"ถ้าขีดเส้นตรงนี้ยาวอีกนิดเดียว งานของคุณจะพังกลายเป็นห้องเก็บของโรงพยาบาลทันทีครับ คุณกวินทร์"
น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ ทว่าแฝงรังสีความกดดันชนิดที่ทำให้คนฟังอยากจะความปากกาฟาดหน้าผากอีกฝ่ายสักที สถาปนิกหนุ่มอย่างธันวายืนกอดอกพิงขอบโต๊ะทำงาน แว่นตากรอบทองเลื่อนลงมาเล็กน้อยตามสันจมูกคมสัน นัยน์ตาคมกริบจดจ้องอยู่บนกระดาษไขแผ่นใหญ่ที่มีรอยดินสอตัดแต่งเส้นสถาปัตยกรรมผสมผสานกับงานอินทีเรียอย่างลงตัวจนน่าตกใจ
กวินทร์ชะงักมือที่กำลังถือด้ามปากกาหมึกซึม ร่างโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนหันขวับมามองค้อนขวับ ปากบางสีระเรื่อเม้มเข้าหากันอย่างนึกหมั่นไส้
"แล้วใครใช้ให้คุณมา-- เดี๋ยวนะ..." คำพูดที่เตรียมจะสวนกลับด้วยถ้อยคำเชือดเฉือนพลันกลืนหายลงคอ เมื่อดวงตากลมโตคู่สวยกวาดมองภาพรวมของแปลนห้องรับแขกที่ถูกปรับแก้ด้วยลายมือของธันวา
เส้นสายความโค้งมนที่เขาออกแบบเพื่อลดความแข็งกระด้างของตัวอาคารคอนกรีต ถูกธันวาต่อยอดด้วยการวางระบบแสงไฟซ่อนผนัง (Indirect Light) และวัสดุไม้สักทองลายธรรมชาติเข้าไปอย่างเหมาะเจาะ ความเย็นชาดิบเถื่อนของสถาปัตยกรรมปูนเปลือยถูกเบรกด้วยความอบอุ่นของงานอินทีเรียที่กวินทร์ร่างไว้ มันไม่ใช่แค่การทำงานร่วมกัน แต่มันคือการ "เติมเต็ม" จนสมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติ
ห้องสตูดิโอเงียบงันลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบา ๆ กลิ่นหอมจาง ๆ ของกาแฟลาเต้ร้อนบนโต๊ะผสมกับกลิ่นกระดาษและหมึกพิมพ์
"เงียบไปเลยนะ หรือว่าเถียงไม่ออก" ธันวาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกที แต่เป็นรอยยิ้มที่ทำเอาหัวใจคนมองกระตุกวูบอย่างไม่ทันตั้งตัว
"ใครบอกว่าผมเถียงไม่ออก" กวินทร์เชิดหน้าขึ้น สูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติที่เริ่มเต้นผิดจังหวะกลับคืนมา "แค่จะบอกว่า... รสนิยมของคุณไม่ได้แย่อย่างที่คิดต่างหาก ธันวา"
"ชมกันตรง ๆ แบบนี้ ผมใจคอไม่ดีนะครับ"
ธันวาขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายอีกฝ่าย กวินทร์เผลอกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ เมื่อแผงอกกว้างก้าวเข้ามาอยู่ในรัศมีการมองเห็นแบบเต็มตา ดวงตาสีเข้มของสถาปนิกหนุ่มไม่ได้มองที่กระดาษแปลนงานอีกแล้ว แต่มันกำลังจดจ้องลึกลงมาที่นัยน์ตาของเขา เหมือนกำลังค้นหาความลับบางอย่างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความปากแข็งนั้น
"ถอยไปเลยนะ คุณมาชิดเกินไปแล้ว" กวินทร์เอ่ยเสียงเบาลงกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว มือเรียวยกขึ้นดันแผงอกแกร่งเอาไว้เบา ๆ แต่ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่มีทีท่าจะขยับหนี ซ้ำยังเอื้อมมือมาหยิบปะปนเส้นผมที่หลุดลุ่ยลงมาปรกหน้าผากของเขาออกให้อย่างเบามือ
สัมผัสแผ่วเบาที่ปลายนิ้วผ่านผิวแก้มทำเอาซีกหน้าของกวินทร์ร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อ ๆ สมองที่เคยแล่นฉิวเรื่องงานออกแบบกลับขาวโพลนไปชั่วขณะ
"ถ้าไม่เข้าใกล้... ผมจะรู้ได้ยังไงล่ะครับว่างานที่เราช่วยกันทำเนี่ย มันออกมาดีจนน่าตกใจขนาดไหน" ธันวาโน้มใบหน้าลงมาใกล้กระซิบชิดริมหู น้ำเสียงนุ่มทุ้มพราวเสน่ห์ทำเอาคนฟังขนลุกซู่ไปทั้งร่าง "ดูสิ... คุณกับผม พอรวมกันแล้วมันกลายเป็นงานระดับมาสเตอร์พีซเลยนะ"
"คุณนี่มัน..." กวินทร์เม้มปากแน่น หัวใจเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินมัน "หลงตัวเองเป็นบ้า"
"แต่ก็ทำให้คุณใจเต้นแรงได้ใช่ไหมล่ะครับ" ธันวาหัวเราะในลำคอเบา ๆ อย่างคนถือไพ่เหนือกว่า
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกดึงให้แคบลงเหลือเพียงแค่คนสองคน ความตึงเครียดเรื่องงานเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความหวานล้ำที่อบอวลอยู่ในอากาศจนแทบหายใจไม่ออก กวินทร์เงยหน้าขึ้นสบตาคู่คมที่เต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ จนปฏิเสธไม่ได้ มือที่ดันอกอีกฝ่ายเปลี่ยนเป็นกำเสื้อเชิ้ตของธันวาแน่นโดยไม่รู้ตัว ระยะห่างระหว่างริมฝีปากลดลงเหลือเพียงแค่ลมหายใจกั้น...
*ก๊อก ๆ ๆ!*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดกันราวกับทำลายมนต์สะกดทั้งปวง ธันวาชะงักเล็กน้อยด้วยความขัดเคือง ขณะที่กวินทร์สะดุ้งสุดตัว รีบผลักอกอีกฝ่ายให้ออกห่างทันที ใบหน้าหวานแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู
"ขอโทษครับคุณธันวา พอดีมีเอกสารด่วนจาก... อ้าว ผมเข้ามาขัดจังหวะอะไรหรือเปล่าครับเนี่ย"
เสียงทุ้มของ "ภาคิน" ผู้ช่วยหนุ่มดังขึ้นพร้อมกับผลักประตูเปิดกว้างเข้ามาโดยไม่ทันรออนุญาต ดวงตาสอดส่องมองบรรยากาศแปลก ๆ ภายในห้องสลับไปมาระหว่างหัวหน้างานหนุ่มกับอินทีเรียดีไซเนอร์หน้าหวานที่ยืนห่างกันคนละมุมโต๊ะแบบมีพิรุธ
ธันวาถอนหายใจออกมาเบา ๆ ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบสนิทดังเดิมอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตวัดสายตาคมกริบมองผู้ช่วยหนุ่มด้วยรังสีอำมหิตที่ทำเอาภาคินถึงกับกลืนน้ำลายเอื้อมมือเกาหัวแกรก ๆ
"เอกสารอะไร วางไว้ตรงนั้นแล้วก็นายออกไปก่อนไป" ธันวาเอ่ยเสียงลอดไรฟัน
ภาคินรีบวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะโคgแรง แล้วรีบหมุนตัวเดินถอยหลังออกจากห้องทันทีพร้อมกับปิดประตูให้เรียบร้อยโดยไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับมามองอีกรอบ
เมื่อประตูห้องปิดสนิทลง ความเงียบก็กลับมาเยือนอีกครั้ง ธันวาหันกลับมามองกวินทร์ที่กำลังยืนก้มหน้าหลบสายตา พยายามจัดเสื้อผ้าหน้าผมของตัวเองให้เข้าที่
"เราคุยกันไม่จบนะครับ..." ธันวาเอ่ยเสียงทุ้ม แววตาคู่คมฉายแววเจ้าเล่ห์ขึ้นมาอีกครั้ง
"ใครจะคุยกับคุณเล่า! ไปทำงานต่อได้แล้วครับท่านสถาปนิก!" กวินทร์โวยวายเสียงดังกลบเกลื่อนความเขินอาย ก่อนจะคว้าปากกาเดินหนีไปตรวจแปลนฝั่งตรงข้ามทันที ทิ้งให้ธันวายืนมองตามด้วยรอยยิ้มมุมปากที่กว้างขึ้นเรื่อย ๆ
ทว่า ท่ามกลางความเงียบที่กำลังจะเข้าสู่โหมดการทำงานอีกครั้ง เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานของธันดากลับแผดเสียงดังขึ้นทำลายบรรยากาศ ธันวาขมวดคิ้วเล็กน้อย หยิบเครื่องขึ้นมาดูหน้าจอ ก่อนที่นัยน์ตาคู่คมจะไหววูบลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นชื่อคนที่โทรเข้ามา
กวินทร์แอบเหลือบตามองท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของอีกฝ่าย ความเงียบงันที่น่าอึดอัดกลับมาปกคลุมอีกครั้งเมื่อธันวากดรับสายด้วยสีหน้าที่เรียบสนิทจนน่ากลัว
"ครับแม่... ผมกำลังทำงานอยู่ครับ... อะไรนะครับ?"
คำพูดประโยคสุดท้ายของธันวาขาดหายไป พร้อมกับร่างสูงที่นิ่งค้างไปชั่วขณะเมื่อได้ยินประโยคจากปลายสาย
"คุณย่า... อาการทรุดหนักลงอีกแล้วเหรอครับ?"
--------------------------------------------------
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "นาโนบอทมาสเตอร์" เสมอมานะครับ!
เซฟโซนสุดกวนกับก๊วนสถาปนิกจอมหยิ่ง•ตอนที่ 14
เส้นขนานที่เริ่มบรรจบ
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดกวนกับก๊วนสถาปนิกจอมหยิ่ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!