ตีหนึ่งครึ่งในสำนักงานสถาปนิกที่เงียบสงบ เสียงคลิกเมาส์และเสียงแป้นพิมพ์กระทบกันเบา ๆ คือดนตรีประกอบเดียวในความมืดสลัว กวินท์ขยับแว่นสายตาเล็กน้อย นิ้วเรียวกดเซฟไฟล์โมเดลสามมิติครั้งที่เท่าไหร่ของคืนนี้ก็ไม่อาจจำได้ ขอบตาที่เริ่มร้อนผ่าวกับอาการปวดร้าวบริเวณต้นคอกำลังประท้วงอย่างหนักหน่วง แต่เดดไลน์งานโครงสร้างตึกระฟ้าของสัปดาห์หน้าทำให้เขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะพับเปลือกตาลงพัก
"ภีมมาทำอะไรที่นี่ตอนตีหนึ่งครึ่งกันล่ะเนี่ย!"
เสียงอุทานหลุดลอดริมฝีปากแห้งผากทันทีที่เงยหน้าขึ้นแล้วพบกับร่างสูงโปรดของวิศวกรโครงสร้างจอมเนียบ ยืนกอดอกพิงขอบประตูห้องกระจกด้วยสีหน้าบึ้งตึงราวกับโกรธโลกมาสามชาติ ภีมในยามนี้ไม่ได้สวมสูทเนี๊ยบกริบเหมือนตอนประชุม เสื้อเชิ้ตสีเข้มถูกพับแขนขึ้นจนถึงข้อศอก เผยให้เห็นเส้นเลือดปูดโปนและมัดกล้ามเนื้อที่บ่งบอกว่าเจ้าตัวทำงานหนักไม่แพ้กัน ดวงตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยแก้วกาแฟว่างเปล่าสี่ใบ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าซีดเซียวของคนตรงหน้า
"ถ้าสมองนายยังพอมีเซลล์เหลือไว้คิดงาน คงจะรู้ว่าเวลานี้มันเลยเวลาทำการมาหลายชั่วโมงแล้วนะ, กวินท์"
น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะห้วนจัดดังขึ้น ทว่าแววตาที่มองลอดผ่านความมืดกลับไหววูบไปชั่วขณะ—รวดเร็วจนถ้าไม่สังเกตให้ดีกวินท์คงคิดว่าตาฝาด
สถาปนิกหนุ่มแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาสีเข้มฉายแววพยศขึ้นมาทันที ไม่ว่าสถานการณ์จะเหนื่อยล้าแค่ไหน สัญชาตญาณการปะทะฝีปากกับผู้ชายคนนี้ไม่เคยหลับใหล
"อ๋อเหรอคะ คุณวิศวกรผู้ประเสริฐ นึกว่าหลงทางมาจากไซต์งานไหนซะอีก ถึงได้มาเดินตรวจตึกตอนตีสองอย่างไร้สาระแบบนี้ งานโครงสร้างส่วนที่นายแก้มานั่นน่ะ ฉันเพิ่งเคลียร์จบไปเมื่อกี้ต่างหาก ถึงได้ยังต้องนั่งหลังขดหลังแข็งอยู่เนี่ย" กวินท์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงเจือความอวดดีและดื้อรั้นตามสไตล์คนไม่เคยคิดจะก้มหัวให้ใคร
ภีมขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน ขายยาวก้าวเข้ามาในห้องทำงานด้วยจังหวะมั่นคง กลิ่นหอมจาง ๆ ของกาแฟลาเต้อุ่น ๆ และขนมปังอบใหม่ลอยแตะจมูกกวินท์ก่อนที่ร่างสูงจะมาหยุดยืนค้ำหัวโต๊ะทำงานของเขา
"ปากเก่งให้มันตลอดรอดฝั่งเถอะ" ภีมพ่นลมหายใจฮึดฮัดอย่างขัดใจ มือหนากระชากถุงกระดาษสีน้ำตาลจากร้านสะดวกซื้อชื่อดังลงบนโต๊ะทำงาน ทับแฟลชไดร์ฟและแบบแปลนจนกระดาษกระจัดกระจาย "กินซะ ก่อนที่สมองนายจะฝ่อจนคิดงานไม่ออกแล้วมาเป็นภาระให้ฉันต้องแก้ให้อีกรอบ"
กวินท์ก้มมองถุงกระดาษนั้นสลับกับใบหน้าบึ้งตึงของอีกฝ่าย ริมฝีปากบางยกยิ้มหยันขึ้นเล็กน้อย ความซึนเดระ레อันเป็นเอกลักษณ์ของภีมทำเอาเขาอยากจะหัวเราะให้ฟันร่วง แต่ลึก ๆ ในอกข้างซ้ายกลับมีความอบอุ่นแปลกประหลาดไหลซ่านเข้ามาอย่างห้ามไม่อยู่
"อุ๊ย ตายจริง..." กวินท์ลากเสียงยาว จงใจทำหน้าตาตื่นเต้นเกินจริงเพื่อยั่วโมโห "นี่คุณอุตส่าห์ขับรถวนกลับมาซื้อข้าวให้ฉันเหรอคะ นึกว่าเกลียดขี้หน้าฉันจนอยากให้ทำงานจนช็อกตายคาโต๊ะไปซะอีก"
"ใครบอกว่าฉันซื้อให้แกรu..." ภีมรีบเสียงแข็งปฏิเสธทันควัน ใบหน้าคมคายเบือนหนีไปทางกระจกใส มองออกไปยามค่ำคืนเพื่อซ่อนรอยเลือดฝาดที่ลามเลียขึ้นมาถึงใบหู "ฉันแค่แวะซื้อของกินเล่นแถวนี้แล้วมันเหลือ! เลยเอามาทิ้งไว้ให้รกโต๊ะเล่น ๆ เผื่อแกจะสำลักตายไวขึ้น ไม่ได้เป็นห่วงหรอก อย่าหลงตัวเองให้มันมากนักนะ, กวินท์"
"ปากแข็งเป็นหินเลยนะคะ" กวินท์เอ่ยแซوةด้วยดวงתาระยิบระยับ เขายื่นมือไปหยิบถุงกระดาษขึ้นมาเปิดดู ข้างในมีแซนด์วิชแฮมชีสที่ยังอุ่นอยู่และนมอุ่นหนึ่งกล่อง พร้อมโพสต์อิตสีเหลืองเขียนด้วยลายมือหวัด ๆ ว่า *'กินให้อิ่มแล้วก็นอนซะ อย่าให้ฉันต้องมาเห็นแกสลบคาโต๊ะทำงาน'*
ต่อให้ปากจะบอกว่าไม่ได้ห่วง แต่ลายมือที่จงใจเขียนเตือนสติแบบนี้มันฟ้องชัดเจนว่าพ่อคุณคลั่งรักแต่ซอร์ฟแวร์รวนจนพูดดี ๆ ไม่เป็น
กวินท์แกล้งทำเป็นถอนหายใจยาว ๆ "แหม เสียดายจัง นึกว่าทำด้วยความเสน่หา ที่แท้ก็ของเหลือทิ้งนี่เอง แต่ก็นะ... น้ำใจจากคนปากร้าย ใจดีแบบฝืน ๆ ฉันก็จะรับไว้พิจารณาแล้วกันค่ะ"
ภีมหันขวับกลับมามองคนตัวเล็กที่กำลังแกะห่อแซนด์วิชเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างเอร็ดอร่อย ดวงตากลมโตที่พราวระยับด้วยความขบขันนั่นช่างน่าหมั่นไส้จนเขาอยากจะเดินเข้าไปหยิกแก้มใส ๆ นั่นสักทีให้หายมันเขี้ยว แต่สถานะและฟอร์มที่สะสมมานานนับปีค้ำคออยู่ ทำให้เขาทำได้เพียงยืนกอดอกมองนิ่ง ๆ
"กินเสร็จก็รีบไสหัวเข้านอนบนโซฟาซะ งานที่เหลือค่อยว่ากันพรุ่งนี้ อย่าหาว่าฉันไม่เตือน" ภีมสั่งเสียงเข้ม พยายามดึงน้ำเสียงให้กลับมาเย็นชาและเผด็จการเช่นเดิม
"ค่ะ ๆ เจ้าพ่อโปรเจกต์ บัญชามาซะขนาดนี้ ลูกน้องตาดำ ๆ อย่างฉันจะกล้าขัดได้ยังไงล่ะคะ" กวินท์เคี้ยวตุ้ย ๆ พูดจายวนประสาทพลางส่งยิ้มหวานหยดย้อยที่ตั้งใจส่งไปกวนอารมณ์คนตรงหน้าโดยเฉพาะ
บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่เจือจางลงเหลือเพียงความอบอุ่นแปลกปลอมที่อบอวลอยู่รอบตัว ทั้งคู่ต่างเงียบไปชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเบา ๆ และเสียงเคี้ยวอาหารของกวินท์ ภีมยังคงยืนอยู่ที่เดิม ไม่ยอมขยับไปไหน สายตาคมกอดอกมองทุกอิริยาบถของสถาปนิกตัวแสบอย่างเผลอไผล ความอ่อนล้าจากการทำงานมาทั้งวันคล้ายจะมลายหายไปจนหมดสิ้นเพียงแค่ได้ยืนมองคนคนนี้กินข้าวอยู่เงียบ ๆ
"มองอะไรคะ หน้าฉันมีกาวตราช้างติดอยู่เหรอ ถึงได้จ้องไม่วางตา หรือว่าติดใจหน้าตาอันหล่อเหลาของฉันเข้าแล้ว?" กวินท์แกล้งเลิกคิ้วถามพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
ภีมแค่นเสียงหึในลำคอ ก้าวเท้าเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานของกวินท์อย่างรวดเร็ว จนคนนั่งอยู่ต้องเอนตัวหนีตามสัญชาตญาณ ระยะห่างระหว่างกันลดลงจนเหลือเพียงคืบเดียว ลมหายใจอุ่น ๆ ของทั้งสองคนแทบจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันในความเงียบยามดึก
"หล่อเหรอ? ไหน... ขอฉันเช็กดูใกล้ ๆ หน่อยสิ ว่ามีความมั่นใจมาจากไหนถึงได้กล้าพูดแบบนี้" ภีมโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีเข้มของกวินท์ที่เริ่มจะไหววูบลงไปทุกที ฟอร์มที่เคยมีเริ่มสั่นคลอนเมื่อระยะประชิดนี้ทำงานรุนแรงเกินไป
กวินท์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน มือเรียวที่ถือกล่องนมเกร็งแน่นจนเกือบจะบี้มันแบนคาคามือ ปากที่เคยเก่งกาจกลับเม้มเข้าหากันสนิทอย่างหาคำพูดมาโต้เถียงไม่ได้ชั่วขณะ
"นี่คุณ... ถอยไปไกล ๆ เลยนะ ฉันกินข้าวอยู่ เห็นไหม" กวินท์พยายามดันอกแกร่งออกเบา ๆ แต่มีหรือที่แรงของสถาปนิกจะสู้แรงของวิศวกรโครงสร้างได้ ภีมกลับยิ่งขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีก จนหน้าผากแทบจะชนกัน
"ทำไม? กลัวเหรอ... คนปากเก่งเมื่อกี้หายไปไหนซะล่ะ" ภีมกระซิบชิดริมหิมฝีปาก เสียงทุ้มพร่าต่ำจนชวนให้สั่นสะท้านไปทั้งแผ่นหลัง
กวินท์เงยหน้าขึ้นสบตา ปลายจมูกเกือบจะชนกันอยู่รอมร่อ ความดื้อรั้นในตัวถูกปลุกเร้าขึ้นมาอีกครั้ง เขาไม่ยอมให้เกมนี้ภีมเป็นฝ่ายชนะเด็ดขาด
"ใครกลัวกันคะ ฉันแค่กลัวว่าถ้าคุณเข้าใกล้กว่านี้... ฉันจะอดใจไม่ไหวปล้ำคุณแถวนี้ซะก่อนต่างหากล่ะ" กวินท์สวนกลับเสียงพร่า ท้าทายด้วยรอยยิ้มร้ายกาจที่ริมฝีปาก
ภีมชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้นนิดหนึ่งกับความใจกล้าของคนตรงหน้า ทว่าก่อนที่วิศวกรหนุ่มจะได้เอާމุกโต้ตอบอะไรกลับไป...
*กริ๊งงงงงงง!*
เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานของกวินท์แผדเสียงแหลมดังลั่นทำลายความเงียบสงบในยามวิกาลอย่างไม่รู้กาลเทศะ หน้าจอแสดงชื่อผู้โทรเข้าโชว์หรี่แสงสว่างวาบขึ้นมาท่ามกลางความมืด
ทั้งคู่สะดุ้งผละออกจากกันอย่างรวดเร็วราวกับโดนไฟลวก ภีมถอยหลังก้าวหนึ่ง ใบหน้าคมคายกลับมาบึ้งตึงกลบเกลื่อนความเขินอายเมื่อครู่ทันที ส่วนกวินท์รีบยกมือขึ้นเสยผมแก้เก้อ ลมหายใจหอบถี่ด้วยความตื่นเต้นปนหงุดหงิดที่โดนขัดจังหวะ
กวินท์ก้มมองหน้าจอโทรศัพท์ แววตาที่พราวระยับเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นชื่อของบุคคลที่โทรเข้ามาในยามตีสองครึ่งเช่นนี้
นิ้วเรียวกดรับสายด้วยความลังเล กรอกเสียงลงไปเรียบ ๆ "ฮัลโหล มีอะไรด่วนหรือเปล่าครับ... แม่?"
ทันทีที่คำว่า 'แม่' หลุดออกจากปากกวินท์ บรรยากาศรอบตัวก็เย็นเยียบลงในพริบตา ภีมที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ชะงักกึก สีหน้าเคร่งขรึมลงทันทีเมื่อเห็นรอยยิ้มเจื่อน ๆ และแววตาไหววูบที่ปิดไม่มิดของคนตัวเล็ก
(กวินท์... ลูกรีบกลับบ้านมาเดี๋ยวนี้เลยนะ! พ่อกับแม่มีเรื่องสำคัญมาก ๆ ที่ต้องคุยกับลูกเรื่อง... งานแต่งงานของลูกกับน้องสาวคนละแม่คนนั้น!)
เสียงปลายสายกรีดร้องแทบขาดใจ ทว่าทุกประโยคกลับดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบสงบของออฟฟิศ จนภีมที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ได้ยินมันอย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ!
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเติมความหวานและส่งกำลังใจให้พุดดิ้งคาราเมลเสมอนะคะ
เซฟโซนสุดกวนกับมาดขรึมจอมบงการ•ตอนที่ 5
คนปากร้ายที่เอาใจไม่เป็น
ผลงานโดย พุดดิ้งคาราเมล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พุดดิ้งคาราเมล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดกวนกับมาดขรึมจอมบงการ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!