรี๊ยะในกองไฟขนาดเล็ก ขับไล่ความมืดมิดและไอน้ำเย็นยะเยือกของป่าลึกให้ถอยร่นไปได้เพียงชั่วระยะเอื้อมมือ ทว่าความหนาแน่นของความเงียบงันรอบค่ายพักแรมกลับกดทับลงมาเสียยิ่งกว่าบรรยากาศภายนอก
“ถ้าทุกสิ่งในป่านี้อธิบายได้ด้วยตัวเลขและคลื่นความถี่ ดร.กานต์คงไม่ต้องมานั่งหน้าเครียดอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์พกพาจนถ่านไฟเกือบมอดหรอกกระมังครับ”
รณภพเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ นิ้วหยาบกร้านของพรานเฒ่ากำลังใช้มีดหมอเล่มเก่าขูดคราบเขม่าสีดำที่ติดอยู่บนคมมีดออกอย่างใจเย็น สายตาคมกริบใต้ปีกหมวกปีกกว้างเหลือบมองชายหนุ่มรุ่นน้องที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
ดร.กานต์ละสายตาจากหน้าจอเรืองแสงสีฟ้าในมือช้าๆ แว่นตากรอบบางสะท้อนแสงไฟวับวาว ใบหน้าของนักวิศวกรวิญญาณผู้เชื่อมั่นในตรรกะปรากฏรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เคลือบไว้ด้วยความเย้ยหยันอย่างสุภาพ—ความเย้ยหยันแบบปัญญาชนที่มองว่าความเชื่อโบราณเป็นเพียงความไร้เดียงสาของผู้คนในอดีต
“วิทยาศาสตร์ไม่ได้ปฏิเสธสิ่งที่เรายังไม่รู้ครับพี่รณภพ แต่วิทยาศาสตร์ปฏิเสธ ‘ทางลัด’ ที่มนุษย์มักสร้างขึ้นเพื่อปลอบใจตัวเองยามเผชิญหน้ากับความกลัว” กานต์ตอบกลับทันควัน น้ำเสียงของเขาฉาดฉานและเต็มไปด้วยความมั่นใจในองค์ความรู้ที่ตนร่ำเรียนมา “รอยแยกของสนามแม่เหล็กในพิกัดที่เรายืนอยู่ตอนนี้ ผิดเพียรไปจากค่ามาตรฐานสากลถึงสามร้อยเปอร์เซ็นต์ นั่นคือหลักฐานเชิงประจักษ์ ไม่ใช่เพราะ ‘อาคม’ ของใครหน้าไหนตามที่ชาวบ้านร่ำลือหรอกครับ”
รณภพแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยประสบการณ์อันเจ็บปวดที่ถูกฝังกลบไว้ลึกเกินกว่าที่คนรุ่นใหม่จะเข้าใจ
“สนามแม่เหล็ก... เครื่องมือวัดค่าความถี่... คุณเรียกมันว่าความจริงเชิงประจักษ์อย่างนั้นหรือครับ ดร.กานต์?” รณภพวางมีดหมอลงบนท่อนไม้ข้างกายอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายตรงๆ แววตาของพรานป่าคู่นั้นว่างเปล่า แต่วับ Waw ลึกล้ำราวกับก้นบึงของหุบเหว “ในวันที่ภรรยาของผมถูกลากหายไปต่อหน้าต่อตาในป่าดิบชื้นแบบนี้ เครื่องมือวัดคลื่นความถี่ของคุณมันร้องเตือนสักแอะไหมครับ? หรือว่ามันแค่นิ่งสนิท... เหมือนกับหัวใจของเธอที่หยุดเต้นไปตลอดกาล?”
บรรยากาศรอบกองไฟพลันเยือกเย็นลงถนัดใจ คำพูดของรณภพไม่ใช่การระเบิดอารมณ์ด้วยความโกรธเกรี้ยว หากแต่มันคือคมมีดที่ถูกลับมาอย่างดีและแทงเข้าที่จุดเปราะบางที่สุดด้วยความนิ่งสงบ
กานต์ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาสีเข้มไหววูบชั่วพริบตา ก่อนที่เขาจะปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มขยับแว่นตาเล็กน้อยเพื่อซ่อนความรู้สึกผิดที่แล่นผ่านเข้ามาในอก
“ผมเสียใจด้วยกับเรื่องในอดีตของพี่นะครับ...” กานต์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย แต่ทิฐิทางวิชาชีพก็ยังคงค้ำคออยู่ดี “แต่นั่นคือเหตุผลที่เราสองคนถึงต้องมาอยู่ร่วมทางกันใน ‘เขตแดนสาบสูญ’ แห่งนี้ พี่ใช้สัญชาตญาณและไสยเวทเพื่อเอาตัวรอด ส่วนผมใช้ตรรกะและเทคโนโลยีเพื่อหาคำตอบ... เราต่างก็มีหน้าที่ของตัวเองไม่ใช่หรือครับ”
“หน้าที่หรือครับ?” รณภพทวนคำ ดวงตาคมกวาดมองไปรอบตัว ความมืดมิดนอกรัศมีแสงไฟดูคล้ายกับกำลังเคลื่อนไหวได้ราวกับมีชีวิต “บางที... สิ่งที่คุณกำลังพยายามจะ ‘พิสูจน์’ อาจจะไม่ได้อยากให้ใครมาพบเจอคำตอบหรอกนะครับ ดร.กานต์ ป่านี้มันมีกฎของมัน และกฎข้อแรกคือการไม่อยุ웃กับความหยิ่งทะนงของมนุษย์”
กานต์กำลังจะอ้าปากโต้แย้งด้วยทฤษฎีทางควอนตัมและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอีกครั้ง ทว่า—
*กริ๊ก...*
เสียงบางอย่างดังแทรกขึ้นมาจากความมืดเบื้องหลังพุ่มไม้หนาทึบห่างออกไปไม่ถึงสิบเมตร มันไม่ใช่เสียงกิ่งไม้หักตามธรรมชาติ แต่เป็นเสียงโลหะกระทบกันเบาๆ คล้ายกับเสียงกระดิ่งสำริดโบราณที่ถูกสั่นด้วยปลายนิ้วแผ่วเบา
รณภพหุบปากฉับ ร่างกายกำยำตึงเกร็งขึ้นมาทันทีราวกับสปริงที่ถูกกดไว้ สัญชาตญาณของพรานป่าผู้ผ่านความเป็นความตายมาโชกโชนสั่งให้มือขวาพุ่งไปคว้าด้ามมีดหมอประจำกายโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
กานต์ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เขากำลังจะเอ่ยปากถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่รณภพกลับยกมือขึ้นเป็นสัญญาณห้ามเสียงเด็ดขาด สีหน้าของพรานเฒ่าในยามนี้ไร้ซึ่งความเย้าแหย่หรือความลังเล เหลือเพียงความตื่นตัวระดับสูงสุดที่ทำเอาสันหลังของวิศวกรหนุ่มเยียบเย็นวาบ
“เงียบ...” รณภพกระซิบแผ่วเบา แทบจะกลืนหายไปกับเสียงลม
บนหน้าจอคอมพิวเตอร์พกพาที่วางอยู่บนตักของกานต์ จู่ๆ เส้นกราฟสีเขียวที่เคยนิ่งสนิทและแสดงผลความผิดปกติเพียงเล็กน้อย ก็พุ่งกระฉูดขึ้นเป็นเส้นตรงอย่างรุนแรงจนหน้าจอเกือบปริแตก เสียงสัญญาณเตือนภัยระดับวิกฤตดัง *‘ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด...’* ถี่กระชั้นขึ้นด้วยความเร็วที่ไม่อาจควบคุมได้
กานต์เบิกตากว้าง ก้มมองหน้าจอด้วยความตื่นตระหนก ค่าพลังงานที่เขาตามหามาตลอดทางไม่ได้อยู่รอบตัวอีกต่อไปแล้ว แต่มันกำลังพุ่งตรงมาหาพวกเขา... จากในความมืดมิดเบื้องหน้า
ก่อนที่ใครจะได้ทันขยับตัว แสงไฟฉายแรงสูงจากมือของรณภพก็สวบพุ่งแหวกความมืดออกไปกระทบเข้ากับบางสิ่งเข้าอย่างจัง
ร่างที่ปรากฏอยู่หลังม่านหมอกควันสีขาวไม่ใช่ทั้งคนและสัตว์ป่า แต่มันคือ... โครงกระดูกมนุษย์ในชุดเครื่องแบบทหารพรานยุคโบราณที่ชุ่มโชกไปด้วยคราบยางไม้สีดำสนิท ทว่าที่น่าสยดสยองยิ่งกว่าคือ ในเบ้าตากลวงโบราณคู่นั้น กลับมีดวงไฟสีน้ำเงินประหลาดกำลังลุกโชนจ้องมองตรงมาที่พวกเขา พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าข้างหูที่ดังขึ้นพร้อมกันทั้งสองคน...
*“พวกแก... ล้ำเส้นเข้ามาแล้ว...”*
---
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางระทึกขวัญมา ณ ที่นี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
-- เพชรตาเสือโบราณ --
พรานอาคมปะทะวิศวกรวิญญาณ: เขตแดนสาบสูญ•ตอนที่ 3
จังหวะที่ขัดกัน
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พรานอาคมปะทะวิศวกรวิญญาณ: เขตแดนสาบสูญ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!