"อาการของคุณแม่พ้นขีดอันตรายแล้วครับ แต่ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดอีกสี่สิบแปดชั่วโมง"
น้ำเสียงของแพทย์ผู้รักษาเปรียบเสมือนสายฝนที่ชำระล้างมลพิษทางความรู้สึกซึ่งกัดกินหัวใจของธันวามาตลอดหลายชั่วโมง แรงกดดันมหาศาลที่แบกรับไว้บนบ่ากว้างหลุดร่วงลงสู่พื้นทันที ร่างสูงโปร่งของสถาปนิกหนุ่มเซถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคมกราบที่เคยแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยความระแวดระวังไหวระริกอย่างรุนแรง ความตึงเครียดที่ขมวดปมอยู่ในอกคลายตัวลงจนกลเป็นการถอนหายใจยาวเหยียดที่สั่นเทา
กรณ์ที่ยืนอยู่ข้างกันถึงกับทรุดตัวพิงผนังโรงพยาบาลด้วยความโล่งอก ผ่อนลมหายใจเฮือกใหญ่พรูออกมาพร้อมรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าที่ซีดเซียว
แต่ทว่า... คนที่ปฏิกิริยาชัดเจนที่สุดกลับไม่ใช่ลูกชายแท้ๆ อย่างธันวา
กวินทร์ที่ยืนกุมมือประสานกันแน่นอยู่เบื้องหลัง เข่าแทบทรุดลงไปกองกับพื้น แรงฮีทและความกดดันจากบรรยากาศรอบตัวที่บีบคั้นหัวใจมาตลอดทางระเบิดออกเป็นหยาดน้ำใสๆ ที่รื้นขึ้นมาคลอหน่วยดวงตาคมสวย อินทีเรียหนุ่มผู้นั่งไม่ติดเก้าอี้และเดินวนไปวนมาราวกับคนเสียสติในห้องฉุกเฉิน ทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้พลาสติกสีหม่นอย่างไร้เรี่ยวแรง มือเรียวยกขึ้นปาดหยดน้ำตาที่ไหลลงมาข้างแก้มอย่างลวกๆ พลางหัวเราะออกมาเบาๆ ทั้งที่เสียงยังสั่นเครือ
ธันวาหันไปมองร่างบางที่กำลังนั่งพับเพียบกุมขมับอยู่บนเก้าอี้ ดวงตาคมเข้มฉายแววซับซ้อนบางอย่างที่ยากจะคาดเดา เขาก้าวเข้าไปใกล้ ช Aวรยืนค้ำหัวอีกฝ่ายนิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบ เพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกัน
"ร้องไห้ทำไม" น้ำเสียงของธันวาแหบพร่าและเจือความเย้าแหย่เล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อนความอ่อนแอของตัวเอง "แม่ฉันฟื้นแล้ว ไม่ใช่แม่เธอล้มละลายซะหน่อย"
กวินทร์สูดน้ำมูกเบาๆ เงยหน้าขึ้นมามองค้อนตาควาย ทว่าริมฝีปากบางกลับเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง ดวงตาคู่สวยแดงก่ำจากการอั้นสะอื้น "ใครร้อง... ฝุ่นมันเข้าตาต่างหากเล่า นายมีตาหามีแววไม่หรือไงธันวา โรงพยาบาลรัฐเก่าๆ แบบนี้ ฝุ่นมันเยอะจะตาย"
"อ๋อ ฝุ่นที่บินมาเข้าตาเฉพาะตอนที่หมอบอกว่าแม่พ้นขีดอันตรายสินะ" ธันวาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นอย่างรู้ทัน แววตาที่มองอีกฝ่ายฉายความอ่อนโยนที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความกวนประสาท "ปากแข็งชะมัด... ทั้งที่เมื่อกี้หน้าซีดเป็นไก่ต้มจนฉันนึกว่าเธอจะเป็นลมล้มพับไปก่อนแม่ฉันซะอีก"
"ฉันไม่ได้ปากแข็ง!" กวินทร์เถียงเสียงแข็ง พยายามดันอกแกร่งของอีกฝ่ายให้ออกห่างเมื่อใบหน้าคมคายนั้นโน้มเข้ามาใกล้เสียจนปลายจมูกเกือบจะชนกัน "แล้วก็ถอยไปไกลๆ เลยนะ ธันวา หน้าตานายตอนนี้มันน่ารำคาญชะมัด ดูทำหน้าเข้าสิ... น่าหมั่นไส้เป็นบ้า"
"น่ารำคาญแต่ก็ยืนอยู่ข้างฉันไม่ได้ไปไหนไม่ใช่หรือไง"
คำพูดราบเรียบแต่จริงจังของสถาปนิกหนุ่มทำให้กวินทร์ชะงักค้าง มือที่กำลังดันอกอีกฝ่ายนิ่งสนิท ดวงตากลมโตสบประสานเข้ากับนัยน์ตาสีเข้มที่สะท้อนเงาของตนเองอย่างชัดเจน บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกดูดกลืนเสียงทั้งหมดลง เหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามอยู่ในอกของคนทั้งคู่
ไม่มีกำแพงความเย่อหยิ่ง ไม่มีคำพูดเชือดเฉือนคมคาย มีเพียงความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ใต้เปลือกนอกอันแข็งกระด้าง และสายตาที่ยอมจำนนต่อความรู้สึกที่แท้จริง
"ธันวา..." กวินทร์กระซิบแผ่วเบา น้ำเสียงที่มักจะมั่นใจและตอกกลับคนอื่นได้อย่างเจ็บแสบในยามปกติ กลับสั่นพร่าอย่างควบคุมไม่ได้ "นาย... นายรู้ไหมว่าตอนที่หมอวิ่งเข้าห้องฉุกเฉิน นายทำหน้าเหมือนคนกำลังจะตายเลยรู้ตัวมั้ย"
ธันวาหลุบตาลงมองริมฝีปากที่ขยับพูด ก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นมาสบตากับอินทีเรียหนุ่มอีกครั้ง มือหนายื่นออกไปช้าๆ ปลาย นิ้วอุ่นเกลี่ยหยดน้ำตาที่ยังหลงเหลืออยู่บนแก้มเนียนอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่อ่อนโยนจนผิดวิสัยของนายธันวาคนเจ้าระเบียบทำให้กวินทร์สะائกเล็กน้อยแต่ไม่ได้ถอยหนี
"ฉันกลัว..." ธันวาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ ยอมรับความจริงที่กัดกินหัวใจตัวเองออกมาเป็นครั้งแรก "ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ฉันมั่นใจมาตลอดว่าฉันควบคุมทุกอย่างได้ ฉันจัดระเบียบชีวิต ออกแบบตึก คุมงานก่อสร้างได้ทุกตารางเมตร... แต่พอเป็นเรื่องของแม่ พอคิดว่าโลกใบนี้อาจจะไม่มีผู้หญิงคนนี้อยู่รอฉันกลับบ้านอีกแล้ว... ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่เด็กผู้ชายโง่ๆ คนหนึ่งที่ไร้พลังจะปกป้องอะไรเลย"
กวินทร์นิ่งอึ้ง หัวใจวูบโหวงด้วยความเจ็บปวดที่ส่งผ่านมาจากน้ำเสียงนั้น เขารู้ดีว่าธันวาแบกรับความคาดหวังและภาระมากมายขนาดไหนไว้บนบ่า การเติบโตมาในครอบครัวที่แม่ต้องดิ้นรนเลี้ยงดูคนเดียวหล่อหลอมให้ธันวาต้องกลายเป็นคนแข็งกระด้างและเจ้าระเบียบ เพื่อชดเชยความไม่มั่นคงในชีวิต
อินทีเรียหนุ่มขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด โดยไม่สนใจสายตาของกรณ์ที่ยืนอยู่ไม่ไกล กวินทร์เอื้อมมือไปคว้ามือหนาที่ยังคงแนบอยู่ข้างแก้มของตนเองมากุมไว้แน่น ฝ่ามืออุ่นจัดของทั้งคู่ถ่ายทอดความอบอุ่นให้แก่กันและกันในค่ำคืนที่เหน็บหนาว
"นายไม่ได้ตัวคนเดียวนะธันวา..." กวินทร์เงยหน้าขึ้นสบตา เขากลืนก้อนสะอื้นลงคอ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและจริงจังที่สุดในชีวิต "ถึงฉันจะชอบกวนประสาทนาย ถึงเราจะเถียงกันทุกครั้งที่เจอหน้ากัน แต่ถ้านายล้ม... นายยังมีฉันนะ นายหันมามองข้างๆ สิ นายยังมีฉันยืนอยู่ตรงนี้เสมอแหละ"
ธันวาชะงักงัน นัยน์ตาสีเข้มเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยราวกับไม่เชื่อหูตัวเอง คำพูดที่แสนจะเรียบง่ายแต่ทรงพลังนั้นกระแทกเข้ากลางใจของคนปากแข็งอย่างจัง ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ละลายน้ำแข็งหนาทึบที่เกาะกุมความรู้สึกของเขามานานแสนนาน
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองอบอวลไปด้วยความหวานล้ำที่ปะปนกับคราบน้ำตา กวินทร์เองก็เพิ่งรู้ตัวว่าเผลอพูดอะไรออกไป ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงจัดด้วยความเขินอายเมื่อตั้งสติได้ เขาพยายามจะดึงมือกลับ แต่ธันวากลับกระชับมือคู่นั้นไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยให้หนีไปไหน
"พูดอีกทีซิ" ธันวาโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปัดผ่านพวงแก้ม เสียงทุ้มกระซิบชิดริมหูด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ที่เริ่มกลับมาทวงบัลลังก์ความกวนประสาท "เมื่อกี้เธอพูดว่าอะไรนะ... หูฝาดหรือเปล่า บอกว่ามีฉันยืนอยู่ตรงไหนนะ"
"ไอ้บ้าธันวา! ใครเขาจะพูดซ้ำสองรอบเล่า ปล่อยมือฉันนะ!" กวินทร์หน้าแดงแจ๋ รีบใช้มืออีกข้างทุบไหล่กว้างแก้เขินทันที แรงปะทะไม่ได้หนักหนาอะไรนัก กลับคล้ายกับการออดอเซาะเสียมากกว่าในสายตาของคนมอง
กรณ์ที่ยืนมองฉากเลิฟซีนย่อมๆ กลางโถงโรงพยาบาลถึงกับต้องยกมือขึ้นปิดตาแล้วส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะกระแอมออกมาดังๆ "แฮ่ม! เกรงใจคนโสดที่เพิ่งรอดตายจากความเครียดด้วยครับคุณเพื่อนรัก กับคุณอินทีเรียคนเก่ง... ตรงนี้มันหน้าห้องฉุกเฉินนะเฟ้ย ไม่ใช่เซฟโซนส่วนตัว อยากสวีทกันเชิญไปห้องพักฟื้นพิเศษโน่น!"
ธันวาตวัดสายตาคมกริบไปมองเพื่อนสนิทด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อยที่ถูกขัดจังหวะ "กรณ์ นายว่างมากเหรอ ไปจัดการเรื่องเอกสารค่ารักษาของแม่ฉันให้เรียบร้อยไป"
"โอ้โห ใช้เพื่อนคุ้มเลยนะไอนาย!" กรณ์บ่นอุบอับ แต่ก็ยอมเดินเลี่ยงออกไปแต่โดยดีเพื่อให้พื้นที่ส่วนตัวกับคนทั้งคู่
เมื่อเหลือกันเพียงแค่สองคนอีกครั้ง บรรยากาศก็กลับมาเงียบงันแต่เต็มไปด้วยกระแสความรู้สึกที่ลึกซึ้งกว่าเดิม ธันวายังคงคุกเข่าอยู่เบื้องหน้ากวินทร์ ดวงตาคมเข้มมองสำรวจใบหน้าหวานที่เปื้อนคราบน้ำตาจางๆ ด้วยความรู้สึกที่เอ่อล้นจนแทบจะทะลักออกมาจากอก
"กวินทร์..." ธันวาเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไม่มีคราบความกวนประสาทหรือความเย่อหยิ่งหลงเหลืออยู่ มีเพียงความจริงใจที่ดังก้องอยู่ในทุกอณูคำพูด "ขอบคุณนะ"
กวินทร์ชะงัก หลบสายตาคู่คมที่มองมาอย่างลึกซึ้ง หัวใจเต้นแรงระรัวจนแทบจะกระเด็นออกมานอกอก "อ... อืม รู้แล้วน่า เลิกทำหน้าแบบนั้นสักทีเถอะ มันแปลกตาชะมัด"
ธันวาหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงทุ้มต่ำที่น่าฟัง ร่างสูงขยับลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะยื่นมือหนาออกมาตรงหน้าอินทีเรียหนุ่ม
"ลุกขึ้นเถอะ ไปดูหน้าแม่ฉันกัน... ท่านน่าจะอยากเจอ 'ว่าที่ลูกสะใภ้' ปากจัดคนนี้พอดี"
"ใครเป็นลูกสะใภ้นายฟะ! พูดมากน่าธันวา เดี๋ยวปัดเหนี่ยวซะนี่!" กวินทร์หน้าแดงแจ๋ยิ่งกว่าเดิม รีบคว้ามือหนานั้นเพื่อพยุงตัวลุกขึ้นยืนทันที โดยไม่ทันสังเกตเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์และแววตาคลั่งรักที่ฉายชัดอยู่ในดวงตาของสถาปนิกหนุ่ม
ทว่า ในขณะที่ทั้งคู่กำลังจะก้าวเดินไปตามทางเดินเพื่อไปยังห้องพักฟื้น เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเรียกที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ขัดจังหวะเวลาความเป็นส่วนตัวของทั้งคู่อย่างกะทันหัน
"ธันวา! กวินทร์! อยู่ที่นี่จริงๆ ด้วย!"
ร่างของหญิงสาวในชุดเดรสดีไซน์หรูหราก้าวฉับๆ เข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า สีหน้าของเธอบ่งบอกถึงความร้อนรนและความตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคู่สวยมองสลับระหว่างธันวาและกวินทร์ด้วยแววตาที่สั่นไหว
ธันวาชะงักกอดอกทันที รอยยิ้มอ่อนโยนเมื่อครู่เลือนหายไปในพริบตา เหลือเพียงใบหน้าเรียบเฉยเย็นชาที่กลับมาสวมทับอีกครั้ง
"พิมพ์ชนก... เธอมาทำอะไรที่นี่ดึกดื่นแบบนี้" ธันวาเอ่ยเสียงเรียบ
หญิงสาวหอบหายใจเล็กน้อย ก่อนจะคว้าแขนของธันวาไว้แน่น ดวงตารื้นน้ำตาเอ่ยประโยคที่ทำให้กวินทร์และธันวาต้องยืนแข็งค้างไปพร้อมกัน
"ธันวา... แย่แล้ว เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! คุณอา... คุณอาไม่ได้ล้มป่วยธรรมดา แต่ตำรวจเพิ่งโทรมาแจ้งว่า... เอกสารการประมูลโครงการใหญ่ของบริษัทแม่ ถูกขโมยออกไปแล้ว!"
นาโนบอทมาสเตอร์ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและอินไปกับตัวละครทุกบรรทัด แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!
เซฟโซนสุดกวนกับก๊วนสถาปนิกจอมหยิ่ง•ตอนที่ 18
ความในใจที่ปากแข็ง
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดกวนกับก๊วนสถาปนิกจอมหยิ่ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!