"ถ้าคุณยังยืนมองหน้าผมด้วยสายตาแบบนั้นอีกทีเดียว... ผมรับรองว่างานแบบร่างตึกเอ็กซ์คลูซีฟนั่น จะถูกพับเก็บใส่ลิ้นชักแล้วโยนลงแม่น้ำเจ้าพระยาซะเดี๋ยวนี้แหละครับคุณกวินทร์"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความแหบพร่าเล็กน้อยดังขึ้นทำลายความเงียบอันน่าอึดอัดในห้องประชุมย่อย ธันวาไม่ได้ขยับตัวไปไหน ร่างสูงยังคงยืนพิงสะโพกติดกับขอบโต๊ะทำงานสีเข้ม ระยะห่างระหว่างเขากับคนตรงข้ามเหลือเพียงแค่ก้าวเดียว แต่บรรยากาศรอบตัวกลับแผ่ซ่านความร้อนระอุออกมาอย่างชัดเจน
กวินทร์สะดุ้งสุดตัวราวกับถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูงช็อตเข้าที่สันหลัง ร่างเพรียวรีบเบือนหน้าหนีไปมองกระดานไวท์บอร์ดที่ว่างเปล่าอย่างไร้จุดหมาย สองมือเรียวกำเข้าหากันแน่นจนข้อต่องอขาวซีด หัวใจในอกเต้นรำกระหน่ำรุนแรงจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมัน
ให้ตายสิ... เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้นวะ?
อินทีเรียดีไซเนอร์หนุ่มกัดริมฝีปากล่างเบาๆ เพื่อเรียกสติ เหตุการณ์เมื่อครู่ที่เกือบจะริมฝีปากชนกัน ยังคงฉายซ้ำไปซ้ำมาในหัวราวกับเทปวิดีโอที่ถูกกดรีเพลย์ กลิ่นอายความเป็นผู้ชายสะอาดๆ เจือกลิ่นชาเขียวอ่อนๆ จากตัวของสถาปนิกหนุ่มจอมหยิ่งยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูก มันไม่ใช่ความรู้สึกรังเกียจ แต่มันคือความตื่นตระหนกที่พุ่งทะยานจนควบคุมระบบประสาทไม่ได้
"ใครมองคุณกัน อย่าหลงตัวเองให้มันมากนักเลยครับคุณธันวา" กวินทร์เค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามดึงความมั่นใจและมาดเจ้าปะทะกลับคืนมาอย่างยากลำบาก เขาก้าวถอยหลังไปอีกสองก้าวเพื่อสร้างระยะห่างที่ปลอดภัย ก่อนจะหันกลับมาเชิดหน้าสู้ "ผมแค่กำลังคิดอยู่ต่างหาก ว่าสมองระดับหัวกะทิของสถาปนิกเบอร์หนึ่งอย่างคุณ ทำไมถึงคิดดีไซน์ผนังกระจกรับแดดทิศตะวันตกมาให้ผมแก้งานจนหัวหมุนได้ขนาดนี้"
ธันวาหรี่ตามองคนปากแข็งที่ตอนนี้ใบหูแดงก่ำลามไปถึงต้นคอ รอยยิ้มมุมปากถูกจุดขึ้นอย่างนึกขัน แม้ว่าท่าทีของอีกฝ่ายจะพยายามทำเป็นเก่งและไม่สะทกสะท้าน แต่ท่าทางยืนเกร็งจนไหล่ตั้งตรงนั้นฟ้องชัดเจนว่ากวินทร์กำลังรวนเรแค่ไหน
"ปากเก่ง" ธันวาพ่นคำนี้ออกมาสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มแต่น่าหมั่นไส้ ก่อนจะผละตัวออกจากขอบโต๊ะแล้วก้าวเข้าไปหาช้าๆ "ปากเก่งแบบนี้... ไม่น่าเชื่อว่าจะยืนแข็งเป็นหินตอนที่หน้าเราห่างกันแค่คืบเมื่อกี้"
"คุณธันวา!" กวินทร์หันขวับมาถลึงตาใส่ ใบเนียนร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ จนต้องยกมือขึ้นปัดป้องราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะเข้ามาประชิดตัวอีก "ถอยไปเลยนะ ห้ามเดินเข้าใกล้ผมเกินรัศมีหนึ่งเมตรเด็ดขาด นี่คือมาตรการความปลอดภัยในการทำงานร่วมกัน!"
"มาตรการความปลอดภัย?" ธันวาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ดวงตาคมกริบกวาดมองสำรวจร่างโปร่งตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาวาววับที่ทำเอาคนถูกมองรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ "แปลกนะครับ ปกติคุณกวินทร์ดูจะเป็นพวกชอบท้าทายกฎเกณฑ์และข้อจำกัดทุกอย่างบนโลกใบนี้ ทำไมพอเป็นเรื่องระยะห่างระหว่างเรา ถึงต้องตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาเองล่ะครับ"
คำพูดแทงใจดำนั้นทำเอากวินทร์พูดไม่ออก เขาอ้าปากพะงาบๆ เหมือนปลาขาดน้ำ สมองที่เคยประมวลผลแปลนภายในอาคารได้อย่างรวดเร็ว กลับชะงักงันและว่างเปล่าเมื่อเจอสายตาคมกลาของสถาปนิกหนุ่มจอมเจ้าเล่ห์
จริงอย่างที่อีกฝ่ายว่า... ทำไมเขาต้องตื่นตระหนกขนาดนั้น? ทำไมหัวใจถึงต้องเต้นผิดจังหวะให้กับผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคู่กัดตลอดกาลคนนี้ด้วย?
บรรยากาศในห้องประชุมกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่ความตึงเครียดจากการถกเถียงเรื่องงานออกแบบ หากแต่มันคือความอัดแน่นของกระแสความรู้สึกแปลกประหลาดที่ทั้งคู่ต่างก็พยายามซ่อนไว้ใต้หน้ากากความเย่อหยิ่ง
ธันวาหยุดยืนห่างจากกวินทร์เพียงแค่ก้าวเดียว ดวงตาสีเข้มคู่นั้นมองลึกเข้ามาในดวงตาของอินทีเรียหนุ่ม ความเงียบที่โรยตัวลงมาระหว่างพวกเขามีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้เสียงหายใจของกันและกันกลายเป็นเสียงเดียวที่ดังชัดเจนที่สุดในห้อง
"งานโปรเจกต์นี้..." ธันวาเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย แววตาคมกริบฉายประกายความจริงจังที่หาดูได้ยาก "เราสองคนต้องทำงานร่วมกันอีกนานครับคุณกวินทร์ ถ้ามัวแต่ทำตัวไม่ถูกแล้วหลบหน้ากันแบบนี้ งานคงไม่เสร็จตามกำหนดแน่"
กวินทร์เม้มริมฝีปากแน่น สมองเริ่มกลับมาทำงานปกติทีละนิด เขาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวในน้ำเสียง "ใครบอกว่าผมหลบหน้าคุณ ผมแค่... จัดลำดับความสำคัญของงานต่างหากเล่า"
"อ้อเหรอครับ" ธันวาหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นพร่าเล็กน้อยอย่างน่าฟัง "งั้นลำดับความสำคัญข้อแรกของคุณตอนนี้ คือการนั่งลงแล้วฟังผมอธิบายเหตุผลว่าทำไมต้องใช้กระจกเงาตัดแสงตรงผนังฝั่งนั้น... ดีไหมครับ?"
กวินทร์ชะงักไปนิด เขามองหน้าสถาปนิกหนุ่มที่ตอนนี้กลับมาอยู่ในโหมดจริงจังเรื่องงานอย่างรวดเร็ว แม้ว่าแววตาพราวระยับคู่นั้นจะยังคงซ่อนความเจ้าเล่ห์เอาไว้ไม่มิดก็ตาม
"ก็ได้..." กวินทร์ยอมจำนนด้วยเหตุผล เขาเดินกลับไปนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม พยายามจัดเอกสารในมือให้เข้าที่เพื่อซ่อนมือที่ยังคงสั่นน้อยๆ "เชิญบรรยายสรรพคุณงานสถาปัตยกรรมของคุณมาได้เลยครับ ผมพร้อมจะจับผิดทุกจุดอยู่แล้ว"
ธันวายกยิ้มมุมปาก เดินกลับมานั่งประจำที่ของตัวเองฝั่งตรงข้าม ร่างสูงโน้มตัวไปข้างหน้าวางข้อศอกลงกับโต๊ะ สายตาคมปลาบจับจ้องมองอินทีเรียหนุ่มที่พยายามทำเป็นนิ่งเฉยแต่ใบหน้ายังคงมีร่องรอยความเขินอายหลงเหลืออยู่
การทำงานดำเนินต่อไป ท่ามกลางบรรยากาศที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ความเกร็งขรึมและท่าทีตั้งแง่รังเกียจกันแบบในตอนแรกได้ถูกแทนที่ด้วยความเงียบที่เจือรอยยิ้มจางๆ และสายตาที่แอบมองกันและกันเป็นระยะอย่างระมัดระวัง
เวลาผ่านไปร่วมชั่วโมงจนกระทั่งแบบร่างและการปรับแก้ดีไซน์เกือบจะลงตัว ธันวาเงยหน้าขึ้นจากกระดาษแปลนแผ่นใหญ่ กำลังจะเอ่ยปากสรุปงานประเด็นสุดท้าย ทว่า...
*ก๊อกๆๆ!*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดกัน ก่อนที่บานประตูห้องประชุมจะถูกผลักเปิดออกอย่างถือวิสาสะโดยไม่รอให้อินทีเรียหรือสถาปนิกเจ้าของห้องอนุญาต
"พี่ธันวาคะ! อยู่นี่เอง หนูตามหาซะทั่วเลย..."
เสียงหวานใสที่คุ้นเคยดังแทรกเข้ามา พร้อมกับร่างเพรียวบางของหญิงสาวในชุดเดรสแฟชั่นทันสมัยที่ก้าวฉับๆ เข้ามาในห้อง ดวงตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับด้วยความดีใจ เธอตรงดิ่งเข้าไปหาธันวาโดยไม่สนใจสายตาของคนที่นั่งอยู่ก่อนเลยแม้แต่น้อย
กวินทร์ชะงักค้าง มือที่กำลังถือปากกาอยู่หยุดนิ่งสนิท เขาดึงสายตากลับมามองผู้มาใหม่ รอยยิ้มที่เคยมีจางหายไปจากใบหน้าทันที ถูกแทนที่ด้วยความเรียบเฉยที่เย็นชา
ธันวาขมวดคิ้วมุ่น สีหน้าเรียบเฉยเปลี่ยนเป็นความไม่สบอารมณ์อย่างชัดเจนเมื่อเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่ถือวิสาสะเข้ามาขัดจังหวะสำคัญ
"พิมพ์มาทำไมที่นี่?" ธันวาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เยียบเย็นจนน่ากลัว
พิมพ์ชนก—ลูกสาวนักลงทุนรายใหญ่และคู่หมั้นที่ผู้ใหญ่ทางบ้านหมายตาไว้ให้ธันวา—ส่งยิ้มกว้างให้ชายหนุ่มโดยไม่แยแสต่อบรรยากาศมาคุในห้องเลยแม้แต่น้อย เธอกวาดสายตามองกวินทร์หัวจรดเท้าด้วยแววตาเหยียดหยามเล็กน้อย ก่อนจะหันไปเกาะแขนแกร่งของธันวาแน่น
"ก็คุณพ่อบอกว่าให้พิมพ์แวะเอาเอกสารสำคัญมาให้พี่ธันวาที่นี่ไงคะ แล้วอีกอย่าง... พิมพ์คิดถึงพี่ธันวาด้วย ไม่ได้เจอกันตั้งหลายวัน" เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
กวินทร์มองภาพนั้นแล้วรู้สึกแปลกๆ ในอก มันไม่ใช่ความหึงหวง แต่มันคือความรู้สึกสะกิดใจบางอย่างที่บอกว่าเขากำลังกลายเป็น 'ส่วนเกิน' ในพื้นที่ตรงนี้ทันทีที่ผู้หญิงคนนี้ก้าวเข้ามา
อินทีเรียหนุ่มผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง รวบเอกสารทั้งหมดบนโต๊ะเข้าหากันอย่างเป็นระเบียบด้วยท่าทางนิ่งสงบ
"ในเมื่อพวกคุณมีธุระส่วนตัวกัน..." กวินทร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งสนิท ดวงตาสีอ่อนมองตรงไปที่ธันวาที่กำลังพยายามแกะมือของพิมพ์ชนกออกจากแขนของตัวเอง "งั้นผมขอตัวก่อนดีกว่าครับ เรื่องแบบร่างที่เหลือ ส่งอีเมลมาสรุปให้ผมตอนเย็นก็แล้วกัน"
"เดี๋ยวก่อนครับคุณกวินทร์!" ธันวารีบผุดลุกขึ้นยืนตาม ดวงตาคมกริบฉายแววร้อนรนอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นกวินทร์กำลังจะหมุนตัวเดินหนีออกไป
แต่กวินทร์กลับไม่หันกลับมามอง เขาก้าวเดินฉับๆ ไปที่ประตูห้องประชุม ทิ้งให้ธันวายืนค้างอยู่กับที่ ท่ามกลางเสียงเรียกของพิมพ์ชนกที่ดังระรัวอยู่ข้างกาย
และในวินาทีที่มือเรียวเอื้อมไปแตะลูกบิดประตูกำลังจะผลักออกไปนั้นเอง เสียงทุ้มต่ำและเด็ดขาดของธันวาก็ดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลัง ทะลุกรรมแพงความเงียบเข้ามาราวกับจะหยุดทุกย่างก้าวของเขา
"ถ้าคุณก้าวออกไปจากห้องนี้ตอนนี้... ผมจะถือว่าเรายังมีเรื่องที่ 'เคลียร์กันไม่จบ' และผมจะตามไปเคลียร์กับคุณถึงห้องทำงานส่วนตัวของคุณเดี๋ยวนี้ครับ!"
กวินทร์หยุดชะงักมือที่กำลังจะบิดลูกบิด หัวใจกระตุกวูบด้วยความตกใจกับคำประกาศกร้าวที่ไร้ความเกรงใจใครหน้าไหนของสถาปนิกหนุ่มจอมเผด็จการคนนี้!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความซับซ้อนของหัวใจและงานดีไซน์ที่ไม่มีวันลงตัวนี้นะครับ
เซฟโซนสุดกวนกับก๊วนสถาปนิกจอมหยิ่ง•ตอนที่ 21
ระยะห่างที่หายไป
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดกวนกับก๊วนสถาปนิกจอมหยิ่ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!