หน้าจอเรืองแสงสีฟ้าจัดของเครื่องสเปกตรัมมิเตอร์ในมือ ดร.กานต์ ไม่ได้สะท้อนภาพข้อมูลคลื่นพลังงานความร้อนอย่างที่มันควรจะเป็น แต่มันกลับสะท้อนโครงสร้างกะโหลกศีรษะของมนุษย์ ที่ซ้อนทับอยู่บนพิกัดเดียวกับร่างของเขาเองอย่างไร้รอยต่อ
ความเงียบงันภายในดงทึบของเขตแดนสาบสูญนั้นหนักอึ้งเสียยิ่งกว่าแผ่นเหล็กกล้า รณภพไม่ได้ขยับเขยื้อiเคลื่อนไหว นายพรานผู้ผ่านความเป็นความตายมาโชกโชนยืนนิ่งเป็นรูปปั้นหิน สายตาคมกริบภายใต้ปีกหมวกปีกกว้างจับจ้องกานต์ด้วยความระแวดระวัง ทว่าแฝงไว้ด้วยความเวทนาจาง ๆ ที่ฉายชัดผ่านรอยยับย่นที่หางตา
"คุณบอกว่าวิทยาศาสตร์อธิบายได้ทุกอย่างไม่ใช่หรือครับ ดร.กานต์" เสียงทุ้มต่ำของรณภพดังขึ้น ทำลายความเงียบราวกับคมมีดบาดอากาศ "รวมถึงเงาที่กำลังยืนซ้อนทับลมหายใจของคุณในตอนนี้ด้วยไหม"
กานต์เม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเผือด เหงื่อกาฬเม็ดโตผุดพรายขึ้นตามไรผม แม้อุณหภูมิรอบตัวจะลดต่ำลงจนลมหายใจกลายเป็นไอขาว แต่แผ่นหลังของเขากลับชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ ปลายนิ้วที่ถือเครื่องมือสั่นเทาเล็กน้อย—อาการที่วิศวกรผู้เชื่อมั่นในตรรกะและตัวเลขอย่างเขาไม่เคยแสดงออกมาให้ใครเห็น ตลอดชีวิตการทำงานในห้องแล็บที่ควบคุมสภาพแวดล้อมได้ทุกตารางนิ้ว เขาไม่เคยเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจหรือวิญญาณอาฆาต เขาเชื่อแค่ว่าสิ่งลี้ลับคือความไร้ระเบียบของข้อมูลที่ยังไม่ถูกถอดรหัส
ทว่า ในวินาทีนี้ เครื่องมือราคาแพงที่ผ่านการสอบเทียบมาอย่างดี กลับส่งเสียงร้องเตือนความถี่สูงยาวนาน—สัญญาณเตือนภัยที่ระบุว่า มวลสารของวัตถุสองชิ้นกำลังกินพื้นที่ทับซ้อนกัน
และหนึ่งในนั้น... มีชีพจรเต้นอยู่
"มันเป็นความผิดพลาดของเซ็นเซอร์..." กานต์พยายามเค้นเสียงออกมา แม้เขาจะรู้ดีว่าคำแก้ตัวนั้นฟังไม่ขึ้นแม้แต่กับตัวเอง "สภาพสนามแม่เหล็กไฟฟ้าแถบนี้มีความแปรปรวนสูง... มันทำให้เกิดภาพหลอนในระบบประมวลผล"
"ภาพหลอนคงไม่ทิ้งรอยเท้าไว้บนดินเปียก ๆ ทางด้านซ้ายของคุณหรอกนะครับ" รณภพก้าวเท้าเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว มือขวาวางทักทายอยู่บนด้ามมีดอาคมเหน็บเอวอย่างเป็นธรรมชาติ "และมันคงไม่จ้องมองมาที่เราด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแค้นเคืองแบบนั้น"
กานต์หันขวับไปมองตามทิศทางที่นายพรานเพ่งเล็ง หมอกหนาทึบที่ลอยวนเวียนอยู่ระดับเข่าค่อย ๆ ม้วนตัวแยกออก เผยให้เห็นรอยเท้าเปล่าเปลือยขนาดใหญ่ที่ปรากฏขึ้นบนพื้นดินโคลนทีละรอย... มุ่งตรงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่ รอยเท้านั้นลึกและหนักหน่วง ราวกับแบกรับน้ำหนักของความโกรธเกรี้ยวที่สะสมมานานแรมปี
ภาพเหตุการณ์เมื่อยี่สิบปีก่อนพรั่งพรูเข้ามาในห้วงความคิดของกานต์ราวกับเขื่อนแตก
กลิ่นอับชื้นของดินป่า กลิ่นคาวเลือดจาง ๆ และเสียงคำรามต่ำในลำคอของบางสิ่งที่มองไม่เห็น คือความทรงจำสุดท้ายที่เขามีร่วมกับบิดາ—ดร.เกริกพล นักมานุษยวิทยาผู้ดื้อรั้นผู้เชื่อว่าความลับของป่าแห่งนี้จะเปลี่ยนโลก ในคืนที่พายุโหมกระหน่ำและต้นไม้ใหญ่หักโค่น พ่อของเขาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงกล้องบันทึกภาคสนามตัวเก่าที่หน้าจอแตกละเอียด และรอยขูดขีดบนเปลือกไม้ที่กานต์เพิ่งมารู้ความหมายเอาในวันนี้
'กานต์... จำไว้ว่า บางสิ่งในโลกนี้ไม่ได้เกิดมาเพื่อให้มนุษย์เข้าใจ แต่เกิดมาเพื่อให้เรายอมจำนน'
เสียงของพ่อดังสะท้อนก้องอยู่ในความทรงจำ ชายผู้ซึ่งกานต์เคยคิดมาตลอดว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ ทว่าในวินาทีสุดท้ายก่อนสูญหาย พ่อของเขากลับนั่งคุกเข่าลงบนพื้นดิน ขีดเขียนอักขระแปลกประหลาดด้วยกิ่งไม้ แทนที่จะหยิบเครื่องมือวัดค่าใด ๆ ออกมา
"คุณกำลังคิดถึงท่านอยู่ใช่ไหมครับ" รณภพเอ่ยขึ้นเบา ๆ ราวกับอ่านความคิดของอีกฝ่ายออก "พ่อของคุณไม่ได้หายไปเพราะอุบัติเหตุ และไม่ได้หลงป่าจนเสียชีวิตอย่างที่รายงานทางการระบุไว้หรอกนะครับ"
กานต์เงยหน้าขึ้นสบตากับพรานป่า นัยน์ตาคู่คมของรณภพสะท้อนภาพความจริงที่เจ็บปวด ซึ่งกานต์พยายามปฏิเสธมาตลอดชีวิตการทำงาน
"คุณรู้... อะไรเกี่ยวกับพ่อของผม" กานต์เค้นเสียงถาม ร่างกายสั่นเทาด้วยความโกรธและความกลัวที่ผสมปนเปกันจนแยกไม่ออก
"ผมเป็นคนสุดท้ายที่พยายามดึงท่านกลับออกมาจากเขตแดนนี้เมื่อยี่สิบปีก่อน" รณภพถอนหายใจยาว แววตาคมกริบฉายแววเจ็บปวดที่ถูกเก็บกดไว้ลึกสุดขั้วหัวใจ "ท่านไม่ได้ถูกสัตว์ร้ายทำร้าย และไม่ได้ถูกวิญญาณลักพาตัวไป... แต่พ่อของคุณ 'เลือก' ที่จะแลกเปลี่ยน"
"แลกเปลี่ยนอะไร!"
"แลกเปลี่ยนความทรงจำและลมหายใจของท่าน เพื่อให้คุณ... ลูกชายวัยสิบขวบที่วิ่งหนีไปรออยู่ที่รถในคืนนั้น รอดชีวิตกลับออกไปได้" รณภพจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของวิศวกรหนุ่ม "เขตแดนนี้มีความลับข้อหนึ่งที่พวกนักวิชาการจากเมืองกรุงไม่เคยเข้าใจ... มันไม่ใช่ป่า อาคม หรือคำสาป แต่มันคือ 'เครื่องชั่งน้ำหนักวิญญาณ' ใครที่ก้าวเข้ามาด้วยความโลภหรือความอยากรู้อยากเห็น จะต้องทิ้งบางสิ่งไว้แลกกับการก้าวออกไป และพ่อของคุณ... ทิ้งทุกอย่างแม้กระทั่งตัวตนของท่านเอง เพื่อให้คุณมีสิทธิ์ได้เติบโตมาเป็นวิศวกรผู้ปราดเปรื่องในวันนี้"
เข่าของกานต์ทรุดฮวบลงกับพื้นดินชื้นแฉะ เครื่องสเปกตรัมมิเตอร์ในมือหลุดร่วงกระแทกกับรากไม้จนหน้าจอแตกละเอียด ประกายไฟสีฟ้ากระพริบวูบวาบก่อนจะดับมืดลงสนิท ความจริงที่โถมเข้าใส่ราวกับค้อนเหล็กทุบลงกลางอก ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาโทษตัวเองว่าอ่อนแอ เขาโทษความกลัวที่ทำให้เขาวิ่งหนีไปที่รถในคืนนั้นโดยไม่หันกลับมามอง ทว่าความจริงกลับโหดร้ายกว่านั้นมาก... เขาไม่ได้รอดชีวิตเพราะความบังเอิญ แต่เขารอดเพราะมีลมหายใจของพ่อค้ำจุนอยู่ต่างหาก
"ทำไม..." เสียงของกานต์ขาดห้วง น้ำตาแห่งความคับแค้นและสำนึกผิดรินไหลอาบแก้ม "ทำไมผมถึงจำเรื่องนั้นไม่ได้... ทำไมสมองของผมถึงลบมันออกไป"
"เพราะนั่นคือเงื่อนไขของสัญญา" รณภพย่อตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่ง วางมือใหญ่หนาลงบนไหล่ที่สั่นเทาของกานต์ "ความทรงจำที่เจ็บปวดเกินกว่ามนุษย์จะแบกรับไหว จะถูกกักเก็บไว้ที่นี่ ในผืนป่าแห่งนี้ เพื่อแลกกับตั๋วเดินทางกลับสู่โลกภายนอก... และตอนนี้ คุณกลับเดินย้อนรอยเส้นทางเดิมกลับมาหาคำตอบ ด้วยเครื่องมือชิ้นเดิมที่ไม่มีวันเข้าใจกฎเกณฑ์ของที่นี่"
ในขณะที่กานต์กำลังจมดิ่งอยู่กับความมืดมนทางจิตใจ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้นรอบตัวพวกเขา ไม่ใช่เสียงฝีเท้าคู่เดียว แต่เป็นนับร้อย... เสียงกิ่งไม้หักดังกรอบแกลบ พร้อมกับไอหมอกสีเทาเข้มที่แปรเปลี่ยนเป็นรูปร่างเงาสีดำทึบนับไม่ถ้วน ขยับเข้ามาโอบล้อมพวกเขาไว้จากทุกทิศทาง
รณภพชักมีดอาคมออกจากฝัก แววตาของนายพรานเปลี่ยนเป็นดุดันและเด็ดเดี่ยว เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง กางแขนออกปกป้องชายหนุ่มที่ยังคงคุกเข่าอยู่เบื้องล่าง
"เตรียมตัวให้ดี ดร.กานต์" รณภพกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่น่าเกรงขาม "เพราะตอนนี้... เขตแดนกำลังทวงถามดอกเบี้ยจากสัญญาที่พ่อของคุณทำไว้เมื่อยี่สิบปีก่อน"
สิ้นคำพูดนั้น แสงไฟฉายสปอตไลท์แรงสูงจากปลายทางเดินป่าด้านหน้าก็สาดส่องทะลุผ่านม่านหมอกหนาทึบเข้ามา พร้อมกับเสียงฝีเท้าของใครบางคนก้าวตรงเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าพวกเขา
เงาร่างนั้นสวมชุดสนามมอเตอร์ไซค์เปื้อนโคลน ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกซ่อนอยู่ภายใต้หมวกกันน็อกที่เปิดกระจกขึ้นครึ่งหนึ่ง—ใบหน้าที่มีโครงสร้างและดวงตาคู่เดียวกับ ดร.กานต์ ราวกับส่องกระจกเงา
"ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ... ลูกชาย" เสียงแหบพร่าเอ่ยทักทายขึ้น ท่ามกลางความตกตะลึงจนหัวใจแทบหยุดเต้นของกานต์
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปกับความลับอันดำมืดนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
พรานอาคมปะทะวิศวกรวิญญาณ: เขตแดนสาบสูญ•ตอนที่ 9
เหตุผลที่ต้องรอด
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พรานอาคมปะทะวิศวกรวิญญาณ: เขตแดนสาบสูญ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!