เสียงคำรามของพายุทรายด้านนอกคล้ายเสียงกรีดร้องของวิญญาณอาฆาต มันซัดสาดเข้าใส่ผนังไม้ผุกร่อนของโรงเตี๊ยมกลางทะเลทรายมรณะจนสั่นสะเทือนไปทั้งหลัง ทว่าความอื้ออึงของธรรมชาติยังไม่น่าสะพรึงกลัวเท่าความเงียบงันที่แผ่ซ่านอยู่ภายในห้องโถงคับแคบแห่งนี้
*“เจ้าคิดว่า... เจ้าคือผู้ควบคุมกระบี่งั้นหรือ?”*
ประโยคคำถามจากห้วงลึกเมื่อคราวก่อนยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของมู่อี้หลาน มือหนายกจอกสุราขึ้นจรดริมฝีปากอย่างเชื่องช้า นัยน์ตาคมกริบดั่งพญาอินทรีทอดมองผ่านม่านหมอกควันสีเทาของไอร้อนไปยังโต๊ะมุมอับ สายตาคู่นั้นไม่ได้มองเพียงความว่างเปล่า แต่มันกำลังประสานเข้ากับดวงตาคู่สวยที่เย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปีของสตรีผู้หนึ่ง
ไป๋หลิงเซียน... นางเซียนผู้ถือครองกระบี่น้ำค้างสวรรค์ นางนั่งตัวตรงสง่างาม อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ตัดกับความสกปรกมอมแมมของโรงเตี๊ยมร้างแห่งนี้โดยสิ้นเชิง เม็ดเหงื่อผุดพรายบนหน้าผากมน ทว่าแววตากลับหาได้มีความหวาดกลัวต่อพายุเบื้องนอกแม้แต่น้อย รังสีปราณกระบี่ที่แผ่ออกมาจากร่างของนางเยือกเย็นจนหยาดน้ำค้างบนขอบหน้าต่างแข็งตัว
"แม่นางไป๋... ดูท่าฟ้าดินจะไม่เป็นใจให้เราเดินทางต่อแล้วกระมัง" มู่อี้หลานเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มนุ่มทว่าแฝงความเย้ยหยันไว้จางๆ รอยยิ้มมุมปากของเขาคล้ายมีคล้ายไม่มี "หรือว่าเจ้าคิดว่า... กระบี่ในมือของเจ้าจะสามารถผ่าพายุทรายแยกแผ่นดินได้เช่นกัน?"
ไป๋หลิงเซียนแค่นเสียงเย็นชาออกมาคราหนึ่ง ไอร้อนระอุภายในโรงเตี๊ยมพลันลดฮวบลงราวกับฤดูใบไม้ร่วงมาเยือนฉับพลัน นางปรายตามองบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นมือสังหารอันดับหนึ่งด้วยความรังเกียจระคนระแวดระวัง
"มู่อี้หลาน... วาจาเจ้ายังคงสกปรกโสมมเช่นเดียวกับพิษในโลหิตของเจ้าไม่เปลี่ยน" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความหวั่นไหว "ข้าจะควบคุมกระบี่ได้หรือไม่ หาใช่เรื่องที่คนไร้สัจจะเช่นเจ้าต้องมาใส่ใจ... แต่อย่าลืมว่า รอยแผลที่หัวไหล่ซ้ายของเจ้า ยังมีกลิ่นอายโลหิตของข้าหลงเหลืออยู่"
บรรยากาศรอบโต๊ะพลันตึงเครียดขึ้นในพริบตา อากาศรอบตัวคล้ายถูกสูบออกไปจนแทบหายใจไม่ออก หยดน้ำที่ซึมผ่านหลังคารั่วตกลงมากระทบพื้นไม้ ส่งเสียงติ๋งๆ ดั่งเสียงนาฬิกามรณะที่กำลังนับถอยหลัง
มู่อี้หลานหรี่ตาลงเล็กน้อย ความทรงจำเมื่อยามประมือกันบนยอดเขากระบี่หวนกลับมา รอยแผลที่หัวไหล่ซ้ายไม่ได้เจ็บปวดจากคมกระบี่ แต่มันกลับร้อนรุ่มด้วยจิตสังหารอันบริสุทธิ์ของหญิงตรงหน้า สตรีผู้นี้ช่างแปลกประหลาด นางฝึกฝนวิถีกระบี่จนไร้ซึ่งความรู้สึก แต่ทุกครั้งที่นางเคลื่อนไหว หัวใจที่ตายด้านของเขากลับเต้นรัวอย่างผิดจังหวะ
เขาวางจอกสุราลงอย่างแผ่วเบา ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะลงบนโต๊ะไม้สามครั้ง เป็นจังหวะที่แฝงไปด้วยพลังปราณสะท้อน "หึ... ต่อให้ข้าไร้สัจจะ แต่กระบี่ของข้าก็ไม่เคยลังเลที่จะปลิดชีพศัตรู ต่างจากเจ้า... ไป๋หลิงเซียน กระบี่น้ำค้างสวรรค์ของเจ้าไร้เทียมทานก็จริง แต่มันกลับเปื้อนความลังเลใจยามที่ต้องแทงทะลุหัวใจข้าเมื่อครา1ก่อน"
คำพูดนั้นราวกับคมมีดที่กรีดแทงเข้าที่จุดอ่อน ไป๋หลิงเซียนสะท้านเฮือก ร่างเพรียวบางสั่นสะเทือนชั่วพริบตาก่อนจะกลับคืนสู่ความนิ่งงันดั่งเดิม นางกำด้ามกระบี่ในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด
"เจ้า...!" นางเค้นเสียงลอดไรฟัน
ก่อนที่บทสนทนาอันเชือดเฉือนจะลุกลามไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้นที่ประตูหน้าโรงเตี๊ยม ท่ามกลางเสียงพายุโหมกระหน่ำ ประตูไม้บานเก่าถูกซัดกระเด็นด้วยพลังปราณอันรุนแรง เศษไม้แตกกระจายเกลื่อนกลาด!
เงาร่างมหึมาสามร่างก้าวเข้ามาในโรงเตี๊ยม กลิ่นอายคาวเลือดและไอสังหารพวยพุ่งเข้าตลบอบอวลทันที ทั้งสามสวมชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าสวมหน้ากากรูปอสูรโลหิต ดวงตาส่องประกายแสงสีแดงฉานในความมืดสลัว
"ไม่นึกเลยว่า พายุทรายมรณะจะพัดพาเหยื่ออันโอชะมาให้สำนักอสูรโลหิตถึงสองคน" เสียงแหบพร่าดั่งแผ่นโลหิตเสียดสีกันดังขึ้นจากชายผู้มีรูปร่างสูงใหญ่ที่สุด เขาคือกัวะเทียน... หนึ่งในเจ็ดทبارโลหิตแห่งพรรคอสูรโลหิต
มู่อี้หลานและไป๋หลิงเซียนสบตากันโดยไม่ต้องนัดหมาย ความบาดหมางส่วนตัวถูกพับเก็บไว้ในเสี้ยววินาที สัญชาตญาณของยอดฝีมือบอกชัดเจนว่า คนเหล่านี้ไม่ใช่ลิ่วล้อกระจอก แต่เป็นมือสังหารระดับสูงที่ถูกส่งมาเพื่อเก็บกวาดพวกเขาโดยเฉพาะ
"ดูท่า ค่ำคืนนี้สุราในจอกของข้าคงต้องเปลี่ยนเป็นรสชาติของเลือดเนื้อเสียแล้วกระมัง" มู่อี้หลานแย้มยิ้มเย็นเยียบ มือขวาเลื่อนลงกุมด้ามกระบี่ซ่อนเงาที่พาดอยู่ข้างกายอย่างเป็นธรรมชาติ
"เจ้าจัดการซ้าย ข้าจัดการขวา อย่าให้เศษสวะพวกนี้มารบกวนเวลาพักผ่อนของข้า" ไป๋หลิงเซียนเอ่ยเสียงเย็น ร่างกายเปล่งประกายแสงสีฟ้าครามเจิดจ้า กระบี่น้ำค้างสวรรค์ถูกชักออกจากฝักครึ่งหนึ่ง ส่งเสียงกังวานใสราวน้ำค้างแข็งแตกสลาย
กัวะเทียนหัวเราะลั่นอย่างลำพองใจ "ปากดีนัก! วันนี้พวกเจ้าต่อให้มีปีกก็บินไม่พ้น..."
*ฉวบ!*
ยังไม่ทันที่ประโยคจะจบลง ร่างของมู่อี้หลานก็เลือนหายไปจากตำแหน่งเดิมราวกับภูตผี ความเร็วนั้นเหนือล้ำกว่าสายตาจะจับทัน ประกายกระบี่สีดำทมิฬวาดผ่านความมืดดั่งอสนีย์บาตฟาดยอดยุทธ์
การต่อสู้ในโรงเตี๊ยมกลางทะเลทรายมรณะได้ปะทุขึ้นอย่างดุเดือดเลือดพล่าน ท่ามกลางพายุทรายที่โหมกระหน่ำอยู่ภายนอก ภายในกลับเต็มไปด้วยประกายไฟจากคมกระบี่และกลิ่นไอโลหิตที่คละคลุ้ง
ทว่า ในขณะที่มู่อี้หลานกำลังจะสะบัดกระบี่ปลิดชีพศัตรูรายสุดท้าย สายตากลับเหลือบไปเห็นรอยสักรูปอักขระแปลกประหลาดที่ต้นคอของมือสังหารอสูรโลหิต รอยสักนั้นไม่ใช่ของพรรคอสูรโลหิตทั่วไป แต่มันคือตราสัญลักษณ์ลับของสำนักเงาโลหิต สำนักเดียวกับที่ฆ่าล้างครอบครัวของเขาเมื่อสิบปีก่อน... และที่สำคัญที่สุด มันคือตราสัญลักษณ์เดียวกับที่ปรากฏอยู่บนดาบของ... ไป๋หลิงเซียน
มู่อี้หลานชะงักงัน ปลายกระบี่ที่จ่ออยู่กับลำคอศัตรูหยุดนิ่งสนิท หัวใจกระตุกวูบอย่างแรง ความจริงอันโหดร้ายที่ถูกซ่อนเร้นไว้ใต้หน้ากากของนางเซียนผู้เย็นชา กำลังจะถูกเปิดเผยออกในค่ำคืนนี้
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านพายุโลหิตบทนี้ไปกับผม หวังว่าจะพบกันใหม่ในตอนหน้าด้วยใจระทึกนะครับ
**เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ**
เงากระบี่สะท้านจันทร์: เพลงดาบโลหิตเคียงบัลลังก์เซียน•ตอนที่ 5
โรงเตี๊ยมกลางทะเลทรายมรณะ
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงากระบี่สะท้านจันทร์: เพลงดาบโลหิตเคียงบัลลังก์เซียน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!