"ถ้ายังยืนจ้องหน้าผมด้วยสายตาแบบนั้นอีกทีเดียว... ผมจะถือว่าคุณอยากชดเชยเรื่องเมื่อกี้ด้วยวิธีอื่นนะครับ, คุณกวินทร์"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความแหบพร่าเล็กน้อยดังขึ้นทำลายความเงียบในห้องประชุมร้างที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์ระทึกขวัญมาหมาดๆ กวินทร์สะดุ้งสุดตัวราวกับถูกไฟช็อต รีบผลักอกแกร่งออกห่างอย่างแรงจนเซถอยหลังไปสองก้าว ใบหน้าหวานแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู ร่างบางหอบหายใจไม่เป็นจังหวะ มือเรียวกำหมัดแน่นพยายามควบคุมสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับเข้าที่ ขณะที่ธันวาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความขัดใจอย่างที่สุด ดวงตาคมกริบตวัดมองไปยังต้นเสียงฝีเท้าหน้าห้องก่อนจะหันกลับมามองคนตรงหน้าที่กำลังยืนเม้มริมฝีปากแน่น
ให้ตายสิ... บรรยากาศเมื่อกี้มันเกือบจะเลยเถิดไปไกลโขแล้ว ถ้าไม่มีเสียงตึกตักของฝีเท้าภายนอกดังแทรกเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน เขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตัวเองจะยั้งใจไว้ได้นานแค่ไหน
"คุณ... พูดบ้าอะไรของคุณเนี่ย!" กวินทร์เค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตากลมโตตวัดมองค้อนค้อนขวับ ปากอิ่มเชิดขึ้นอย่างถือดีเพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวในอก "สมองสถาปนิกอย่างคุณนี่มันมีแต่วัดขนาดความกว้างยาวกับเรื่องไร้สาระรึไง ถึงได้ชอบฉวยโอกาสในสถานการณ์บีบแบบนี้!"
"ผมไม่ได้ฉวยโอกาสครับ" ธันวาตอบเสียงเรียบ สีหน้าเย็นชาไร้ระลอกคลื่นราวกับเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่หัวใจในอกข้างซ้ายกำลังเต้นโครมครามผิดจังหวะ "ผมแค่ยืนยันสิทธิ์ในพื้นที่ส่วนตัวของผม... ซึ่งบังเอิญว่าคุณเป็นคนก้าวข้ามเส้นเข้ามาเองต่างหาก"
"เส้นบ้าอะไรเล่า! ผมแค่วิ่งหลบกองเอกสารที่จะล้มทับต่างหาก ใครจะไปพิศวาสยืนใกล้คุณกัน"
"อ๋อเหรอครับ..." ธันวาก้าวเท้าเข้าไปประชิดตัวทีละน้อยอย่างคุกคาม ร่างสูงใหญ่ในชุดเชิ้ตพับแขนดูทรงพลังและกดดันคนตัวเล็กกว่าให้ต้องถอยหลังจนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังห้องเย็นเฉียบ "แล้วทำไมหูถึงแดงลามไปถึงต้นคขนาดนั้นล่ะครับคุณอินทีเรียร์ หรือว่าแอร์มันเสีย?"
กวินทร์นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ สมองประมวลผลไม่ทันกับความหน้ามึนหน้าตายของอีกฝ่าย ธันวานี่มันธันวาจริงๆ คนอะไรทั้งปากแข็ง เย็นชา แถมยังชอบต้อนคนอื่นจนมุมด้วยสายตาคู่นั้นอยู่เรื่อย มือแกร่งข้างหนึ่งยกขึ้นทาบกับผนังด้านข้าง กักขังคนตัวเล็กไว้ในอาณาเขตของตัวเองอย่างจงใจ
ห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่มีเพียงแสงไฟสลัวจากหลอดนีออนกะพริบ ทำให้บรรยากาศระหว่างพวกเขาร้อนระอุขึ้นมาอย่างประหลาด กลิ่นน้ำหอมจางๆ เจือกลิ่นชาเขียวจากตัวธันวาผสมผสานกับกลิ่นกระดาษและฝุ่นจางๆ กลายเป็นความคุ้นเคยที่กวินทร์เริ่มจะเกลียดเข้าไปทุกที... เกลียดที่มันทำให้หัวใจเจ้ากรรมเต้นแรงจนควบคุมไม่ได้
"ถอยไปนะธันวา..." น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวเริ่มอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว เมื่อดวงตาคมกริบคู่นั้นทอดมองลงมาด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะหยั่งถึง มันไม่ใช่แววตาดุดันหรือเยาะ 100% แต่มันมีความอ่อนล้าและความโดดเดี่ยวฉาบอยู่จางๆ
ธันวาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นแววตาไหววูบของคนตรงหน้า ความถือดีและมาดขรึมที่เคยสร้างเป็นกำแพงหนาเตอะพังทลายลงในเสี้ยววินาที เขาถอนหายใจยาวออกมาราวกับยอมจำนนต่อความพ่ายแพ้ ยอมลดมือที่กักขังไวกลงข้างลำตัว แล้วทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานตัวใกล้ที่สุดอย่างไร้เรี่ยวแรง
"เหนื่อยใช่ไหมล่ะครับ" ธันวาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงราบเรียบแต่กลับเต็มไปด้วยความนัยบางอย่างที่ทำให้กวินทร์ต้องขมวดคิ้ว
"หมายความว่ายังไง"
"โปรเจกต์รีโนเวตห้างสรรพสินค้าเก่าของตระกูลวรโชติ... แบบที่ส่งไปรอบแรกโดนตีกลับมาหมดเกลี้ยงใช่ไหมล่ะครับ" ธันวาปรายตามองกองกระดาษร่างแบบบนโต๊ะที่ถูกขยำทิ้งระเกะระกะ "คุณถึงได้หงุดหงิดใส่ทุกคนตั้งแต่เช้า และทำตัวเป็นเม่นคอยกางขนใส่ผมตลอดเวลา"
กวินทร์เม้มปากแน่น ความลับที่พยายามปกปิดและแบกรับไว้คนเดียวถูกมองทะลุปรุโปร่งด้วยสายตาของคู่ปรับตลอดกาล ความรู้สึกอึดอัดแล่นพล่านขึ้นมาในอกจนจุกแน่น อินทีเรียร์หนุ่มหันหน้าหนี มองไปนอกหน้าต่างกระจกที่สะท้อนภาพเงาของตัวเอง
"มันไม่ใช่แค่เรื่องแบบโดนตีกลับหรอกธันวา..." กวินทร์พึมพำเสียงแผ่วเบา ร่างบางทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างหมดแรง ความมั่นใจที่เคยมีมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเปราะบางที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้เปลือกนอกอันแข็งกระด้าง "แต่... มันคือความคาดหวังของทุกคนต่างหาก ทุกคนมองว่าฉันเป็นสถาปนิกคลื่นลูกใหม่ ไฟแรง ทำอะไรก็ต้องสมบูรณ์แบบ ห้ามพลาด ห้ามล้มเหลว... แต่ไม่มีใครรู้เลยสักคน ว่าข้างในนี้มันเหนื่อยแค่ไหน"
เสียงถอนหายใจยาวเหยียดหลุดออกมาจากริมฝีปากบาง กวินทร์หลุบตาลงมองมือตัวเองที่ประสานกันแน่น นิ้วเรียวสั่นเทาเล็กน้อย ความกดดันตลอดหลายเดือนที่สะสมมาทำให้กำแพงที่สร้างไว้พังทลายลงต่อหน้าผู้ชายเย็นชาคนนี้อย่างไร้การป้องกัน
ธันวานิ่งเงียบ ไม่ได้เอ่ยคำพูดปลอบโยนแบบน้ำเน่าหรือคำพูดสวยหรูที่น่ารำคาญใจ สถาปนิกหนุ่มเพียงแค่มองคนตรงนิ่งๆ แววตาที่เคยแข็งกร้าวแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนอย่างที่กวินทร์ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต
"คุณรู้ไหมครับ... ทำไมผมถึงเกลียดความสมบูรณ์แบบ" ธันวาเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลผิดคาด
กวินทร์เงยหน้าขึ้นสบตา ดวงตากลมโตมีความสงสัยเจืออยู่จางๆ
"เพราะความสมบูรณ์แบบมันไม่มีที่ว่างให้เราได้ 'หายใจ' ยังไงล่ะครับ" ธันวาเอื้อมมือหนาออกไปช้าๆ ปลายนิ้วอุ่นแตะเบาๆ ที่หลังมือเรียวที่กำลังกำแน่น จนกวินทร์สะดุ้งเล็กน้อยแต่ไม่ได้ชักมือหนี "คุณพยายามวาดเส้นทุกเส้นให้ตรงเป๊ะ คำนวณทุกองศาให้ไร้ที่ติ เพื่อให้คนอื่นยอมรับ... แต่คุณลืมมองไปว่า ตึกที่สวยที่สุดในโลก แต่ไม่มีชีวิตชีวาอยู่ข้างใน... มันก็เป็นแค่สุสานคอนกรีตดีๆ นี่เอง"
คำพูดเรียบง่ายแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ ทำให้กวินทร์รู้สึกเหมือนมีก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่ลำคอ ดวงตารื้นไปด้วยหยาดน้ำใสอย่างไม่รู้ตัว ความอบอุ่นจากปลายนิ้วของธันวาที่ส่งผ่านมามันช่างซ่านซึ้งและทรงพลังเสียจนกำแพงความเย่อหยิ่งทลายลงสิ้นเชิง
"คุณ... พูดเหมือนรู้จักฉันดีนักแหละ" กวินทร์หัวเราะในลำคอทั้งที่น้ำตาคลอเบ้า พยายามกลั้นความอ่อนแอไว้สุดชีวิต
"ผมไม่ได้รู้จักคุณดีหรอกครับ... แต่ผมแค่มองเห็น 'คุณ' จริงๆ หลังกำแพงพวกนั้นต่างหาก" ธันวาขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด น้ำเสียงทุ้มต่ำจริงจัง "ร้องไห้ออกมาก็ได้นะครับ... ถ้ามันจะทำให้คุณแบกโลกใบนี้น้อยลงสักนิด ในห้องนี้ไม่มีใครเห็นหอกจากความอ่อนแอของคุณหรอก... มีแค่ผมคนเดียว"
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้าย กวินทร์หลับตาลงปล่อยให้หยาดน้ำตาหยดหนึ่งไหลรินลงมาเงียบๆ ความเหนื่อยล้า ความกดดัน และความอึดอัดที่สะสมมานานนับแรมปีถูกปลดปล่อยออกมาในอ้อมแขนที่กว้างใหญ่และอบอุ่นของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคู่ปรับ
ธันวาดึงร่างบางเข้ามาโอบกอดไว้แนบอกอย่างทะนุถนอม มือแกร่งลูบกลุ่มผมนุ่มเบาๆ อย่างปลอบโยน ไร้ซึ่งคำพูดเยาะเย้ยถากถางใดๆ มีเพียงความเงียบและอุณหภูมิความอบอุ่นจากร่างกายที่ส่งผ่านความรู้สึกทั้งหมดให้กันและกัน
บรรยากาศในห้องประชุมร้างเริ่มเปลี่ยนเป็นความลึกซึ้งและผูกพันอย่างน่าประหลาด กวินทร์ซบหน้าลงกับอกแกร่ง ปล่อยให้หัวใจเต้นระรัวไปพร้อมกับจังหวะชีวิตของอีกฝ่ายโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ อีกต่อไป
ทว่า... ในจังหวะที่หัวใจของทั้งสองคนกำลังหลอมรวมเป็นจังหวะเดียวกัน เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก ตามมาด้วยเสียงบิดลูกบิดประตูห้องประชุมที่ถูกล็อคไว้จากด้านในอย่างแรง!
"คุณธันวาคะ! อยู่ข้างในนี้หรือเปล่าคะ พอดีท่านประธาน..."
เสียงหวานแหลมของเลขาหน้าห้องดังแทรกเข้ามาพร้อมกับประตูที่กำลังถูกผลักเปิดออกอย่างกะทันหัน!
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและเป็นกำลังใจให้กวินทร์กับธันวาเสมอมานะครับ!
เซฟโซนสุดกวนกับก๊วนสถาปนิกจอมหยิ่ง•ตอนที่ 7
ข้ามเส้นไปนิด ชีวิตเปลี่ยน
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดกวนกับก๊วนสถาปนิกจอมหยิ่ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!