กลิ่นอายความอับชื้นของกระดาษไขและหมึกพิมพ์แปลนก่อสร้างคละคลุ้งไปทั่วห้องทำงานสถาปัตยกรรมขนาดกะทัดรัด แต่สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดในเวลานี้ไม่ใช่เส้นกริดที่ตีพลาดหรือวัสดุที่ผู้รับเหมาสั่งมาผิดสเปก... แต่มันคือสายตาของคนที่กำลังนั่งกอดอกมองผมอยู่ตรงข้ามโต๊ะนี่ต่างหาก
“คุณธันวาครับ จะจ้องจนกระดาษแผ่นนี้ทะลุเป็นรูไปถึงพื้นชั้นล่างเลยไหม หรือว่าหน้าผมมีแปลนบ้านเดี่ยวสองชั้นแปะอยู่”
ผมเคาะปากกาแลมี่ในมือลงกับโต๊ะเบาๆ พยายามกลบเกลื่อนความประหม่าที่ตีตื้นขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ด้วยการใช้น้ำเสียงกวนประสาทเข้าสู้ตามความถนัด
ธันวาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะตีสีหน้าเรียบเฉยราดน้ำแข็งใส่คนอื่นอยู่ตลอดเวลา บัดนี้กลับมีรอยยิ้มมุมปากที่ผมอ่านไม่ออก—ไม่สิ อ่านออก... และนั่นแหละที่ทำให้ผมขนลุกซู่
“เปล่า... ผมแค่กำลังคิดว่า” สถาปนิกหนุ่มผู้เจ้าระเบียบเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ นัยน์ตาสีเข้มพินิจพิเคราะห์ทุกตารางนิ้วบนใบหน้าผม “ทำไมนายถึงชอบทำตัวเป็นแมวพยศอยู่เรื่อย ทั้งที่ความจริง... แค่โดนเกาพุงเบาๆ ก็ตัวอ่อนยวบคาคามือแล้ว”
พรวด!
เกือบจะสำลักน้ำลายตัวเองตายคาโต๊ะทำงาน กวินทร์คนนี้เนี่ยนะตัวอ่อนยวบ? บ้าไปแล้ว หมอนี่กินยาลืมเขย่าขวดหรือไงช่วงนี้ ถึงได้ขยันปล่อยมุกเลี่ยนๆ แบบที่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้ยินจากปากผู้ชายที่ชื่อธันวามาก่อน
“พูดบ้าอะไรของคุณเนี่ย!” ผมแหวใส่ทันควัน หน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ จนต้องรีบคว้าแก้วกาแฟเย็นขึ้นมาดูดกลบเกลื่อนความรวนเรในอก “ไปตรวจหน้างานโซน B โน่นไป อย่ามาเดินวนเวียนแถวโต๊ะผม งานอินทีเรียของผมยังเหลืออีกสามพาร์ทนะท่านหัวหน้าสถาปนิก”
“งานอินทีเรียที่นายออกแบบไว้... ผมตรวจดูหมดแล้ว” ธันวาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายยาวๆ ก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานของผมโดยที่ผมยังไม่ทันตั้งตัว ร่างสูงใหญ่โน้มตัวลงมาเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างเราลดลงจนได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ ผสมกับกลิ่นกระดาษและกาแฟดำ “ไม่มีที่ติ... สวยงาม ลงตัว และตอบโจทย์ฟังก์ชันทุกอย่าง”
จังหวะที่คำชมหลุดออกมาจากริมฝีปากหยักได้รูป มันควรจะทำให้ผมยิ้มแก้มปริด้วยความภาคภูมิใจในฐานะอินทีเรียดีไซเนอร์ แต่สายตาคู่ที่มองมาต่างหาก... สายตาที่ร้อนแรงราวกับมีกองเพลิงขนาดย่อมๆ ซ่อนอยู่ข้างในนั้น กำลังทำให้สติสตางค์ของผมกระเจิงไปไกลลิบ
“เอ่อ... ชมกันง่ายๆ แบบนี้ ผมใจคอไม่ดีนะ” ผมหัวเราะแห้งๆ ถอยหลังจนหลังติดพนักเก้าอี้หมุน “ปกติคุณต้องหาจุดบกพร่องมาคอมเมนต์ผมสักสิบรอบไม่ใช่เหรอ วันนี้ผีเข้าหรือว่าสมองกระทบกระเทือนจากการตรวจไซต์งานมา”
“ผมปกติทุกอย่าง กวินทร์” ธันวายื่นมือหนามาจับพนักเก้าอี้ของผมไว้ทั้งสองข้าง กลายเป็นท่าทางที่คล้ายกับการกักขังผมไว้ในวงแขนโดยปริยาย “แต่ที่ผิดปกติ... น่าจะเป็นนายมากกว่า ที่ช่วงนี้หน้าแดงง่ายเกินไปเวลาอยู่ใกล้ผม”
ฉ่า!
คราวนี้ไม่ใช่แค่หน้าร้อน แต่ความร้อนมันลามเลียไปถึงใบหูและต้นคอจนแทบจะระเบิดออกมาเป็นโกโก้ครั้นช์ ธันวานี่มันร้ายกาจเป็นบ้า! ตั้งแต่ตกลงคบหากันแบบหลบๆ ซ่อนๆ ในฐานะคู่กัดที่เลื่อนสถานะ (แบบที่ผมยังไม่ได้ตั้งตัวดี) หมอนี่ก็ถอดเขี้ยวเล็บความเป็นสถาปนิกผู้เย็นชาทิ้งลงถังขยะ แล้วกลายร่างเป็นสายซึนคลั่งรักที่ขยันหยอดคำหวานเลี่ยนจนผมรับมือไม่ถูกทุกวัน
“ใครหน้าแดง ไม่มี๊!” ผมปฏิเสธเสียงสูง เบือนหน้าหนีไปมองหน้าต่างกระจกใสที่สะท้อนภาพท้องยามบ่าย “อากาศมันร้อนต่างหาก แอร์สำนักงานน่าจะเสีย... ช่างแอร์มายังเนี่ย!”
“แอร์ปกติ อุณหภูมิยี่สิบห้าองศาเซลเซียส” ธันวาตอบหน้าตาย เสียงทุ้มกระซิบชิดริมใบหูผมจนขนลุกซู่ “แต่คนที่นั่งอยู่ตรงนี้... น่าจะอุณหภูมิพุ่งทะลุสี่สิบองศาไปแล้วมั้ง ปากแข็งจริงนะเรา”
“ผมไม่ได้ปากแข็ง!” ผมหันขวับกลับมาเถียงด้วยความโมโห แต่เพราะระยะห่างที่ใกล้เกินไป ทำให้ปลายจมูกของเราเฉียดกันไปนิดเดียวอย่างไม่ตั้งใจ
โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุนไปชั่วขณะ...
ดวงตาสีเข้มของธันวาฉายแววไหววับ ประกายความเอ็นดูและความปรารถนาบางอย่างปะปนกันอยู่ในนั้น มือหนาที่เคยเกาะพนักเก้าอี้เปลี่ยนมาเลื่อนขึ้นมาสัมผัสเบาๆ ที่พวงแก้มของผม ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยผิวเนื้อแผ่วเบาราวกับกลัวว่าผมจะแตกสลาย
หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามดังยิ่งกว่าเสียงตอกเสาเข็มในไซต์งาน กวินทร์ผู้อยู่ยงคงกระพันในวงการออกแบบ ไม่เคยจนมุมให้ใครหน้าไหนมานานนับปี แต่ตอนนี้กลับทำอะไรไม่ถูก สมองขาวโพลนราวกับไฟล์งานพังก่อนเซฟ
“ปล่อยเลยนะ... เดี๋ยวคนอื่นก็มาเห็นหรอก” ผมพึมพำเสียงเบาหวิว ความมั่นใจที่เคยมีหายไปไหนหมดก็ไม่รู้
“ไม่มีใครกล้าเข้ามาหรอก ถ้าผมยังไม่สั่ง” ธันวาพูดด้วยน้ำเสียงเอาแต่ใจแบบฉบับเจ้าพ่อโปรเจกต์ “อีกอย่าง... ผมแค่มองแฟนตัวเอง มันผิดตรงไหน”
คำว่า *‘แฟนตัวเอง’* ที่หลุดออกมาจากปากผู้ชายมาดขรึมคนนี้ ทำเอาผมหน้าร้อนซ่านจนแทบระเบิด มือเล็กยกขึ้นดันอกแกร่งเอาไว้ แต่เจ้าตัวกลับไม่สะท้านแถมยังโน้มใบหน้าลงมาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนริมฝีปากของเราแทบจะแนบชิดติดกัน
บรรยากาศกำลังพาไปในแบบที่เรียกว่าฟินจนจิกหมอนขาดกระวิร... กลิ่นอายความหวานและเคมีที่พุ่งปรี๊ดทำให้ผมหลับตาลงเตรียมรับสัมผัสที่กำลังจะเกิดขึ้น หัวใจเต้นรัวระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติด พร้อมกับเสียงเปิดพรวดเข้ามาอย่างไร้มารยาทของใครบางคน
“พี่ธันวะะะะ! แบบแปลนบ้านโซน C ที่ลูกค้าขอแก้ด่วน—อุ๊ย!”
เสียงแหลมปรี๊ดของสถาปนิกฝึกงานสาวปีสี่ดังลั่นห้อง ทำให้ธันวาต้องผละออกจากตัวผมอย่างรวดเร็วด้วยความหงุดหงิดระคนเสียดาย ส่วนผม... แทบจะมุดลงไปใต้โต๊ะทำงานหนีความอายให้รู้แล้วรู้รอด
ธันวาตวัดสายตาดุๆ ไปมองรุ่นน้องที่ยืนหน้าซีดตัวสั่นอยู่ตรงหน้าประตู รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงทันที
“ใครอนุญาตให้เข้ามาโดยไม่เคาะห้องก่อน... หือ?” เสียงเย็นเยียบของธันวาเอ่ยลอดไรฟัน
“อ๊ะ... ขอโทษค่ะ! หนูไม่รู้ว่า... คือหนูแค่วิ่งมาส่งเอกสาร...” เด็กฝึกงานละล่ำละลักหน้าตาตื่น
ผมรีบสูดหายใจเข้าลึกๆ ดึงสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับเข้าร่าง จัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เข้าที่อย่างรวดเร็ว แม้ว่าใบหน้าจะยังแดงแจ๋อยู่ก็ตามที ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเตรียมจะเอ่ยปากแก้สถานการณ์
แต่ทว่า... ในวินาทีที่สายตาของผมหันไปมองพ้นไหล่ของเด็กฝึกงานที่ยืนตัวลีบอยู่หน้าประตูนั่นเอง รอยยิ้มและเสียงพูดคุยของใครอีกคนที่กำลังเดินตามเข้ามาด้านหลัง ก็ทำให้เลือดในกายของผมเย็นเฉียบลงในพริบตา
ร่างสูงโปรดของชายหนุ่มในชุดสูทเนี๊ยบก้าวเข้ามาในห้องทำงาน พร้อมกับรอยยิ้มคุ้นเคยที่ผมจำได้แม่นยำแม้ว่าจะไม่ได้เจอกันมาหลายปี
“สวัสดีครับธันวา... อ้าว กวินทร์ ไม่เจอกันนานเลยนะ จำพี่ได้หรือเปล่า?”
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและอินไปกับโมเมนต์คลั่งรักของพ่อหนุ่มซึนคนนี้ด้วยกันนะครับ!
เซฟโซนสุดกวนกับก๊วนสถาปนิกจอมหยิ่ง•ตอนที่ 11
กลยุทธ์หัวใจ
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดกวนกับก๊วนสถาปนิกจอมหยิ่ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!