กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในความเงียบสงบของยามราตรี ไม่ได้ทำให้สีหน้าของมู่อี้หลานแปรเปลี่ยนแม้แต่น้อย ปลายกระบี่ไร้ลักษณ์ในมือของเขายังคงหยดเลือดสีดำสนิท ซึ่งเป็นพิษสลายกระดูกที่เขาเคลือบไว้ก่อนหน้านี้ ร่างของมือสังหารเดนตายจากพรรคอสูรโลหิตที่นอนไร้ลมหายใจอยู่แทบเท้า เป็นหลักฐานชั้นดีว่า แขกยามวิกาลเหล่านี้ไม่ได้มาเพื่อเจรจาอย่างสันติอย่างแน่นอน
"ดูเหมือนว่า... แขกที่ไม่ได้รับเชิญจะมาเร็วกว่าที่คิด" มู่อี้หลานกระซิบข้างหูนาง เสียงของเขาเยียบเย็นราวน้ำแข็ง "และดูท่าทาง... พวกมันไม่ได้มาเพื่อเจรจาเสียด้วยสิครับ"
ไป๋หลิงเซียนไม่แม้แต่จะชายตามองซากศพเหล่านั้น นางยังคงยืนสง่างามดั่งเทพเซียนผู้สูงส่ง กระบี่น้ำค้างสวรรค์ในฝักยังมิได้ถูกชักออกมา ทว่ารัศมีไอเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากร่างของนางกลับทำให้บรรยากาศรอบกายลดต่ำลงจนหยาดน้ำค้างบนใบหญ้ากลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง
"พวกมันเป็นสุนัขรับใช้ชุดที่สามในรอบชั่วยามนี้แล้ว" น้ำเสียงของนางราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น มีเพียงความรำคาญใจที่เจืออยู่เล็กน้อย "วิชาตัวเบาต่ำต้อยเช่นนี้ กลับกล้าอาจหาญมารบกวนความสงบของเรา ช่างไม่เจียมตัวเอาเสียเลย"
มู่อี้หลานแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่อาบด้วยความเจ้าเล่ห์และอันตราย เขาย่อตัวลงใช้ปลายกระบี่กรีดผ่าเสื้อผ้าบริเวณหน้าอกของหัวหน้านักฆ่าที่เพิ่งสิ้นใจ ค้นหาบางสิ่งที่ซ่อนไว้อย่างแนบเนียน ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องอย่างเยือกเย็นของสตรีข้างกาย
"อย่าเพิ่งดูแคลนพวกมันไปเลยครับหลิงเซียน... สุนัขย่อมต้องมีนายที่ฝึกสอน และนายของพวกมันในครานี้ ดูเหมือนจะมีความลับบางอย่างที่น่าสนใจยิ่งกว่าหัวบนบ่าของพวกมันเสียอีก"
นิ้วเรียวยาวดุจหยกของมือสังหารหนุ่มคีบแผ่นหนหนังมนุษย์บางเฉียบที่ถูกเย็บติดไว้กับชั้นในสุดของศพออกมาอย่างระมัดระวัง กลิ่นอายของปราณโลหิตที่ถูกผนึกไว้ในแผ่นหนังนั้นพุ่งปะทะเข้าจมูกทันที ทว่าด้วยเคล็ดวิชาพิษหมื่นพิษสลายของมู่อี้หลาน เขากลับสลายกลิ่นไอสะกดรอยนั้นได้อย่างง่ายดาย
ไป๋หลิงเซียนก้มลงมองวัตถุในมือของเขา ดวงตาคู่งามหรี่ลงเล็กน้อย "นั่นคือ..."
"แผนที่หนังมนุษย์ครับ" มู่อี้หลานกล่าวตอบ สายตากวาดมองอักขระโบราณที่สลักด้วยโลหิตบนแผ่นหนังอย่างพิจารณา "ร่องรอยการเดินลมปราณและเส้นทางที่ซับซ้อนเช่นนี้... มิใช่เส้นทางสู่ค่ายกลทั่วไปอย่างแน่นอน มันชี้ไปยังสถานที่แห่งหนึ่งที่ถูกลืมเลือนในยุทธภพ... หุบเขาเร้นลับสวรรค์ไร้เงา"
คำว่า 'หุบเขาเร้นลับสวรรค์ไร้เงา' ทำให้แววตาของนางเซียนผู้เยือกเย็นไหววูบไปชั่วขณะ นางย่อมรู้ดีว่าสถานที่แห่งนั้นมีความเกี่ยวข้องอันใดกับคัมภีร์กระบี่เก้าสวรรค์ที่พรรคอสูรโลหิตกำลังตามล่าอย่างพลิกแผ่นดิน
"เจ้าพวกนั้นพกแผนที่นี้ไว้กับตัว แสดงว่าพวกมันเพิ่งกลับมาจากที่นั่น... หรือไม่ก็กำลังจะเดินทางไปสมทบกับกำลังหลัก" ไป๋หลิงเซียนวิเคราะห์ด้วยน้ำเสียงสุขุม นางก้าวเข้าไปใกล้ชายหนุ่มอีกครึ่งก้าว กลิ่นกายหอมเย็นราวดอกเหมันต์โชยปะทะนาสิกของมู่อี้หลาน "หรือว่าข่าวลือเรื่องการตื่นขึ้นของมรดกบรรพกาลในหุบเขานั้นจะเป็นความจริง?"
"จริงเท็จอย่างไร... เราก็นั่งเทียนเดาเอาไม่ได้หรอกครับ" มู่อี้หลานหัวเราะในลำคออย่างแผ่วเบา ดวงตาคมกริบสะท้อนแสงจันทร์เพ็ญยามค่ำคืน "แต่การที่พญามารโลหิตส่งมือดีระดับนี้มาตายแทน เพื่อปกป้องเส้นทางในแผนที่นี้ ย่อมแปลว่าสมบัติชิ้นนั้น... มีค่ามากพอที่จะแลกด้วยชีวิตของคนนับร้อย"
เขาม้วนแผนที่หนังมนุษย์เก็บไว้ในอกเสื้ออย่างแนบเนียน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับนางเอกสาวผู้ครองใจเขา รอยยิ้มท้าทายปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"สนใจจะไปเดินเล่นชมวิวที่หุบเขาเร้นลับกับผมสักครั้งไหมครับ... ยอดรัก"
ไป๋หลิงเซียนชำเลืองมองเขาด้วยหางตา ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบเช่นเคย "ปากมาก... หากเจ้าเอาเวลามาหยอกเยื้อนข้า ไปใช้ฝึกฝนวิชากระบี่เสียจะดีกว่า" แม้ปากจะกล่าวเช่นนั้น แต่นางก็มิได้ปฏิเสธ และเริ่มก้าวเดินนำหน้าไปก่อนแล้ว ทิ้งให้มู่อี้หลานส่ายหัวด้วยความเอ็นดูก่อนจะเร่งฝีเท้าตามไปเคียงข้าง
ยามราตรีเคลื่อนคล้อย ความเงียบงัดเข้าปกคลุมผืนป่าอีกครา ทั้งสองทะยานร่างผ่านยอดไม้ราวกับภูตผีไร้เงา มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตกตามพิกัดในแผนที่หนังมนุษย์ โดยหารู้ไม่ว่า... ในความมืดมิดเบื้องหน้า มีเงาร่างนับสิบกำลังซุ่มรอต้อนรับพวกเขาอยู่ พร้อมกับค่ายกลสังหารที่ถูกกางรอไว้ล่วงหน้าแล้วอย่างสมบูรณ์แบบ
และในวินาทีที่เท้าของมู่อี้หลานเหยียบลงบนกิ่งไม้ของต้นไม้โบราณต้นหนึ่ง แผ่นดินเบื้องล่างก็เกิดอาการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง อักขระสีแดงฉานนับพันสายพุ่งทะยานขึ้นจากพื้นดิน ห่อหุ้มพวกเขาทั้งสองไว้ภายในโดมพลังงานมหึมาที่ปิดตายทุกเส้นทางหลบหนี!
"อี้หลาน!" ไป๋หลิงเซียนอุทานขึ้นเป็นครั้งแรก ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่กดทับลงมาจากฟ้าดิน
มู่อี้หลานไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้งในขณะที่มือขวาของเขาค่อยๆ เอื้อมไปกุมด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
"ดูเหมือนว่า... พวกมันไม่ได้รอเราอยู่ที่ปลายทางครับหลิงเซียน..." เขากล่าวลอดไรฟันด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม "แต่พวกมัน... ตั้งใจจะฝังเราไว้ที่นี่ต่างหาก!"
ทันใดนั้นเอง เงาร่างอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเหนือโดมค่ายกล พร้อมกับเสียงหัวเราะก้องกังวานที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งหุบเขา—เสียงของพญามารโลหิตที่มาเยือนด้วยตนเอง!
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
เงากระบี่สะท้านจันทร์: เพลงดาบโลหิตเคียงบัลลังก์เซียน•ตอนที่ 8
เบาะแสในแผนที่หนังมนุษย์
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงากระบี่สะท้านจันทร์: เพลงดาบโลหิตเคียงบัลลังก์เซียน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!