แฟ้มเอกสารปกหนังสีน้ำตาลเข้มหล่นกระแทกพื้นคอนกรีตเสียงดังสนั่น พร้อมกับร่างของ ‘น้ำฝน’ เลขานุการสาวคนสนิทของท่านหัวหน้าวิศวกรที่ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นในสภาพเปียกปอนราวกับลูกนกตกน้ำ กวินท์ผวาเข้าไปรับไหล่บางที่สั่นเทานั้นไว้แทบไม่ทัน หยดน้ำฝนผสมคราบน้ำตาบนใบหน้าซีดเผือดทำให้บรรยากาศหน้าห้องพักคนงานในไซต์ก่อสร้างตึงเครียดขึ้นมาในเสี้ยววินาที
“คุณน้ำฝน! ตั้งสติก่อนค่ะ เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงวิ่งตากฝนมาสภาพนี้” กวินท์ละล่ำละลักถาม พลางใช้มือดึงชายเสื้อคลุมของตัวเองมาซับหยดน้ำที่เกาะตามกรอบหน้าให้อย่างลืมตัว
“คุณกวินท์... ช่วยด้วยค่ะ ฮือ... คุณภีม... คุณภีมเขา...” เลขานุการสาวสะอื้นจนตัวโยน ปลายนิ้วที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งชี้ไปยังโครงสร้างเหล็กโซน C ที่กำลังก่อสร้างชั้นบนสุด “เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ! คนงานเกือบสิบคนประท้วงหยุดงานเพราะเครนยกของขัดข้องเมื่อเช้า แถม... แถมตอนนี้คุณภีมขึ้นไปเคลียร์บนคานเหล็กชั้นเจ็ดคนเดียวท่ามกลางพายุฝนฟ้าคะนองแบบนั้น ฉันห้ามเท่าไหร่เขาก็ไม่ยอมฟังแถมยังไล่ให้ลงมาอีก ฉันกลัว... กลัวว่าเขาจะตกลงมาค่ะ!”
คำบอกเล่าของน้ำฝนทำให้หัวใจของกวินท์กระตุกวูบ ริมฝีปากที่กำลังจะอ้าขึ้นเพื่อต่อว่าความบ้างานอย่างไร้ขีดจำกัดของอีกฝ่ายกลับถูกกลืนหายไปในลำคอ ความโกรธขึงที่สะสมมาตลอดทั้งสัปดาห์มลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความกังวลระคนหงุดหงิดที่ตีรวนขึ้นมาในอก
ให้ตายสิ! ผู้ชายคนนั้นสมองมีแต่เหล็กเส้นกับคอนกรีตเสริมเหล็กหรือไง ถึงได้ไม่รู้จักรักษาวิมานบนหัวของตัวเองบ้างเลย!
“คุณน้ำฝนไปหลบฝนในห้องพักก่อนค่ะ เดี๋ยวทางนี้ฉันจัดการเอง” สถาปนิกหนุ่มสั่งเสียงเฉียบขาด แววตาคู่คมฉายแววเด็ดเดี่ยวอย่างที่หญิงสาวไม่เคยเห็นมาก่อน กวินท์คว้าหมวกนิรภัยสีเหลืองขึ้นมาสวม ล็อคสายรัดใต้คางแน่น ก่อนจะก้าวฉับๆ ออกไปสู่สายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
ระหว่างทางเดินฝ่าโคลนตมมุ่งสู่โซน C ความคิดของกวินท์มีแต่ภาพใบหน้าบึ้งตึงของภีมลอยวนเวียนอยู่ ร่างสูงโปร่งในชุดไปรเวททับด้วยเสื้อกั๊กหน้าตาขวางหูขวางตาคนนั้น มักจะชอบทำตัวเป็นพ่อพระเอกลิเกหลงยุคที่แบกรับโลกทั้งใบไว้บนบ่าเสมอ ทั้งที่ปากก็ร้ายกาจชอบจิกกัดเขาอยู่เรื่อย แต่วันนี้... กลับเอาชีวิตไปแขวนไว้บนเส้นด้ายกลางพายุเสียอย่างนั้น
เมื่อมาถึงลิฟต์ขนของชั่วคราว กวินท์พบว่ามันถูกตัดกระแสไฟเพื่อความปลอดภัย เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องใช้บันไดเหล็กขึ้นไปทีละชั้น ความเหนื่อยล้าจากการปีนป่ายท่ามกลางสายฝนที่สาดซัดทำให้ลมหายใจหอบกระชั้น แต่สัญชาตญาณบางอย่างก็ผลักดันให้เรียวขาคู่นั้นก้าวขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงชั้นที่เจ็ด
ลมกรรโชกแรงพัดปะทะร่างจนเซ กวินท์ยกมือขึ้นปาดหยดน้ำฝนออกจากดวงตา แล้วภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าก็ทำให้ลมหายใจของเขาติดขัด
ร่างสูงของภีมกำลังยืนอยู่บนคานเหล็กเปลือยเปล่าไร้สิ่งป้องกันความปลอดภัยที่ระดับความสูงเกือบย่อมนรก มือข้างหนึ่งถือประแจเลื่อนตัวใหญ่ อีกข้างพยายามเหนี่ยวสลิงเหล็กที่ติดขัดให้เข้าที่ เสื้อเชิ้ตทำงานสีฟ้าอ่อนแนบไปกับแผ่นหลังกว้างเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อที่เกร็งเครียด ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความเสี่ยงที่จะพลัดตกลงไปได้ทุกเมื่อ
“คุณภีม! บ้าไปแล้วหรือไง ลงมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!” กวินท์ตะโกนแข่งกับเสียงคำรามของสายฝนและเสียงฟ้าร้อง
ภีมชะงัก ชายหนุ่มหันขวับกลับมามอง ต้นเสียงด้วยใบหน้าบึ้งตึง ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นที่เปียกชื้นฉายแววหงุดหงิดระคนตกใจอย่างปิดไม่มิด “นายขึ้นมาทำไมวะกวินท์! ที่นี่อันตราย ลงไปรอด้านล่างเดี๋ยวนี้!”
“คนที่ควรลงไปคือคุณต่างหาก! ลงมาคุยกันดีๆ สภาพอากาศแบบนี้ขึ้นมาทำบ้าอะไรตรงนี้ฮึ!” กวินท์ก้าวเข้าไปใกล้ขอบคานอีกนิด ส่งเสียงตวาดกลับด้วยความโมโหที่ปะปนกับความห่วงใยอย่างไม่รู้ตัว “อยากเป็นข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ฐานวิศวกรหัวรั้นตกตึกตายหรือไง หน้าตาก็ดี ไม่คิดว่าสมองจะมีรอยต่อน้อยขนาดนี้นะ!”
“ปากดีนักนะกวินท์!” ภีมกัดฟันกรอด ขยับตัวปีนข้ามโครงเหล็กย้อนกลับมายังพื้นปูนชั้นเจ็ดด้วยความทุลักทุเล สีหน้าของเขายังคงถมึงทึงขณะเดินดุ่มๆ เข้ามาหาจนประชิดตัว “งานมันเสียหาย คนงานประท้วง ถ้าฉันไม่รีบแก้ปัญหานี้ โปรเจกต์พังหมดพอดี นายเป็นสถาปนิกประสาอะไรถึงไม่รู้เรื่องพวกนี้”
“รู้สียิ่งกว่ารู้ค่ะ! แต่ต่อให้โปรเจกต์สำคัญแค่ไหน ถ้าหัวหน้าวิศวกรอย่างคุณหัวใจวายตายหรือหัวฟาดพื้นตายไปก่อน โปรเจกต์มันก็สร้างต่อไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละ!” กวินท์เถียงกลับทันควัน ดวงตากลมโตจ้องเขม็งอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ตัวจะเตี้ยกว่าอีกฝ่ายเล็กน้อยแต่รังสีความพยศไม่เคยลดลงเลยแม้แต่น้อย
ภีมชะงักไปเมื่อเห็นสายตาที่ไหววับด้วยความกังวลซ่อนอยู่ใต้ความดื้อรั้นนั้น สันจมูกโด่งคมกําลังพ่นลมหายใจร้อนๆ ออกมาอย่างสะอิดสะเอียนกับความดื้อด้านของคนตรงหน้า แต่ทว่า... ไหล่กว้างที่เคยตึงเครียดกลับผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
ชายหนุ่มถอนหายใจยาวพรืด ยกมือขึ้นเสยผมที่ชุ่มน้ำฝนลู่ไปกับกรอบหน้า ก่อนจะปรายตามองสภาวะแวดล้อมรอบตัวแล้วพึมพำเบาๆ “ใครใช้ให้เป็นห่วงล่ะ...”
“อะไรนะ ฉันไม่ได้ยิน!” กวินท์ขมวดคิ้วถามสวนทันที
“เปล่า! ฉันบอกว่านายมันน่ารำคาญ เดินเก่งนักนะเรื่องชาวบ้านเนี่ย” ภีมทำปากยื่น ปรับน้ำเสียงให้กลับมาห้วนกระด้างตามเดิมเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกบางอย่างที่กำลังตีรวนในอก “ลงไปได้แล้ว เปียกเป็นลูกแมวตกน้ำอยู่ได้ เดี๋ยวก็เป็นไข้ตายคาไซต์งาน ฉันต้องมาเสียเวลาแบกศพนายอีก”
“ปากคอเราะร้ายจริงนะคุณภีม! คนเขาอุตส่าห์เป็นห่วงวิ่งตากฝนขึ้นมาแทบตาย แทนที่จะขอบคุณสักคำ” กวินท์เบะปากใส่ หมุนตัวเตรียมจะก้าวเดินหนีด้วยความหมั่นไส้ แต่จังหวะนั้นเอง ปลายรองเท้าของเขากลับไปสะดุดเข้ากับเศษลวดเหล็กที่ตกอยู่บนพื้นปูนจนเสียหลัก
“อุ๊ย!”
“ระวัง!”
ภีมไวเสียยิ่งกว่ากวางผา มือหนาคว้าหมับเข้าที่เอวบางของกวินท์แล้วดึงเข้าหาตัวอย่างแรง แรงกระชากนั้นทำให้ร่างทั้งร่างล้มกลิ้งไปชนกันจนเซถลาไปพิงเข้ากับเสาคอนกรีตต้นใหญ่ที่ร่มรื่นพ้นจากละอองฝน
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ท่ามกลางเสียงสายฝนที่ยังคงกระหน่ำซัดสาดด้านนอก กวินท์พบว่าตัวเองกำลังคร่อมอยู่บนตักของภีมโดยมีแขนแกร่งโอบรัดเอวไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก ลมหายใจอุ่นร้อนของทั้งคู่เป่ารดกันจนสัมผัสได้ถึงไออุ่น ระยะห่างระหว่างใบหน้าเหลือเพียงแค่คืบเดียวเท่านั้น
ดวงตาคมกริบของภีมจ้องลึกลงมาในดวงตากลมโตที่เบิกกว้างด้วยความตกใจ แววตาซึนๆ ปากจัดเมื่อครู่นี้หายวับไปกับตา เหลือเพียงประกายความอ่อนโยนที่ลึกล้ำจนน่าใจหาย ประกายไฟประหลาดบางอย่างส파กผ่านความเงียบงัน ทำให้หัวใจของสถาปนิกหนุ่มเต้นรัวระส่ำราวกับตีกลองเพล
“นี่... ปล่อยได้แล้วมั้งคะ” กวินท์กระซิบเสียงเบาหวิว ความร้อนผ่าววิ่งพล่านไปทั่วพวงแก้มขาวเนียนอย่างห้ามไม่อยู่
ภีมไม่ยอมขยับเขยื้อน ปลายนิ้วเรียวที่เปื้อนคราบเขม่าดินสอปัดปอยผมหน้าที่เปียกชื้นแนบแก้มของกวินท์ออกให้อย่างแผ่วเบา สัมผัสที่อ่อนโยนจนผิดวิสัยนั้นทำให้กวินท์ลืมหายใจไปชั่วขณะ
แต่ทว่า... ในจังหวะที่หัวใจกำลังจะเต้นระเบิดออกมาจากอกและบรรยากาศกำลังพาไปสู่ความฟินจิกหมอนสุดขีดนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงพร้อมกับเสียงตะโกนเรียกจากบันไดหนีไฟก็ดังแทรกขึ้นมา
“คุณภีมครับ! คุณกวินท์! อยู่ข้างบนนี้หรือเปล่าครับ หน่วยกู้ภัยมาถึงแล้วนะ-- เฮ้ย!”
ร่างของหัวหน้าคนงานที่โผล่พ้นขอบประตูขึ้นมาหยุดชะงักกึก ดวงตาเบิกโพลงอ้าปากค้างเมื่อเห็นภาพสถาปนิกหนุ่มหน้าหวานกำลังนั่งคร่อมทับวิศวกรจอมเนี๊ยบแนบชิดติดเสาคอนกรีตอย่างไม่ได้นัดหมาย
ภีมและกวินท์สะดุ้งสุดตัวผละออกจากกันราวกับโดนไฟช็อต ใบหน้าของภีมบึ้งตึงขึ้นมาทันทีด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ ส่วนกวินท์รีบพยุงตัวเองลุกขึ้นยืนหน้าแดงก่ำ หันไปมองทางอื่นด้วยความกระอักกระอ่วนใจจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
และก่อนที่ใครจะได้พูดแก้ตัวอะไร เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกั๊กของภีมก็แผדเสียงแหลมสูงขึ้นมาทำลายความเงียบ...
ชายหนุ่มขมวดคิ้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ แววตาที่เคยอ่อนโยนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ
“ว่าไงนะ... ใครเป็นคนสั่งให้รื้อคานฝั่งทิศเหนือ?” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามปลายสายด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นจนกวินท์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ยังต้องหันกลับมามอง
ภีมเงยหน้าขึ้นสบตากวินท์ชั่วครู่ด้วยแววตาที่ซ่อนความลับบางอย่างไว้ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้กวินท์ต้องชะงักค้างกลางอากาศ
**“ยกเลิกคำสั่งทั้งหมด... เพราะตอนนี้ ‘คนสำคัญ’ ของฉันบอกว่าโปรเจกต์นี้จะพังไม่ได้เด็ดขาด”**
---
*ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเติมความหวานและส่งกำลังใจให้น้องกวินท์กับพี่ภีมนะคะ! แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ*
เซฟโซนสุดกวนกับมาดขรึมจอมบงการ•ตอนที่ 7
รอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง
ผลงานโดย พุดดิ้งคาราเมล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พุดดิ้งคาราเมล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดกวนกับมาดขรึมจอมบงการ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!