ริมฝีปากอุ่นร้อนที่ทาบทับลงมาเมื่อครู่ไม่ได้สร้างความตกใจให้กวินท์เท่ากับความจริงที่ว่า หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก สัมผัสกึ่งบังคับกึ่งเอาแต่ใจนั้นทำเอาสถาปนิกหนุ่มผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครถึงกับสมองขาวโพลนไปชั่วขณะ
“อื้อ…”
เสียงประท้วงในลำคอเล็ดลอดออกมาได้แค่นั้น เมื่อวงแขนแข็งแกร่งของวิศวกรจอมบงการรวบเอวบางเข้าหาตัวแน่นขึ้น ราวกับต้องการตอกย้ำสิทธิ์ที่เจ้าตัวก็ยังหาคำอธิบายให้ตัวเองไม่ได้ กลิ่นอายความเป็นผู้ชายผสมผสานกับกลิ่นมินต์จางๆ จากลมหายใจของภีมทำให้กวินท์เคลิบเคลิ้มไปชั่ววินาที ก่อนที่สติอันฉับไวจะดึงเขากลับสู่ความเป็นจริง
เพียะ!
ถึงจะไม่ใช่การตบด้วยฝ่ามือเต็มแรง แต่ปลายนิ้วเรียวที่ผลักอกแกร่งออกไปอย่างแรงก็ทำให้ภีมต้องผละออกด้วยความงุนงง ดวงตาคมกริบฉายแววตื่นตระหนกปนหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะความตั้งใจบ้าบอของตัวเอง
“คุณบ้าไปแล้วหรือไงภีม!” กวินท์หอบหายใจจนอกกระเพื่อม ใบหน้าเนียนขึ้นสีแดงจัดด้วยความโกรธปนเขินอาย มือบางยกขึ้นเช็ดริมฝีปากตัวเองลวกๆ “นี่มันห้องทำงานนะ ไม่ใช่สนามเด็กเล่นที่คุณนึกอยากจะทำอะไรก็ตามใจชอบ!”
“ผมไม่ได้เล่น” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยลอดไรฟัน ดวงตาคมกวาดมองริมฝีปากบวมเจ่อของคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่เจ้าตัวไม่อยากยอมรับ “แล้วคุณจะโวยวายทำไม ในเมื่อคุณเองก็…”
“ก็อะไร!” กวินท์สวนกลับทันควัน นัยน์ตาสองชั้นจ้องเขม็งอย่างไม่ยอมแพ้ “อย่ามามัดมือชกนะวิศวกร! ผมแค่… แค่ตั้งตัวไม่ทันต่างหาก เลิกทำตัวรุ่มร่ามกับผมสักที เราเป็นแค่มืออาชีพที่ต้องทำงานร่วมกัน ไม่ใช่… ไม่ใช่คนรักกัน!”
คำว่า ‘ไม่ใช่คนรักกัน’ กระแทกเข้าโสตประสาทของภีมเข้าอย่างจัง ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงขึ้นทันตาเห็น สันกรามคมขบเข้าหากันจนขึ้นสันนัด ความหงุดหงิดพลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ รู้สึกเหมือนมีก้อนสะสมความอึดอัดตีรวนอยู่ในอกจนหายใจไม่ทั่วท้อง
ให้ตายสิ… เขากำลังหงุดหงิดอะไรวะ? หงุดหงิดที่อีกฝ่ายผลักไส หรือหงุดหงิดที่คำพูดนั้นมันฟังดูใจร้ายเกินไปสำหรับคนที่เพิ่งจะจูบกันเมื่อกี้กันแน่?
“ดี ถือว่าผมทำพลาดก็แล้วกัน” ภีมแค่นหัวเราะในลำคอ ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบตึงเป็นกำแพงน้ำแข็งอีกครั้งเพื่อปกปิดความปั่นป่วนข้างใน “เลิกทำหน้าเหมือนผมจะกินเลือดกินเนื้อคุณได้แล้ว เก็บเอกสารโครงสร้างตรงนั้นแล้วไสหัวออกไปจากห้องผมซะ ก่อนที่ผมจะเปลี่ยนใจทำมากกว่าจูบ”
“คุณ! ไอ้คนเผด็จการ!” กวินท์กัดฟันกรอดด้วยความโมโห กำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ อยากจะฟาดหน้าหล่อๆ ของอีกฝ่ายสักทีให้หายแค้น แต่สุดท้ายก็ทำได้แค่คว้าแฟ้มผลงานบนโต๊ะมากอดไว้แนบอก “ฝันไปเถอะว่าผมจะกลัวคุณ!”
ร่างโปร่งหมุนตัวกระแทกส้นเท้าเดินดุ่มๆ ไปที่ประตูด้วยความฉุนเฉียว มือเรียวกระชากบานประตูเปิดออกอย่างแรงด้วยอารมณ์กรุ่นโกรธ ทว่ายังไม่ทันจะได้ก้าวเท้าพ้นขอบประตูกลับต้องชะงักกึก เมื่อร่างสูงโปร่งของใครบางคนก้าวสวนเข้ามาพอดีจนเกือบจะชนกัน
“อุ๊ps! ขอโทษทีครับ พอดีผมรีบไปหน่อย… เอ๊ะ?”
น้ำเสียงนุ่มทวนกังวานเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มเป็นมิตร กวินท์เงยหน้าขึ้นมองบุคคลมาใหม่ ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดสูทเข้ารูปดูเนี้ยบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใบหน้าคมคายประดับด้วยรอยยิ้มพราวเสน่ห์ และดวงตาคู่คมที่มองตรงมาที่กวินท์ด้วยประกายวิบวับสนใจใคร่รู้
“สวัสดีครับ คุณคือน้องกวินท์ สถาปนิกคนเก่งที่ออกแบบโครงสร้างโปรเจกต์ใหม่ใช่ไหมครับเนี่ย ตัวจริงน่ารักกว่าในรูปถ่ายโปรไฟล์ตั้งเยอะนะเนี่ย”
กรณ์… ลูกชายเจ้าของบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่กำลังจะเข้ามาลงทุนในโปรเจกต์นี้ เอ่ยทักทายด้วยท่าทีสนิทสนมเกินความจำเป็น พร้อมกับยื่นมือมาหมายจะแตะที่ไหล่บางของกวินท์
บรรยากาศในห้องทำงานที่คุกรุ่นอยู่แล้วจากอารมณ์ของภีม พลันลดอุณหภูมิดิ่งลงจนติดลบทันทีในเสี้ยววินาทีนั้น
ภายในห้องที่กว้างขวาง รังสีความเย็นยะเยือกแผ่พุ่งออกมาจากร่างสูงของวิศวกรหนุ่มที่ยืนกอดอกอยู่หลังโต๊ะทำงาน ภีมจ้องมองมือของกรณ์ที่กำลังจะแตะโดนตัวกวินท์ด้วยสายตาวาวโรจน์ ราวกับสัตว์ป่าหวงถิ่นที่พร้อมจะขย้ำใครก็ตามที่กล้าล้ำเส้นเข้ามาในอาณาเขตของตัวเอง
กวินท์ยังไม่ทันได้ถอยหนีหรือเอ่ยปากปฏิเสธความสนิทสนมนั้น มือหนาของใครบางคนก็พุ่งเข้ามาคว้าข้อมือของเขาไว้เสียก่อน แรงดึงมหาศาลทำให้ร่างโปร่งเซถลาถอยหลังกลับเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว จนแผ่นหลังชนเข้ากับอกแกร่งของภีมที่ก้าวเข้ามาประชิดตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
“อุ๊บ… อะไรเนี่ย!” กวินท์อุทานอย่างตกใจเมื่อวงแขนแข็งแรงอีกข้างยื่นโอบเอวเขาไว้แน่นเพื่อดึงให้อยู่ชิดติดกับตัว ปลายจมูกโด่งรั้นชนเข้ากับแผงอกของอีกฝ่ายเต็มรัก
ภีมไม่ได้สนใจเสียงบ่นอุบอิบของคนในอ้อมแขน สายตาคมกริบราวกับใบมีดโกนตวัดมองหน้าแขกไม่ได้รับเชิญที่ยืนยิ้มค้างอยู่หน้าประตู น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยโทนเสียงที่กดต่ำจนน่ากลัว
“คุณกรณ์ มีธุระอะไรถึงได้เดินเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวของวิศวกรโดยไม่เคาะประตู?”
กรณ์กะพริบตาปริบๆ ด้วยความประหลาดใจกับบรรยากาศมาคุที่พุ่งชนหน้าทันทีที่ก้าวเข้ามา แต่รอยยิ้มเจ้าชเอก็ยังคงประดับอยู่บนใบหน้า “โอ๊ะ ผมเคาะแล้วนะฃคุณภีม แต่สงสัยพวกคุณจะเสียงดังข้างในจนไม่ได้ยินมากกว่า… ว่าแต่ ผมแค่อยากจะมาทำความรู้จักกับสถาปนิกคนสำคัญของโปรเจกต์นี้ให้มากกว่าเดิมหน่อยเอง ไม่เห็นต้องทำหน้าดุใส่กันเลยนี่ครับ”
คำว่า ‘ทำความรู้จักให้มากกว่าเดิม’ ของกรณ์ สะกิดต่อมความหวงแหนบางอย่างในตัวภีมเข้าอย่างจัง มือที่โอบเอวบางอยู่กระชับแน่นขึ้นจนกวินท์ต้องนิหน้าด้วยความเจ็บ
“โปรเจกต์นี้ทำงานร่วมกันในฐานะมืออาชีพครับ ไม่จำเป็นต้องทำความรู้จักกันเกินเลยไปถึงเรื่องส่วนตัว” ภีมสวนกลับทันควัน น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมเสียจนกรณ์หุบยิ้มลงเล็กน้อย “แล้วก็… กรุณารักษามารยาทในการเข้าห้องคนอื่นด้วย ครั้งหน้าถ้ายังไม่มีการอนุญาต ผมคงต้องให้ฝ่ายรักษาความปลอดภัยเชิญคุณออกไปข้างนอก”
กวินท์เบิกตากว้างด้วยความตกใจกับท่าทีเกรี้ยวกราดอย่างไร้เหตุผลของวิศวกรหนุ่ม เขาพยายามดิ้นขุกขักเพื่อแกะมือปลาหมึกที่พันธนาการเอวตัวเองอยู่ “นี่คุณภีม ปล่อยผมนะ! คุณเป็นบ้าอะไรเนี่ย ไปพาลใส่เขาทำไม!”
“หุบปากน่ากวินท์!” ภีมก้มหน้าลงมากระซิบชิดใบหูขาวผ่อง เสียงทุ้มดุจัดจนคนฟังถึงกับสะดุ้ง “ถ้าไม่อยากโดนจูบซ้ำรอบสองตรงหน้าไอนี่ ก็ยืนนิ่งๆ แล้วหุบปากซะ!”
คำขู่หน้าไม่อายนั้นทำเอากวินท์เลือดขึ้นหน้า ใบหน้าร้อนผ่าวด้วยความโกรธปนเขินจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ส่งค้อนวงใหญ่ให้คนตัวโตที่ทำตัวเอาแต่ใจยิ่งกว่าเด็กๆ
กรณ์มองภาพความสนิทสนมเกินงามตรงหน้าด้วยแววตาที่ฉายแววครุ่นคิด รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปากอีกครั้งก่อนจะหัวเราะเบาๆ ในลำคอ
“อ่า… เข้าใจแล้วครับ ดูท่าทางผมคงจะเข้ามาขัดจังหวะเวลาส่วนตัวของพวกคุณสินะ งั้นผมไม่กวนแล้วดีกว่า เชิญตามสบายนะครับคุณภีม… แล้วเจอกันนะฃคุณสถาปนิกคนเก่ง”
พูดจบกรณ์ก็ยอมหมุนตัวเดินถอยหลังออกไปจากห้องอย่างอารมณ์ดี พร้อมกับปิดประตูกระจกฝ้าลงเบาๆ ทิ้งให้ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง
ทว่าความเงียบครั้งนี้กลับอบอวลไปด้วยกระแสอารมณ์บางอย่างที่คุกรุ่นและอันตรายยิ่งกว่าเดิม
กวินท์รีบศอกกลับไปที่หน้าท้องของคนข้างหลังทันทีเมื่อหลุดพ้นจากสายตาคนนอก ภีมส่งเสียง “อัค” ออกมาเบาๆ ก่อนจะยอมคลายวงแขนออกอย่างไม่เต็มใจนัก สถาปนิกหนุ่มถอยกรูดไปยืนห่างออกไปหลายก้าว ดวงตากลมโตจ้องมองวิศวกรจอมบงการด้วยความเหลืออด
“คุณมันประสาทไปใหญ่แล้วภีม! ไปพาลใส่เขาทำไม เขาเป็นลูกค้านะเว้ย!”
“ผมไม่ได้พาล” ภีมลอยหน้าลอยตาตอบ เสียงทุ้มเรียบเฉยราดรดลงบนกองเพลิงความโกรธของกวินท์ให้ลุกโชนขึ้นไปอีก “ผมแค่แสดงสิทธิ์ในฐานะหัวหน้าโปรเจกต์ ที่ไม่อยากให้ลูกน้องตัวเองไปอ่อยเรี่ยราดใส่ใครหน้าไหนทั้งนั้น”
“ใครอ่อย! พูดจาให้มันดีๆ นะคุณ!” กวินท์ชี้หน้าคาดโทษ อกกระเพื่อมด้วยความโกรธจัด “ผมยืนคุยอยู่ดีๆ ของผม เป็นคุณต่างหากที่วิ่งเข้ามาระรานเขา… หรือว่า… หรือว่าคุณ…”
สถาปนิกหนุ่มหรี่ตามองคนตรงอย่างจับผิด รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปากบางเมื่อสมองอัจฉริยะประมวลผลเหตุการณ์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน
“หรือว่าคุณ… หึงผมหรอวิศวกร?”
คำถามนั้นราวกับลูกธนูที่พุ่งปักเข้ากลางใจของภีมอย่างแม่นยำ ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยนิ่งสงบมาตลอดชะงักกึกไปชั่วขณะ สันกรามคมขบเข้าหากันแน่นขึ้น ดวงตาคู่คมไหววับด้วยความรู้สึกที่ถูกจับไต๋ได้คาหนังคาเขา
ภีมพ่นลมหายใจออกมาทางจมูก ปรับสีหน้าให้กลับมาเย็นชาแล้วเชิดหน้าขึ้นปฏิเสธเสียงแข็ง
“เพ้อเจ้อ! ใครจะไปหึงคนปากจัดอย่างคุณ ฝันไปเถอะ!”
“อ๋อหรอ?” กวินท์ก้าวเข้าไปใกล้ทีละก้าว รอยยิ้มท้าทายระบายบนใบหน้าสวย “ถ้าไม่ได้หึง แล้วเมื่อกี้ทำหน้าเหมือนจะกินหัวเขาทำไมล่ะ แถมยังลากผมเข้ามากอดซะแน่นราวกับกลัวใครจะแย่งไปซะขนาดนั้น”
“ผมแค่รำคาญสายตาน่ารำคาญของมัน!” ภีมเผลอขึ้นเสียงใส่เพื่อกลบเกลื่อนความร้อนผ่าวที่เริ่มลามเลียขึ้นมาถึงใบหู “แล้วก็เลิกเดินเข้ามาใกล้ผมสักที ถอยไป!”
“ไม่ถอย! จนกว่าคุณจะยอมรับความจริง…” กวินท์หยุดยืนประชิดตัวภีม ระยะห่างระหว่างกันเหลือเพียงคืบเดียว ดวงตากลมโตพราวระยับด้วยความสนุกสนานที่ได้เป็นฝ่ายต้อนคนปากแข็งให้จนมุม “ยอมรับมาสิภีม ว่าคุณกำลังหึงผมจนหัวหมุนอยู่ใช่ไหมล่ะ?”
ภีมจ้องมองใบหน้าหวานที่อยู่ห่างแค่เอื้อม ลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดกันทำให้สติที่ควบคุมไว้อย่างดีเริ่มสั่นคลอน ดวงตาคมกริบมองสำรวจริมฝีปากที่ยังคงบวมเจ่อจากฝีมือของเขาเมื่อครู่ ความอดทนเส้นสุดท้ายที่ขึงตึงไว้ขาดผึงลงในวินาทีนั้นเอง
มือหนาคว้าหมับเข้าที่เอวบางของกวินท์อีกครั้งด้วยความรวดเร็วราวดักจับเหยื่อ ก่อนจะดึงร่างโปร่งเข้ามาประชิดตัวจนแนบสนิท ปลายจมูกชนกันจนแทบจะหลอมละลายรวมเป็นร่างเดียว
กวินท์เบิกตากว้างด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าคนปากแข็งจะกล้าสวนกลับด้วยวิธีนี้ “เฮ้ย! คุณ…”
“ใช่… ผมหึง”
เสียงทุ้มต่ำเอ็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่อยู่ห่างกันเพียงไม่กี่มิลลิเมตร น้ำเสียงนั้นจริงจัง หนักแน่น และเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อัดอั้นจนกวินท์ต้องกลืนคำพูดที่เหลือลงคอไปทันที
“ผมหึงจนแทบคลั่ง ตั้งแต่ไอ้บ้านั่นมันมองคุณด้วยสายตาแบบนั้นแล้ว… พอใจหรือยัง?”
ดวงตาสองคู่ประสานกันนิ่งท่ามกลางความเงียบงันที่กลับมาปกคลุมห้องทำงานอีกครั้ง หัวใจของคนทั้งคู่เต้นรำไปกับจังหวะเดียวกันอย่างบ้าคลั่ง
ทว่าในจังหวะที่กวินท์กำลังจะอ้าปากเอ่ยอะไรบางอย่างออกมา เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานของภีมก็แผดเสียงดังลั่นลายความเงียบขึ้นมาขัดจังหวะวิกฤตินั้นทันที!
ภีมขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดสุดขีด ปรายตามองหน้าจอโทรศัพท์ที่สว่างวาบขึ้นพร้อมชื่อสายเรียกเข้าที่ไม่ได้รับเชิญ ก่อนที่ดวงตาคมจะหันกลับมามองสถาปนิกคนเก่งที่กำลังยืนอึ้งค้างอยู่ในอ้อมแขน
และในวินาทีที่ภีมกำลังจะกดตัดสายทิ้งแล้วก้มลงปิดปากคนตรงหน้าให้หายหมั่นไส้ ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาทอีกครั้ง พร้อมกับเสียงใสแจ๋วของบุคคลที่สามที่ก้าวเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต
“พี่ภีมคะ! แย่แล้วค่ะ เกิดเรื่องใหญ่ที่ไซต์งานก่อสร้างแล้วค่ะ!”
ขอบคุณที่ติดตามและอยู่เคียงข้างความฟินนี้ไปด้วยกันนะคะ พุดดิ้งคาราเมลซึ้งใจมากๆ เลยค่ะ!
เซฟโซนสุดกวนกับมาดขรึมจอมบงการ•ตอนที่ 9
ใครจะไปยอมคนแบบนั้น
ผลงานโดย พุดดิ้งคาราเมล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พุดดิ้งคาราเมล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดกวนกับมาดขรึมจอมบงการ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!