กลิ่นอายคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอายฝุ่นผงของเศษหินผาที่พังทลายลงมา ปลายกระบี่โลหิตในมือของมู่อี้หลานยังคงหยดหยาดโลหิตสีชาดลงสู่พื้นดินทีละหยด... ติ๋ง... ติ๋ง... เสียงนั้นดังก้องกังวานในความเงียบงันราวกับเสียงเคาะระฆังแห่งความตาย
เบื้องหน้าของเขาคือซากศพของเหล่ามือสังหารจากสำนักกระบี่สวรรค์ที่เพิ่งล้มลงระเนระนาด คำพูดทิ้งท้ายจากตอนที่แล้วยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท *“คิดว่าจะหนีพ้นจากเงื้อมมือของสำนักกระบี่สวรรค์เช่นนั้นรึ... ส่งคัมภีร์มาเสีย มิฉะนั้น ศพของพวกเจ้าจะไม่เหลือแม้แต่ธุลีดิน!”*
ทว่า มู่อี้หลานหาได้สะทกสะท้านไม่ รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างบางเบา ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีมองกวาดไปเบื้องหน้าอย่างเยือกเย็น ในวิถีแห่งยุทธภพ ผู้ที่ถือคัมภีร์ย่อมเป็นเป้าหมายของผู้กระหายอำนาจ แต่จะมีสักกี่คนกันที่ล่วงรู้ว่า... คัมภีร์กระบี่เก้าสวรรค์ที่แท้จริง มิได้อยู่บนแผ่นกระดาษ หากแต่อยู่ในจิตวิญญาณของผู้ที่กล้าเผชิญหน้ากับความตายต่างหาก
"หึ... สำนักกระบี่สวรรค์ช่างยกตนข้ามหัวฟ้าดินเสียจริง ส่งสุนัขรับใช้มาตายเปล่าเช่นนี้ ไม่เสียดายหยาดโลหิตที่สั่งสมมาบ้างเลยหรือ" มู่อี้หลานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ทว่าแฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันเยียบเย็นจนบรรยากาศรอบกายพลันลดฮวบลงหลายสององศา
ฉับพลันนั้นเอง!
บรรยากาศรอบตัวก็แปรเปลี่ยนเป็นความหนาวเหน็บที่เสียดแทงกระดูกดำ ไอหมอกสีขาวโพลนพวยพุ่งขึ้นปกคลุมผืนป่าโดยไร้ที่มา ราวกับฤดูเหมันต์อันโหดร้ายได้เคลื่อนตัวมาเยือนในชั่วพริบตา ใบไม้ใบหญ้าทุกใบถูกเคลือบด้วยเกล็ดน้ำแข็งใสวับวาว กลิ่นอายกระบี่อันบริสุทธิ์และสูงส่งกดทับลงมาจากนภากาศ ราวกับภูเขาไท่ซานกดทับลงบนบ่า ทำให้ลมหายใจของมู่อี้หลานต้องสะดุดไปชั่วขณะ
*วิชาปราณกระบี่น้ำค้างสวรรค์!*
ในม่านหมอกสีขาวหนาทึบ ร่างระหงร่างหนึ่งก้าวเดินออกมาอย่างช้าๆ ทว่ามั่นคงและสง่างาม นางสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวกับเซียนผู้หลุดพ้นจากโลกีย์ เส้นผมดำขลับยาวสลวยปลิวไสวตามสายลมหนาวที่นางเป็นผู้ควบคุม ดวงพักตร์งดงามล่มเมืองไร้ที่ติ ทว่าเรียบเฉย เยชาดั่งน้ำแข็งพันปี ราวกับไม่เคยมีสิ่งใดในโลกหล้าที่สามารถสั่นคลอนความรู้สึกของนางได้ ในมือเรียวบางดั่งหยกสลักถือกระบี่ฝักสีขาวมุกสะท้อนแสงจันทร์—นั่นคือ "กระบี่น้ำค้างสวรรค์" ศาสตราวาระอันดับหนึ่งแห่งดินแดนประจิม
ไป๋หลิงเซียนหยุดยืนห่างจากมู่อี้หลานเพียงส ิบก้าว สายตาคู่นั้นเย็นชาไร้ระลอกคลื่น ทว่ากลับคมกริบเสียยิ่งกว่าคมกระบี่ในมือ นางกวาดสายตาผ่านซากศพของสำนักกระบี่สวรรค์แวบหนึ่ง ก่อนจะเบนกลับมาหยุดอยู่ที่ร่างของมือสังหารหนุ่มผู้ทะนงตน
"มู่อี้หลาน... เจ้าล้ำเส้นเข้ามาในอาณาเขตของสำนักเราเกินไปแล้ว" สุ้มเสียงใสราวกระดิ่งเงินเอ่ยขึ้น แต่กลับเยือกเย็นเสียจนสามารถแช่แข็งโลหิตในกายให้หยุดไหลได้ "คัมภีร์กระบี่เก้าสวรรค์มิใช่สิ่งที่คนนอกรีตเช่นเจ้าจะครอบครองได้ ส่งมันมาให้ข้าแต่โดยดี แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า... ให้ตายด้วยความสงบ"
มู่อี้หลานหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาไม่ได้ถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว กลับกัน รอยยิ้มเจ้าเล่ห์และท้าทายกลับปรากฏบนใบหน้าคมคายยิ่งขึ้น เขายกกระบี่โลหิตในมือขึ้นพาดบ่าอย่างไม่ี่เกรงกลัวต่อพลังกดดันระดับเซียนของหญิงสาวตรงหน้า
"ฮ่าๆๆ... คำก็คนนอกรีต สองคำก็สำนักกระบี่สวรรค์ แม่นางไป๋หลิงเซียน ผู้คนร่ำลือกันว่าเจ้าคือนางเซียนผู้ไร้ความรู้สึก ตัดขาดจากกิเลสทั้งปวง ไฉนวันนี้จึงร้อนรนวิ่งมาแย่งชิงคัมภีร์โลหิตนี้เล่า หรือว่า... เจ้าเองก็เป็นเพียงปุถุชนคนหนึ่งที่กระหายในอำนาจแห่งวิถียุทธเหมือนคนอื่นๆ เช่นกัน?"
คำพูดเย้าแหย่แต่บาดลึกถึงจิตวิญญาณนั้น ทำให้คิ้วเรียวสวยของไป๋หลิงเซียนขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เป็นเพียงเสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้นที่แววตาของนางเกิดริ้ว1ระลอกคลื่นแห่งความโกรธเกรี้ยว แต่มันก็ถูกกลบฝังด้วยความเยือกเย็นอย่างรวดเร็ว
"สามห่าว!" ไป๋หลิงเซียนสะบัดข้อมือเบาๆ ไอหมอกรอบกายพลันแปรเปลี่ยนเป็นพายุเกล็ดน้ำแข็งนับหมื่นเล่มพุ่งเข้าหามู่อี้หลานราวกับห่าฝน มגยุกกระบี่ขยับเพียงนิ้วเดียวแต่อนุภาพกลับสั่นสะเทือนปฐพี "ปากกล้าเช่นนี้ คงต้องให้กระบี่น้ำค้างสวรรค์ของข้า ช่วยชำระล้างจิตใจอันสกปรกของเจ้าเสียแล้ว!"
ช้งงงงง!
เสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว ประกายไฟสีฟ้าครามและสีแดงฉาดส่องประกายเจิดจ้าตัดกับความมืดมิดยามวิกาล มู่อี้หลานทะยานร่างหลบหลีกคมกระบี่น้ำค้างที่รวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ ปลายกระบี่โลหิตของเขาตวัดปัดป้องเกล็ดน้ำแข็งที่แหลมคมจนเกิดเสียงดังสนั่นหู พลังปราณสองสาย ปราณโลหิตอันร้อนแรงดุจเปลวเพลิงนรก และปราณน้ำค้างอันหนาวยะเยือกดุจเหมันต์ ปะทะกันจนมิติรอบข้างบิดเบี้ยวเกิดเป็นคลื่นกระแทกกระจายออกเป็นวงกว้าง ต้นไม้ใบหญ้ารอบบริเวณถูกแปรสภาพเป็นผุยผงในพริบตา
นี่คือการประลองกระบี่ระหว่างสองยอดฝีมือที่หาญกล้าท้าทายลิขิตฟ้าดิน หนึ่งคือมือสังหารผู้ใช้พิษและวิถีกระบี่โลหิตอันดุดัน อีกหนึ่งคือนางเซียนผู้ถือครองกระบี่น้ำค้างสวรรค์อันบริสุทธิ์สูงส่ง ทว่า ในทุกคราที่กระบี่ของทั้งคู่ปะทะกัน สายตาที่ประสานกันกลับมิได้มีเพียงจิตสังหาร หากแต่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกซับซ้อนบางอย่างที่แม้แต่เจ้าตัวก็ยังไม่อาจหาคำตอบได้
มู่อี้หลานอาศัยจังหวะที่กระบี่น้ำค้างแทงเฉียดหัวไหล่ของตนไปเพียงกระเบียดนิ้ว พุ่งร่างเข้าประชิดตัวไป๋หลิงเซียนอย่างรวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อ ลมหายใจอุ่นร้อนของชายหนุ่มเป่ารดต้นคอระหงของนาง พร้อมกับมือข้างหนึ่งที่ยื่นไปคว้าเอวบางของนางไว้ได้อย่างแม่นยำ
ไป๋หลิงเซียนชะงักงัน ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ นางไม่คาดคิดเลยว่าบุรุษผู้นี้จะกล้าใช้กลยุทธ์ "ประชิดตัว" ที่เดิมพันด้วยชีวิตเช่นนี้ ร่างกายของทั้งสองแนบชิดกันจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นและจังหวะหัวใจที่เต้นระรัว
"เจ้า...!" ไป๋หลิงเซียนกัดริมฝีปากแน่น ปลายกระบี่น้ำค้างชี้ตรงไปที่ลำคอของมู่อี้หลานทันทีด้วยความโกรธปนกระดากอาย "คิดจะเล่นตลกอะไรรึ ปล่อยมือเดี๋ยวนี้!"
มู่อี้หลานหาได้หวาดกลัวคมกระบี่ที่จ่ออยู่ไม่ เขากลับโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ใบหน้าอันงดงามที่ขึ้นสีแดงเรื่อระเรื่อด้วยความโทสะ (และบางสิ่งที่นางเองก็ไม่กล้ามนุษย์ยอมรับ) แววตาคมกริบทอดมองนางด้วยความเจ้าเล่ห์แกมเอ็นดู
"แม่นางไป๋... ตัวเจ้าเย็นเยียบดั่งน้ำแข็ง แต่เหตุใดหัวใจที่เต้นอยู่ในอกของเจ้า จึงได้ร้อนรนถึงเพียงนี้เล่า?" มู่อี้หลานกระซิบเสียงแผ่วเบาข้างใบหูของนาง "หากเจ้าอยากได้คัมภีร์นัก... ไฉนไม่ลองแลกมันด้วย... หัวใจของเจ้าเสียเล่า?"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าที่ผ่าเปรี้ยงลงกลางใจของไป๋หลิงเซียน ร่างกายของนางแข็งทื่อไปชั่วขณะ หัวใจที่ถูกปิดตายมาตลอดชีวิตยามนี้กลับสั่นไหวอย่างรุนแรงจนควบคุมไม่อยู่
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังจะเปลี่ยนผันจากความเป็นความตายกลายเป็นความเงียบงันอันลึกซึ้งนั้นเอง...
ตูมมมมม!
เงาดำสายหนึ่งพุ่งทะยานลงมาจากยอดไม้อย่างกะทันหัน พร้อมกับฝ่ามือพลังมารสีดำสนิทที่ซัดตรงเข้าแผ่นหลังของมู่อี้หลานและไป๋หลิงเซียนพร้อมกันโดยไม่ให้ตั้งตัว!
"ระวัง!" ไป๋หลิงเซียนอุทานออกมาด้วยความตกใจ พลังปราณน้ำค้างสวรรค์ถูกระเบิดออกมาป้องกันตัวตามสัญชาตญาณ ทว่าแรงกระแทกกลับรุนแรงเกินกว่าจะต้านทานไหว ร่างของทั้งคู่ถูกซัดจนกระเด็นแยกออกจากกัน ร่างของมู่อี้หลานพ่นโลหิตสีดำออกมาคำโตขณะร่วงหล่นลงสู่หุบเหวเบื้องล่าง ส่วนไป๋หลิงเซียนก็เสียหลักกระเด็นไปกระแทกกับโขดหินจนกระอักเลือดเช่นกัน
ท่ามกลางความมืดมิดของก้นเหว เสียงหัวเราะเย้ยหยันอันน่าสะพรึงกลัวก็ดังสะท้อนก้องกังวานขึ้น...
*“ฮ่าๆๆๆ... ยอดเยี่ยมมาก! ไม่เสียแรงที่ข้าเฝ้ารอให้พวกเจ้าตัดกำลังกันเองเช่นนี้... คัมภีร์กระบี่เก้าสวรรค์และวิญญาณเซียนน้ำค้าง... ข้าพญามารโลหิต ขอรับไปทั้งสองอย่างก็แล้วกัน!”*
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในวิถียุทธภพอันเชือดเฉือนนี้ด้วยกันนะครับ
เงากระบี่สะท้านจันทร์: เพลงดาบโลหิตเคียงบัลลังก์เซียน•ตอนที่ 3
เงาดาบตัดผ่านหมอกขาว
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงากระบี่สะท้านจันทร์: เพลงดาบโลหิตเคียงบัลลังก์เซียน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!