กลิ่นอับชื้นของกระดาษสาเก่าและกลิ่นสาบสางของซากสัตว์โบราณตีเข้าจมูกอย่างรุนแรง ราวกับความตายกำลังยืนสูดลมหายใจอยู่เบื้องหน้า
"ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ... ลูกชาย"
เสียงแหบพร่าที่เอ่ยทักทายท่ามกลางความมืดมิดของเพิงพักปลายป่า ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของกานต์ ร่างสูงของวิศวกรหนุ่มนิ่งค้างไปชั่วขณะ หัวใจในอกซ้ายเต้นกระหน่ำรัวราวดรัม และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง นิ้วเรียวยาวก็เอื้อมไปแตะปุ่มเปิดการทำงานของ *“สเปกตรัล-มิเตอร์”* เครื่องมือวัดคลื่นพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าในมือโดยสัญชาตญาณ หน้าจอเรืองแสงสีฟ้าอ่อนกะพริบถี่รัว พร้อมกับตัวเลขดัชนีความหนาแน่นของพลังงานวิญญาณที่พุ่งทะยานผ่านขีดจำกัดสีแดงฉานจนน่าตกใจ
รณภพก้าวเข้ามาประชิดตัวกานต์อย่างรวดเร็วราวกับเสือดาว สัญชาตญาณของพรานป่าผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชนทำให้เขาชักมีดล่าสัตว์ออกจากฝัก เหล็กกล้าสะท้อนแสงตะเกียงวับวับ สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องโถงร้างที่เต็มไปด้วยฝุ่นหนาเตอะ
"อย่าขยับ" รณภพกระซิบเสียงต่ำลอดไรฟัน มืออีกข้างกระชับปืนลูกซองยาวในมือมั่น "พลังงานรอบตัวเราไม่ได้มาจากคน... มันหนาแน่นเกินกว่าจะเรียกว่าสิ่งมีชีวิต"
"ผมรู้..." กานต์พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น แม้เหงื่อกาฬจะเริ่มซึมตามไรผม ตาสองข้างกวาดมองผ่านเลนส์แว่นกรองแสงพิเศษที่เชื่อมต่อกับระบบ AI วิเคราะห์ภาพความร้อน "ค่าพลังงานตรงหน้าเรามีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง ร่างกายมนุษย์ปกติไม่สามารถสร้างสนามแม่เหล็กแบบนี้ได้... สิ่งที่ทักคุณเมื่อครู่ ไม่ใช่คน"
เงาร่างในความมืดค่อยๆ ขยับเคลื่อนไหว แสงจากตะเกียงเจ้าพายุสาดส่องกระทบโครงกระดูกมนุษย์สวมชุดเสื้อผ้าขาดวิ่นของพรานโบราณ แต่สิ่งที่น่าขนลุกที่สุดคือ ดวงตาของศพนั้นยังคงมีประกายแสงสีเขียวเรืองรองจางๆ และที่คอของมัน แขวนล็อกเก็ตเงินโบราณลวดลายเดียวกับที่รณภพเคยเห็นในแฟ้มคดีลับของพ่อผู้ล่วงลับ
บรรยากาศภายในห้องอัดแน่นไปด้วยความกดดันจนแทบหายใจไม่ออก กานต์หันมามองพรานหนุ่มผู้เงียบขรึม แววตาของนักวิทยาศาสตร์ผู้เชื่อมั่นในเหตุผลเริ่มสั่นคลอน เมื่อตรรกะทั้งหมดในหัวถูกท้าทายด้วยความจริงอันน่าสะพรึงกลัวเบื้องหน้า
"คุณยังยืนยันอยู่ไหมว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียง 'ไสยเวท' ที่อธิบายไม่ได้ด้วยวิทยาศาสตร์?" กานต์เอ่ยถามเสียงเบา ท่ามกลางความเงียบงันที่น่ากลัว
รณภพเหลือบสายตากลับมามองวิศวกรหนุ่ม แววตาของพรานป่าลุ่มลึกและเต็มไปด้วยร่องรอยของอดีต "ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของคุณมีไว้ใช้อธิบายสิ่งที่มนุษย์เข้าใจ... แต่เขตอาถรรพ์ชั้นในที่เรากำลังจะก้าวเข้าไปพรุ่งนี้เช้า มันคือสถานที่ที่กฎฟิสิกส์ถูกฉีกทิ้งเป็นจุล ถ้าคุณยังดื้อดึงจะเอาเครื่องมือวัดพวกนั้นไปพิสูจน์ความจริง คุณจะไม่ได้กลับออกมาแม้แต่กระดูก"
คำพูดเฉียบคมของรณภพราวกับมีดที่กรีดลงบนความหยิ่งทะนงของวิศวกรหนุ่ม ทว่ากานต์กลับไม่ถอย เขายกย่องมุมปากขึ้นเล็กน้อย ฝืนยิ้มเยาะความหวาดกลัวของตนเอง
"ถ้ากฎฟิสิกส์ใช้ไม่ได้ผล... ผมนี่แหละจะเป็นคนเขียนกฎชุดใหม่ขึ้นมาเองครับ ผู้หมวด"
การปะทะคารมทางความคิดหยุดลงชั่วขณะ เมื่อร่างของโครงกระดูกนั้นทรุดฮวบลงกับพื้น พร้อมกับเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ดังขึ้นข้างหูของทั้งคู่พร้อมกัน *“ประตูเปิดแล้ว... จงก้าวเข้ามา”*
เช้าวันใหม่มาถึงอย่างเงียบเชด ไม่มีเสียงนกร้อง ไม่มีแสงอาทิตย์สาดส่อง มีเพียงหมอกหนาทึบสีเทาหม่นที่แผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณชายป่าดิบชื้น รณภพและกานต์ยืนอยู่หน้าแนวเขตป่าต้องห้าม *“ดงพญาไฟ”* แนวเขตสุดท้ายที่กั้นระหว่างโลกแห่งความเป็นจริงกับมิติเร้นลับ
ภารกิจในวันนี้คือการจัดเตรียมเสบียง อุปกรณ์ยังชีพ และอาวุธสำหรับเดินทางยาวนานเจ็ดวันในเขตอาถรรพ์ชั้นใน ซึ่งรณภพรับหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบความพร้อมทั้งหมดอย่างละเอียดถี่ถ้วน
พรานหนุ่มกำลังตรวจเช็กกระสุนอาคมบรรจุพิเศษทีละนัด เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ในความเงียบ เป็นจังหวะเดียวกับที่กานต์กำลังประกอบโดรนสำรวจขนาดจิ๋วที่ติดตั้งเลนส์ตรวจจับพลังงานวิญญาณรุ่นล่าสุด
"กระสุนเงินเคลือบน้ำมันพรายเจ็ดป่าช้า... คุณพกมันไว้ป้องกันตัวไม่ใช่ฆ่าสัตว์ป่าใช่ไหมครับ" กานต์เอ่ยถามพล‐ปรับหน้าจอแท็บเล็ตในมือ สายตาจับจ้องไปที่กราฟพลังงานที่เริ่มปั่นป่วนแม้จะยังไม่ได้ก้าวเท้าเข้าไปในเขตป่า
"ป่านี้ไม่มีสัตว์ป่าธรรมดาให้คุณล่าหรอก ด็อกเตอร์" รณภพตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้น น้ำเสียงเรียบสนทนาแต่แฝงด้วยความจริงจัง "สิ่งที่อยู่ในนั้น... มันรอคอยการกลับมาของพวกเรามานานนับสิบปีแล้ว เสบียงกรังที่คุณแบกมาครึ่งหนึ่ง ถ้าเจอแรงกดดันทางจิตวิญญาณเข้าจริงๆ มันจะเน่าคาเป้ก่อนที่คุณจะได้ตักเข้าปากเสียอีก"
"ผมคำนวณอัตราการเผาผลาญพลังงานและปริมาณสารอาหารมาอย่างดีแล้วครับ พลังงานในร่างกายผมจะเพียงพอต่อการรักษาสติสัมปชัญญะ แม้ในยามที่สมองขาดออกซิเจน" กานต์เถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ รอยยิ้มมั่นใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคายของนักวิชาการหนุ่ม "เทคโนโลยีไม่ได้พึ่งพาแค่โชคชะตาเหมือนไสยศาสตร์ของคุณ"
รณภพเงยหน้าขึ้นมองวิศวกรหนุ่ม ดวงตาคมกريบของพรานป่าฉายแววซับซ้อน เขารู้ดีว่าความมั่นใจที่เกินเหตุของกานต์อาจเป็นเกราะกำบังความกลัว หรืออาจเป็นจุดอ่อนที่จะคร่าชีวิตเจ้าตัวในป่าลึกแห่งนี้ ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ระหว่างคนทั้งสองเปรียบเสมือนฟั่นไฟกับน้ำมัน ที่พร้อมจะลุกโชนขึ้นได้ทุกเมื่อ
"ความมั่นใจเป็นสิ่งที่ดี ด็อกเตอร์" รณภพหยิบมีดพกเล่มโตขึ้นมาลับกับหินลับมีด เสียง *สวบ... สวบ...* ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ "แต่ในเขตอาถรรพ์ ยิ่งคุณมั่นใจมากเท่าไหร่... มันยิ่งชอบหักหาญความมั่นใจของคุณให้แหลกคราบมากเท่านั้น จำคำผมไว้"
ทั้งคู่เงียบไปชั่วขณะ บรรยากาศรอบตัวถูกปกคลุมด้วยความอึดอัดและน่าค้นหา รณภพยื่นยันต์เกราะเพชรสีแดงเข้มให้กานต์หนึ่งแผ่น แม้ว่าวิศวกรหนุ่มจะทำหน้าลังเล แต่สุดท้ายก็ยอมรับมันมาถือไว้ด้วยท่าทีเก้ๆ กังๆ
"พกไว้ที่อกเสื้อซ้าย... อย่าให้หลุดมือเด็ดขาดถ้าไม่อยากให้วิญญาณหลุดจากร่างก่อนเจอเป้าหมาย" รณภพกล่าวเตือนสติ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สะพายปืนลูกซองยาวขึ้นบ่า และหันไปมองทางเดินรกทึบเบื้องหน้าที่กลืนหายไปกับหมอกหนา
กานต์สูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความกล้า ตรวจสอบความเรียบร้อยของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ครั้งสุดท้าย ก่อนจะก้าวเท้าตามหลังพรานหนุ่มผู้ชำนาญทางเข้าไปในพงไพรลึก ท่ามกลางเสียงใบไม้แห้งที่กรอบแกลบใต้ฝ่าเท้า และความเงียบงันที่ราวกับกำลังกลืนกินพวกเขาทีละน้อย
พวกเขาก้าวลึกเข้ามาจนถึงเขตแดนชั้นใน ต้นไม้โบราณขนาดใหญ่หลายคนโอบถูกพันธนาการด้วยเถาสวัลย์สีดำสนิท รากไม้ขนาดมหึมาเลื้อยระเกะระกะบนพื้นดินราวกับงูยักษ์ที่หลับใหล ทันใดนั้น หน้าจอแท็บเล็ตในมือของกานต์ก็เกิดอาการรวนอย่างหนัก ค่าดัชนีพลังงานพุ่งทะยานจนกราฟบนหน้าจอแตกเป็นเส้นตรงสีแดงกระพริบวาบ
"เดี๋ยวก่อน..." กานต์หยุดเดินกะทันหัน ร่างสูงชะงักง้ำ มือข้างที่ถือแท็บเล็ตสั่นเทาเล็กน้อย "รณภพ... คุณเห็นอะไรนั่นไหม?"
พรานหนุ่มหยุดเดินทันที หันกลับมามองตามปลายนิ้วของกานต์ที่ชี้ไปยังโคนต้นไม้ใหญ่เบื้องหน้า
ท่ามกลางรากไม้โบราณที่บิดเบี้ยว มีรอยเท้ามนุษย์เปื้อนโคลนสดๆ ปรากฏขึ้นใหม่ๆ ทีละรอย... รอยเท้าเหล่านั้นไม่ได้มุ่งหน้าเข้าไปในป่าลึก แต่กลับเดินวนรอบจุดที่พวกเขายืนอยู่เป็นวงกลม และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ... รอยเท้าคู่สุดท้าย หยุดลงตรงหน้าพวกเขาราวกับมีคนร่องหนกำลังยืนจ้องมองพวกเขาด้วยระยะประชิด
รณภพหรี่ตาลงทันที สัญชาตญาณพรานป่าส่งสัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤต นิ้วเรียวของเขาปลดล็อกเซפตี้ปืนลูกซองอย่างเงียบเชียบที่สุด
"ไม่ใช่รอยเท้าคน..." รณภพกระซิบเสียงแหบพร่า ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบพุ่มไม้ทึบที่ไหวระริก "และเจ้าของรอยเท้านี้... กำลังยืนอยู่ข้างหลังคุณแล้ว ด็อกเตอร์"
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดนี้ด้วยกันครับ
พรานอาคมปะทะวิศวกรวิญญาณ: เขตแดนสาบสูญ•ตอนที่ 10
ความเงียบก่อนพายุ
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พรานอาคมปะทะวิศวกรวิญญาณ: เขตแดนสาบสูญ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!