กลิ่นอายน้ำหอมกลิ่นวูดดี้เจือจางผสมกับกลิ่นเหงื่ออุ่นๆ จากตัวกวินในระยะประชิด ทำให้พื้นที่ภายในห้องโดยสารของรถยนต์คันหรูดูแคบลงไปถนัดตา ประโยคท้าทายที่เขาเพิ่งทิ้งไว้ก่อนหน้านี้ยังคงลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ บีบคั้นให้รินรดารู้สึกเหมือนหัวใจในอกเต้นผิดจังหวะจนควบคุมไม่ได้
"ถอยไปเลยนะกวิน คุณไม่มีสิทธิ์มา..."
"ผมมีสิทธิ์ตั้งแต่คุณยอมขึ้นรถผมมาแล้วครับ ยัยตัวเลข" กวินตัดบทด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ดวงตาคมกริบที่มักจะฉายแววหยิ่งทะนงยามอยู่ในสนามบาสเกตบอล ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยประกายบางอย่างที่ทำให้คนมองรู้สึกร้อนผ่าวที่พวงแก้ม ดวงตาคู่นั้นไล่สำรวจใบหน้าร้อนผ่าวของเธอราวกับกำลังคำนวณความคุ้มค่าของการรอคอย
แต่ก่อนที่บรรยากาศจะหวานล้ำจนเกินควบคุม เสียงลมหายใจที่สะดุดติดขัดและอาการเกร็งกระตุกเล็กๆ ที่ช่วงไหล่ของชายหนุ่ม ก็ทำลายมนต์สะกดนั้นลงในพริบตา
รินรดาขมวดคิ้วมุ่นทันทีเมื่อสัญชาตญาณนักสถิติของเธอเริ่มประมวลผลความผิดปกติ ความเร็วในการหายใจของกวินอยู่ที่ประมาณสามสิบครั้งต่อนาที ซึ่งสูงเกินมาตรฐานในภาวะพักผ่อนอย่างเห็นได้ชัด เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามไรผมทั้งที่เครื่องปรับอากาศในรถเปิดไว้จนเย็นเฉียบ ริมฝีปากที่เคยเหยียดยิ้มกวนประสาทตอนนี้กลับซีดเผือดไร้สีเลือด
"กวิน... คุณไหวหรือเปล่า" น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนจากความขุ่นเคืองเป็นความกังวลโดยไม่รู้ตัว มือเรียวเล็กยื่นไปแตะที่ท่อนแขนแกร่งผ่านเนื้อผ้าชุดกีฬา และเธอก็ต้องตกใจเมื่อพบว่ามันร้อนจัดราวกับคนไข้ไข้ขึ้นสูง
"ผม... สบายดี" กวินฝืนเค้นเสียงตอบ มือข้างหนึ่งยกขึ้นกุมขมับแน่น ดวงตาคมพยายามลืมขึ้นสู้แสงไฟจากถนนด้านนอก แต่มันกลับพร่ามัวจนเขาต้องหลับตาปี๋เพื่อระงับอาการวิงเวียนที่ตีรวนขึ้นมาในอก
"สบายดีกับผีส่ะสิ! อัตราการเต้นของหัวใจคุณตอนนี้เกินร้อยแปดสิบครั้งต่อนาทีแน่ๆ คุณฝืนเล่นเต็มเกมมาตลอดสองควอเตอร์หลัง ทั้งที่กล้ามเนื้อต้นขาซ้ายคุณมีอาการฉีกขาดระดับหนึ่งตั้งแต่แมตช์ที่แล้วด้วยซ้ำ คุณบ้าไปแล้วหรือไงกวิน!" รินรดาแหวใส่ด้วยความโมโหปนตื่นตระหนก เธอดึงเบาะที่นั่งของเขาให้เอนลงช้าๆ เพื่อให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น
"อย่าบ่น... น่ารำคาญเป็นบ้า" กวินหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นการหัวเราะที่ไร้เรี่ยวแรงสิ้นดี เขาทิ้งน้ำหนักศีรษะลงกับพนักพิงอย่างหมดสภาพ ความดื้อรั้นและศักดิ์ศรีของกัปตันทีมบาสฯ ตัวร้ายถูกความเหนื่อยล้าขั้นขีดสุดกัดกินจนไม่เหลือชิ้นดี ภาพความทรงจำในวัยเด็กที่พ่อของเขาคอยยืนกอดอกเข้มงวดข้างสนาม ย้ำเตือนอยู่เสมอว่า *'นักกีฬาตัวจริงไม่มีสิทธิ์แสดงความอ่อนแอ'* วิ่งวนอยู่ในหัวจนเขาต้องกัดกรามแน่นเพื่อสะกดกลั้นความเจ็บปวด
"ฉันไม่ได้บ่น ฉันกำลังวิเคราะห์ตามความเป็นจริง และผลลัพธ์ก็คือ ถ้าคุณยังไม่ไปโรงพยาบาลตอนนี้ คุณอาจจะช็อกหมดสติคาพวงมาลัยรถฉันนี่แหละ!" รินรดาเอื้อมมือไปจับพวงมาลัยแทนที่เขาอย่างเด็ดขาด ดวงตาคู่สวยฉายแววเด็ดเดี่ยวชนิดที่กวินไม่เคยเห็นมาก่อน "ขยับไปฝั่งโน้น เดี๋ยวฉันขับเอง"
กวินปรือตาขึ้นมองเสี้ยวหน้าของหญิงสาวที่กำลังลốngลุกลนแต่เต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด ความรู้สึกอุ่นวาบแล่นพล่านเข้ามาในอกท่ามกลางความหนาวเหน็บจากอาการไข้ที่เริ่มเล่นงาน เขาอยากจะเถียง อยากจะฟอร์มจัดใส่เธอเหมือนทุกที แต่ร่างกายเจ้ากรรมกลับไม่ยอมฟังคำสั่ง สมองของเขาสั่งการให้ทิ้งตัวพิงเบาะแล้วมองรอยยิ้มหรือแม้กระทั่งความดุของเธอเงียบๆ เท่านั้น
รถเก๋งคันหรูเคลื่อนตัวออกจากลานจอดสนามมหาวิทยาลัยอย่างนิ่มนวล ท่ามกลางบรรยากาศภายในรถที่เงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของกวินที่ดังสะท้อนอยู่ในความเงียบ รินรดาเหลือบมองคนข้างกายเป็นระยะด้วยความกระวนกระวายใจ มือข้างหนึ่งที่ไม่ได้จับพวงมาลัยเอื้อมไปกุมมือหนาของเขาไว้โดยไม่รู้ตัว ฝ่ามือของกวินชื้นเหงื่อและเย็นเฉียบ แต่กลับบีบกระชับมือเธอตอบกลับมาเบาๆ ราวกับจะบอกว่าเขายังไหว
"ริน..." เสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ หลังจากรถติดไฟแดงบนถนนใหญ่
"ห้ามพูด เก็บแรงไว้เดี๋ยวนี้เลยนะกวิน" เธอรีบเบรกเสียงแข็ง แต่แววตากลับสั่นไหว
"ถ้าผม... ไม่รอดจากคืนนี้ไป คุณจะยังจำผมได้ไหม... ยัยตัวเลข" กวินฝืนยิ้มมุมปากทั้งที่ใบหน้าซีดเซียว
"พูดบ้าอะไรของคุณ! ถ้าคุณเป็นอะไรไป ฉันจะคำนวณเกรดเฉลี่ยคุณให้ติด F รวดทุกตัวจนเรียนไม่จบเลยคอยดู!" รินรดาพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น แต่น้ำตาเจ้ากรรมกลับรื้นขึ้นมาคลอเบ้าอย่างห้ามไม่อยู่
รถเลี้ยวเข้ามาจอดเทียบท่าหน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังอย่างรวดเร็ว ทีมแพทย์และพยาบาลกรูเข้ามาจัดการเปลเข็นและอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างรู้หน้าที่ รินรดาก้าวลงจากรถแทบจะพร้อมๆ กับเจ้าหน้าที่ เธอยืนมองร่างสูงของกวินถูกเข็นหายเข้าไปในประตูบานอัตโนมัติของห้องฉุกเฉินอย่างคนทำอะไรไม่ถูก
ความเงียบงันกลับมาเยือนอีกครั้ง มีเพียงเสียงเตือนจากนาฬิกาดิจิทัลบนข้อมือที่บอกเวลาเที่ยงคืนตรง รินรดายืนกอดอกพิงผนังห้องพักคอย ความเหนื่อยล้าเริ่มกัดกินร่างกายของเธอเองเช่นกัน แต่ความกังวลกลับมีน้ำหนักมากกว่าหลายเท่า
ผ่านไปเกือบชั่วโมง ประตูห้องฉุกเฉินก็เปิดออก แพทย์หนุ่มในชุดกาวน์เดินออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อย รินรดารีบพุ่งเข้าไปหาทันที
"คุณหมอคะ กวินเป็นยังไงบ้างคะ?"
แพทย์หนุ่มถอดหูฟังออกจากคอแล้วถอนหายใจยาว "คนไข้มีภาวะร่างกาย exhaustion หรือความเหนื่อยล้าขั้นรุนแรงครับ ร่วมกับกล้ามเนื้อขาฉีกขาดที่ปล่อยให้อักเสบเรื้อรังจนส่งผลต่อระบบไหลเวียนโลหิต โชคดีที่นำตัวมาส่งทันเวลา ไม่อย่างนั้นอาจถึงขั้นช็อกหมดสติถาวร ตอนนี้เราให้สารน้ำและยานอนหลับเพื่อให้ร่างกายเขาได้ฟื้นฟูเต็มที่ครับ... แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าญาติควรทราบ"
รินรดาใจหายวาบ "เรื่องอะไรเหรอคะคุณหมอ?"
"จากการตรวจเลือดอย่างละเอียด เราพบว่าปริมาณสารกระตุ้นประเภทคาเฟอีนและอาหารเสริมพรีคูร์บางตัวในร่างกายคนไข้สูงเกินขนาดมาตรฐานมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าช่วงนี้เขาต้องเผชิญกับความเครียดสะสมและความกดดันอย่างหนักหน่วงมาเป็นเวลานาน..."
คำพูดของแพทย์เหมือนค้อนหนักๆ ที่ทุบลงกลางใจ รินรดานิ่งงันไปชั่วขณะ ภาพรอยยิ้มกวนประสาทและความหยิ่งผยองที่กวินใช้ปกปิดความอ่อนแอมาตลอดปรากฏชัดขึ้นในหัว ความจริงที่ว่าผู้ชายคนนี้ต้องแบกรับความคาดหวังมหาศาลไว้คนเดียวโดยไม่ยอมปริปากบ่นกับใคร ทำให้หัวใจของเธอบีบตัวเข้าหากันอย่างเจ็บแปลบ
หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ก่อนจะตัดสินใจเดินผลักประตูเข้าไปในห้องพักฟื้นพิเศษที่กวินนอนพักอยู่ แสงไฟสีส้มสลัวสาดส่องร่างสูงที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงสีขาว ปราศจากท่าทีดื้อรั้นหรือคำพูดกวนๆ เหลือเพียงความเงียบงันที่น่าใจหาย
เธอดึงเก้าอี้มานั่งลงข้างเตียง เอื้อมมือไปจับมือหนาที่ยังมีสายน้ำเกลือระโยงระยางขึ้นมาแนบแก้มอย่างลืมตัว หยดน้ำใสที่อั้นไว้ไหลรินลงมาสัมผัสหลังมือของเขาเงียบๆ
"คนบ้า... ทำไมต้องทำร้ายตัวเองขนาดนี้เพื่อเกียรติยศบ้าบอพวกนั้นด้วยนะกวิน" เธอพึมพำเสียงสั่น
ทันใดนั้นเอง มือหนาที่ควรจะหมดแรงและนอนหลับใหลอยู่ใต้ฤทธิ์ยา กลับขยับปลายนิ้วขึ้นมาสัมผัสเบาๆ ที่พวงแก้มของเธออย่างแผ่วเบา รินรดาสดุ้งสุดตัว เงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกใจ
ดวงตาคมกริบที่ควรจะปิดสนิท กลับลืมขึ้นมามองเธอตรงๆ แววตาคู่นั้นไม่ได้สะท้อนความอ่อนล้าหรือความเจ็บป่วยแม้แต่น้อย แต่กลับประกายแสงระยิบระยับเจ้าเล่ห์เช่นเดิม ราวกับว่าเขาแกล้งหลับเพื่อรอฟังคำสารภาพจากปากเธอตั้งแต่แรก
"ถ้าไม่แกล้งป่วยหนักขนาดนี้... ผมจะได้เห็นน้ำตาจากยัยตัวเลขคนเก่งหรือเปล่าล่ะครับ?" กวินกระซิบเสียงแหบพร่า รอยยิ้มเจ้าเล่ห์จุดประกายขึ้นที่มุมปากหยักสวย ขณะที่ดึงมือเธอเข้าไปแนบชิดกับอกอุ่นของเขาเบาๆ
"คุณ... คุณตื่นอยู่แล้วเหรอ!" รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจปนโกรธ เธอกำลังจะดึงมือออกและต่อว่าเขาชุดใหญ่ แต่แรงดึงรั้งเบาๆ จากคนป่วยกลับทำให้เธอเซถลาเข้าไปใกล้ใบหน้าคมคายนั้นมากขึ้นจนลมหายใจอุ่นๆ ปะทะกัน
"ผมตื่นนานแล้วครับ... ตั้งแต่ได้ยินคุณบอกว่าจะให้ผมติด F ทุกตัวนั่นแหละ" กวินยิ้มกริ่ม ดวงตาคมจ้องลึกเข้ามาในดวงตาเธอนิ่งนาน "และขอยืนยันคำเดิมนะริน... ต่อให้ผมต้องนอนอยู่บนเตียงนี้อีกกี่วัน คุณก็หนีคำอธิบายเรื่องความรู้สึกในใจผมพ้นหรอก"
ก่อนที่รินรดาจะได้ทันตั้งตัว หรืออ้าปากเถียงอะไรกลับไป เสียงเคาะประตูก็กรีดแทรกบรรยากาศที่กำลังระอุขึ้นมาทันที พร้อมกับร่างสูงโปร่งของ "ธันวา" คู่ปรับตัวฉกาจที่ก้าวพรวดพราดเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและดวงตาที่วาวโรจน์แปลกๆ
"กวิน! นายเป็นยังไงบ้าง... อ้าว ยัยสถิติอยู่ด้วยเหรอเนี่ย ดีเลย..." ธันวาหยุดยืนปลายเตียง รอยยิ้มเยียบเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้บรรยากาศในห้องพลิกคว่ำในพริบตา "ฉันมีข่าวดีจากสมาคมฯ มาแจ้ง... และมันเกี่ยวกับตำแหน่งกัปตันทีมตัวจริงที่นายกำลังแย่งชิงอยู่พอดี"
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างความฟินและคอยลุ้นไปกับกวินและรินรดานะครับ
พอยต์การ์ดตัวร้ายกับยัยสถิติศาสตร์จอมเนี้ยบ•ตอนที่ 25
ขีดจำกัดของร่างกาย
ผลงานโดย สแลมดังก์สื่อรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สแลมดังก์สื่อรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พอยต์การ์ดตัวร้ายกับยัยสถิติศาสตร์จอมเนี้ยบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!