“จำไม่ได้ครับ... และไม่จำเป็นต้องจำด้วย”
น้ำเสียงราบเรียบของธันวาตัดบททันควัน บรรยากาศในออฟฟิศที่เคยคึกคักเหมือนถูกกดสวิตช์ปิดไฟจนมืดมิด กวินทร์ที่ยืนอยู่ข้างกายธันวารู้สึกได้ถึงไอเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากตัวชายหนุ่ม มือหนาของธันวาขยับมาแตะที่แผ่นหลังของเขาอย่างถือวิสาสะ แต่มันไม่ใช่การแตะธรรมดา มันคือการกดดันให้กวินทร์ขยับถอยหลังไปอยู่ข้างหลังเขาให้มิดชิดที่สุด
“ใจร้ายจังนะครับธันวา” ชายแปลกหน้าที่เพิ่งปรากฏตัวแย้มยิ้ม แต่ดวงตาคู่นั้นกลับนิ่งสนิท “เราเคยทำงานด้วยกันตั้งสองปีนะ กวินทร์... ใช่ไหมครับ?”
กวินทร์เม้มปากแน่น เขาจำคนตรงหน้าได้ดี ‘พี่คีตะ’ รุ่นพี่ในวงการที่เคยฉกผลงานเขาไปรับหน้าเป็นของตัวเองเมื่อสามปีก่อน ความทรงจำเลวร้ายในวันที่เขาเกือบหมดอนาคตในสายงานนี้ไหลย้อนกลับมาจนมือสั่น แต่ก่อนที่เขาจะทันได้สวนกลับ ธันวาก็ชิงพูดขึ้นก่อน
“พอดีว่าผมกับกวินทร์มีประชุมด่วน ถ้าคุณไม่มีธุระอะไรกับงานโครงการ ‘The Arch’ ก็เชิญครับ ประตูทางออกอยู่ทางซ้ายมือ”
“หึ ผมแค่จะมาเตือนว่างานดีไซน์ที่เน้นความหวือหวาเกินไปของน้องกวินทร์น่ะ ระวังมันจะพังไม่เป็นท่าก่อนเปิดโปรเจกต์นะ” คีตะปรายตามองกวินทร์ด้วยสายตาเหยียดหยามก่อนจะหันหลังเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่กดทับจนแทบหายใจไม่ออก
กวินทร์สะบัดตัวออกจากมือของธันวา แรงปะทะทำให้เขารู้สึกขัดใจ “พี่คีตะไม่มีสิทธิ์มาพูดแบบนั้นกับผม”
“แล้วคุณมีสิทธิ์อะไรไปยืนให้เขาปั่นหัว?” ธันวาหันขวับมาเผชิญหน้า ระยะห่างที่ใกล้จนปลายจมูกเกือบชนกันทำให้กวินทร์ต้องเป็นฝ่ายถอยกรูดไปชนกับโต๊ะทำงานของตัวเอง “ถ้าคุณไม่แข็งแกร่งพอจะรับมือคนประเภทนี้ ก็อย่าเสนอหน้าออกไปรับมือคนเดียว”
“นี่คุณจะด่าผมหรือจะช่วยผมกันแน่ครับธันวา?” กวินทร์เชิดหน้าสู้ แววตาที่ปกติจะกวนประสาทบัดนี้รื้นไปด้วยความโกรธปนความน้อยใจ “ผมดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องให้หัวหน้าห้องอย่างคุณมาสั่ง!”
“ดูแลตัวเอง?” ธันวาแค่นหัวเราะ ก่อนจะโน้มตัวเข้ามาจนกวินทร์ไม่มีทางหนี “สภาพคุณตอนนี้มันดูเหมือนคนดูแลตัวเองได้ตรงไหน ตาแดงก่ำ มือสั่น... กวินทร์ ฟังนะ ผมไม่ได้ห้ามให้คุณเก่ง แต่ผมห้ามให้คุณพังเพราะไอ้คนพรรค์นั้น”
ถ้อยคำที่ดูเหมือนคำด่า แต่มันกลับแฝงด้วยความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด กวินทร์นิ่งอึ้ง หัวใจที่เต้นรัวด้วยความโกรธแปรเปลี่ยนเป็นจังหวะที่แปลกประหลาด เขาไม่เคยเห็นธันวาในมุมที่ ‘เดือด’ เพื่อเขามาก่อน
“ขอบใจที่ช่วย... แต่ทีหลังไม่ต้องทำเป็นเจ้าเข้าเจ้าของขนาดนี้” กวินทร์พูดเสียงอ้อมแอ้ม พยายามเปลี่ยนเรื่องเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกที่ตีตื้นขึ้นมาในอก
“ผมไม่ได้เป็นเจ้าของ... แต่ผมเป็นหัวหน้างาน และผมไม่อนุญาตให้ใครมาทำให้ลูกน้องของผมเสียขวัญ” ธันวาขยับตัวออกห่าง เปลี่ยนสีหน้ากลับมาเรียบเฉยตามความเคยชิน “ไปล้างหน้าซะ อีกสิบห้านาทีเรามีสรุปแบบร่างฉบับไฟนอล ถ้ายังทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อยู่แบบนี้ ผมคงต้องหักคะแนนประเมินงานคุณแน่”
กวินทร์แอบแลบลิ้นใส่แผ่นหลังที่เดินห่างออกไปของอีกฝ่าย ถึงจะปากร้ายและเจ้าระเบียบจนน่าหมั่นไส้ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสัมผัสจากฝ่ามือที่แตะแผ่นหลังเขาเมื่อครู่ มันสร้างความอุ่นใจที่เขาโหยหามาตลอดทั้งวัน
ช่วงบ่ายกลายเป็นสมรภูมิย่อมๆ ธันวาจู้จี้เรื่องรายละเอียดการวางแสงไฟในห้องโถงจนกวินทร์ต้องเถียงกลับเป็นระยะ ทั้งคู่ปะทะฝีปากกันเรื่องเทคนิคการออกแบบจนคนในทีมต่างพากันก้มหน้าทำงานเงียบกริบ เพราะรู้ดีว่านี่คือ ‘ศึกคนรักกันชอบแกล้งกัน’ ในเวอร์ชันสถาปนิก
“ตรงนี้มันดูไร้ชีวิตเกินไปครับธันวา ผมต้องการความนุ่มนวล แต่คุณเอาแต่จะใส่เหล็กดัดเข้ามา”
“ถ้าไม่มีเหล็กดัด โครงสร้างนี้ก็รับน้ำหนักไม่ไหว กวินทร์ อย่าใช้แต่อารมณ์ศิลปินจนลืมความเป็นจริง”
“อารมณ์ศิลปินมันคือหัวใจของงานนะ!”
กวินทร์คว้าปากกาเขียนแบบมาวาดเส้นลงบนกระดาษไขตรงหน้าธันวา เป็นเส้นโค้งที่ดูอ่อนช้อยแต่แข็งแรงด้วยฟังก์ชันที่ซ่อนอยู่ ธันวานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาคมกริบค่อยๆ ไล่ดูผลงานนั้น ก่อนจะเปลี่ยนไปมองใบหน้าของกวินทร์ที่กำลังตั้งอกตั้งใจทำงาน
เขามองเห็นความมุ่งมั่นที่เปล่งประกายในดวงตาคู่นั้น ความมั่นใจที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร มันเป็นเสน่ห์ที่ธันวาปฏิเสธไม่ได้ว่าเขากำลัง ‘แพ้ทาง’ อย่างหนัก
“วาดแบบนี้... ต้องใช้เทคนิคการเชื่อมจุดซัพพอร์ตใหม่” ธันวาเอื้อมมือไปคว้าปากกาในมืออีกฝ่ายมาเขียนทับเส้นเดิม ลมหายใจอุ่นๆ รดอยู่ที่ข้างขมับของกวินทร์ ทั้งคู่ชะงักไปพร้อมกัน
กวินทร์มองเห็นเสี้ยวหน้าของธันวาที่ดูผ่อนคลายลงอย่างน่าประหลาด ความขัดแย้งในงานกลับกลายเป็นจังหวะการหายใจที่ประสานกันอย่างลงตัว ความรู้สึกห่วงใยที่ซ่อนไว้ใต้ท่าทีเย่อหยิ่งของคนทั้งคู่ดูเหมือนจะเริ่มก่อตัวขึ้นจนยากจะซ่อนเร้น
“เอาล่ะ... ถ้าคุณยอมตามผมในจุดนี้ ผมจะยอมให้คุณทำระเบียงไม้ตามใจชอบ” ธันวาพูดขึ้นทำลายความเงียบ แต่สายตายังไม่ละไปจากกระดาษร่าง
“ดีลครับ” กวินทร์ยิ้มกว้าง เป็นยิ้มที่ทำให้ธันวาต้องเบนสายตาหนีอย่างรวดเร็ว
ค่ำวันนั้น เมื่อออฟฟิศเริ่มร้างผู้คน เหลือเพียงแสงไฟสลัวจากโต๊ะทำงานตัวสุดท้าย กวินทร์เก็บของเตรียมตัวกลับ แต่ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นธันวานั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยท่าทางที่ดูเหนื่อยล้าผิดปกติ
“ยังไม่กลับเหรอครับ หัวหน้า?” กวินทร์เดินเข้าไปใกล้ วางแก้วกาแฟอุ่นๆ ลงบนโต๊ะ
ธันวาเงยหน้าขึ้นมอง แววตาที่เคยมั่นคงสั่นไหวเล็กน้อย “ผมกำลังคิดเรื่องคีตะ... เขาไม่ได้มาแค่เพื่อทักทายกวินทร์ เขามีแผนอะไรบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับโปรเจกต์นี้”
“ช่างเถอะครับ อย่างน้อยเขาก็ทำอะไรผมไม่ได้ถ้ามีคุณอยู่ด้วย... ใช่ไหม?” กวินทร์เผลอหลุดปากพูดออกไป ก่อนจะหน้าแดงก่ำเมื่อรู้ตัว
ธันวาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเข้ามาหากวินทร์จนชิดกำแพงห้องทำงาน มือหนาเอื้อมไปจัดปอยผมที่ปรกหน้าของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นแผ่ซ่านความร้อนไปทั่วร่างกวินทร์
“ถ้าอย่างนั้น... คืนนี้ก็อย่าเพิ่งรีบไปไหนเลย”
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนดังขึ้นที่หน้าประตูออฟฟิศก่อนที่บานประตูจะเปิดออกกะทันหัน พร้อมกับร่างของบุคคลที่ไม่มีใครคาดคิดว่าควรจะมาอยู่ที่นี่ในเวลานี้
“ธันวา... กวินทร์... ฉันว่าเรามีเรื่องต้องคุยกันหน่อยแล้วล่ะ โดยเฉพาะเรื่องที่ว่าทำไมโปรเจกต์ถึงได้มีปัญหาตั้งแต่เริ่ม”
เสียงเข้มของผู้จัดการใหญ่ที่เดินเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารในมือ ทำให้บรรยากาศที่กำลังพุ่งทะยานสู่ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนต้องหยุดชะงักลงทันที ธันวาและกวินทร์ผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว แต่สายตาที่พวกเขาสบกันนั้นกลับบอกเรื่องราวที่มากกว่าคำพูดใดๆ ในขณะที่ความจริงอันเลวร้ายที่ซ่อนอยู่ในแฟ้มเอกสารตรงหน้าผู้จัดการใหญ่กำลังจะเปลี่ยนทุกอย่างไปตลอดกาล
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมลุ้นไปกับก๊วนสถาปนิกจอมหยิ่งนะครับ ครั้งหน้าความลับจะถูกเปิดเผยแล้วครับ!
- นาโนบอทมาสเตอร์ -
เซฟโซนสุดกวนกับก๊วนสถาปนิกจอมหยิ่ง•ตอนที่ 12
เมื่อหัวหน้าห้องต้องปราบเด็กดื้อ
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดกวนกับก๊วนสถาปนิกจอมหยิ่ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!