เงากระบี่สะท้านจันทร์: เพลงดาบโลหิตเคียงบัลลังก์เซียน•ตอนที่ 4

กระบี่กับน้ำแข็ง

ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
กลิ่นอายคาวเลือดคละคลุ้งปะปนไปกับละอองหมอกยามราตรี ณ หุบเขาผาอัสดง เสียงหัวเราะก้องกังวานของพญามารโลหิตยังคงสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาท ดั่งเสียงคำรามจากขุมนรกที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพชีวิต ทว่า ในวินาทีเป็นตายนั้น ไม่มีผู้ใดแสดงความตื่นตระหนกออกมาแม้แต่น้อย มู่อี้หลานหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาคมกริบดั่งคมกระบี่สะท้อนเงาจันทร์เสี้ยว เขาไม่ได้สนใจเสียงคำรามของมารเฒ่าผู้นั้น สิ่งที่ดึงดูดสมาธิทั้งหมดของเขาในยามนี้ กลับเป็นร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ที่ยืนอยู่ห่างออกไปเพียงส,ก (สามฟุต) นางคือไป๋หลิงเซียน... นางเซียนผู้เยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี ผู้ถือครองกระบี่น้ำค้างสวรรค์อันเลื่องชื่อ "ถอยไป" น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นเยียบ และไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ทว่ากลับทรงพลังจนทำให้บรรยากาศรอบกายลดฮวบลงจนกลายเป็นน้ำแข็ง มู่อี้หลานแย้มยิ้มที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นทั้งเจ้าเล่ห์และทระงงตน เขาปัดเศษฝุ่นบนไหล่เบาๆ ก่อนจะเอ่ยกลั้วหัวเราะ "แม่นางไป๋... วาจาเช่นนี้ช่างใจร้ายยิ่งนัก เมื่อครู่เราเพิ่งจะร่วมมือกันต้านกระบวนท่าของพวกมัน แท้จริงแล้วท่านเองก็เกรงว่าข้าจะแย่งชิงคัมภีร์กระบี่เก้าสวรรค์ไปครองก่อนกระนั้นหรือ?" ไป๋หลิงเซียนไม่ตอบคำถาม นางเพียงชำเลืองมองชายหนุ่มด้วยหางตา ไอความเย็นแผ่ซ่านออกจากร่างจนเกิดเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนเกาะกุมพื้นดินรอบตัว นางรู้ดีว่ามู่อี้หลานผู้นี้หาใช่คนธรรมดา มือสังหารผู้ใช้พิษไร้เงาและเพลงกระบี่ที่ซ่อนเร้นจิตสังหารไว้อย่างแนบเนียน ชายหนุ่มตรงหน้าคือนกอินทรีที่ซ่อนเล็บคมกริบเอาไว้ใต้ปีกอันสง่างาม ยุทธภพต่างร่ำลือกันว่า หากมู่อี้หลานชักกระบี่ออกจากฝัก ย่อมหมายถึงความตายที่ไร้เสียงเตือน "หากเจ้าคิดจะลงมือ... เชิญ" ไป๋หลิงเซียนกล่าวสั้นๆ ปลายกระบี่น้ำค้างสวรรค์ในมือขวาขยับลงต่ำเพียงเล็กน้อย แต่นั่นกลับสร้างแรงกดดันมหาศาลจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว ปราณเซียนบริสุทธิ์และปราณโลหิตจากตัวมู่อี้หลานเข้าปะทะกันอย่างเงียบเชียบ เกิดเป็นประกายไฟสีฟ้าครามและสีแดงฉานลอยละلي่วกลางอากาศ นี่ไม่ใช่การสนทนา แต่มันคือการหยั่งเชิง... การประลองที่ไร้ซึ่งคำประกาศิต ฉับพลัน ร่างของมู่อี้หลานก็เลือนรางหายไปจากจุดเดิม! *วิ้ง—!* เสียงลมปราณกรีดกรายผ่านอากาศดั่งเสียงกรีดร้องของภูตผี ความเร็วของเขารวดเร็วจนแม้แต่สายลมยังต้องหลีกทาง ปลายกระบี่เงาจันทร์พุ่งตรงเข้าหาจุดตายสามแห่งบนร่างของไป๋หลิงเซียนในชั่วพริบตาเดียว นี่คือกระบวนท่า "เงาอสุราไร้ลักษณ์" ที่ขึ้นชื่อว่ารวดเร็วและร้ายกาจที่สุดในยุทธภพใต้ ทว่า ไป๋หลิงเซียนหาได้ตื่นตระหนกไม่ ดวงตางามล้ำประกายแสงสีฟ้าเจิดจ้า ร่างของนางหมุนวนคล้ายดอกบัวน้ำแข็งที่กำลังผลิบาน กระบี่น้ำค้างสวรรค์ตวัดวาดเป็นวงโค้งอย่างไร้ที่ติ ป้องกันการจู่โจมได้อย่างสมบูรณ์แบบ *เคร้ง!* ประกายไฟจากการปะทะของคมกระบี่ทั้งสองสาดกระเซ็นราวกับดอกไม้ไฟยามราตรี แรงสะท้อนจากการปะทะทำให้พื้นหินใต้ฝ่าเท้าของทั้งคู่แตกร้าวลึกลงไปหลายชั่วศอก มู่อี้หลานรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แล่นพล่านผ่านคมกระบี่เข้าสู่ชีพจร มันพยายามจะแช่แข็งโลหิตในกายของเขาให้หยุดไหลเวียน ในขณะเดียวกัน ไป๋หลิงเซียนเองก็ต้องขมวดคิ้วเรียวสวยเข้าหากันเล็กน้อย นางรับรู้ได้ถึงพลังปราณหยินอันแปลกประหลาดและพิษร้ายที่แฝงมากับกระบี่ของชายหนุ่ม ซึ่งกำลังกัดเซาะเกราะปราณเซียนของนางทีละน้อย ทั้งคู่ต่างถอยหลังไปคนละสามก้าวอย่างพร้อมเพรียง ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มู่อี้หลานมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมและระแวดระวัง นางเซียนผู้นี้แข็งแกร่งกว่าที่เขาคาดคิดไว้มาก สมแล้วที่เป็นผู้สืบทอดกระบี่น้ำค้างสวรรค์ ส่วนไป๋หลิงเซียนเองก็มองชายหนุ่มด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ความเย่อหยิ่งเย็นชาในคราแรกเริ่มมีรอยร้าว นางพบว่าบุรุษผู้นี้ไม่เพียงแต่มีวิชาฝีมือที่ล้ำลึก แต่จิตวิญญาณกระบี่ของเขากลับบริสุทธิ์และดุดันอย่างยิ่งยวด "เพลงกระบี่น้ำค้างสวรรค์สมคำร่ำลือ... ยอดเยี่ยมมากแม่นางไป๋" มู่อี้หลานเอ่ยชมด้วยรอยยิ้มมุมปาก พลางสะบัดข้อมือเพื่อขับไล่ความเย็นที่หลงเหลืออยู่ "เพลงกระบี่เงาจันทร์ของเจ้า... ก็มิได้ด้อยไปกว่ากัน" ไป๋หลิงเซียนเอ่ยตอบเสียงเรียบ แต่น้ำเสียงนั้นกลับมีความยอมรับซ่อนอยู่ลึกๆ อย่างที่นางเองก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ทว่า บรรยากาศอันตึงเครียดแต่ทว่าลึกซึ้งนี้ กลับต้องถูกทำลายลงในเสี้ยววินาทีต่อมา เมื่อเงาร่างสีดำสายหนึ่งพุ่งทะยานลงมาจากยอดผาด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ พร้อมกับเสียงหัวเราะเย้ยหยันที่ดังสะเทือนเลื่อนลั่น "ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง! น่าเสียดายนัก ที่การประลองอันงดงามของพวกเจ้า... จะต้องจบลงด้วยความตาย!" พญามารโลหิตปรากฏกายขึ้นขวางกึ่งกลางระหว่างคนทั้งสอง ฝ่ามือข้างหนึ่งกุมคัมภีร์กระบี่เก้าสวรรค์ที่แย่งชิงมาได้จากความชุลมุนเมื่อครู่ ส่วนมืออีกข้างเงื้อขึ้นพร้อมกับพลังมารสีแดงฉานที่แผ่พุ่งจนท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด มู่อี้หลานและไป๋หลิงเซียนสบตากันเพียงเสี้ยววินาที โดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใดๆ ทั้งคู่ต่างเข้าใจตรงกันทันที... ปราณกระบี่ทั้งสองสายที่เพิ่งห้ำหันกันเมื่อครู่ ถูกหลอมรวมและพุ่งเป้าไปที่ศัตรูร่วมกันอย่างรู้ใจ *ฉับพลันนั้นเอง...* ก่อนที่กระบี่ของทั้งสองจะพุ่งเข้าหาพญามารโลหิต คัมภีร์กระบี่เก้าสวรรค์ในมือของมารเฒ่ากลับเปล่งแสงสีทองอร่ามออกมารุนแรงจนแสบตา พร้อมกับอักขระโบราณนับพันลอยวนเวียนอยู่รอบร่างของมัน และเสียงกระซิบอันเย็นเยียบจากความว่างเปล่าก็ดังขึ้นข้างหูของมู่อี้หลาน— *"เจ้าคิดว่า... เจ้าคือผู้ควบคุมกระบี่งั้นหรือ?"* ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในวิถียุทธภพอันลึกล้ำนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงากระบี่สะท้านจันทร์: เพลงดาบโลหิตเคียงบัลลังก์เซียน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%