"พิษผีเสื้อเหมันต์... ช่างเป็นวิธีลอบสังหารที่สกปรกสิ้นดี"
น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องโถงรับรองของโรงเตี๊ยมรกร้าง ปลายนิ้วเรียวยาวของมู่อี้หลานคีบเข็มเงินเล่มจิ๋วที่อาบด้วยไอพิษสีครามเข้มไว้มั่น แสงตะเกียงวับแวมสะท้อนดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีที่ซ่อนความดุดันไว้ภายใต้ความนิ่งงัน ทว่าทั่วทั้งร่างของเขากลับแผ่ไอสังหารเยียบเย็นออกมาจนอากาศรอบกายแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง
บนตั่งไม้ไผ่เบื้องหน้า ไป๋หลิงเซียนกำลังขบกริมฝีปากแน่นจนซีดเซียว เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผมและหน้าผากมน
ผิวพรรณที่เคยขาวผ่องราวน้ำนม บัดนี้กลับถูกย้อมด้วยความเขียวคล้ำบริเวณหัวไหล่ขวา
รอยแผลจากการถูกเข็มพิษเฉี่ยวชนแม้จะกว้างเพียงปลายเข็ม แต่ฤทธิ์ของมันกลับลุกลามกัดกินเส้นชีพจรอย่างรวดเร็วราวกับฝูงมดพิษนับหมื่นตัวกำลังไต่กัดกินกระดูก
นางเซียนผู้สูงส่ง เย็นชาดั่งน้ำแข็ง และไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใดในยุทธภพ บัดนี้กลับต้องหลับตาลงพยายามโคจรลมปราณสวรรค์เก้าชั้นฟ้าเพื่อกดพิษร้ายเอาไว้
ทว่ายิ่งโคจร กลับยิ่งรู้สึกเหมือนมีเข็มพันเล่มทิ่มแทงเข้าที่จุดตันเถียน เม็ดโลหิตสีดำคล้ำไหลรินซึมผ่านอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์จนน่าเวทนา
มู่อี้หลานมองภาพนั้นด้วยแววตาที่ไหววับไปชั่วขณะ
ภายใต้ความเยือกเย็นของมือสังหารผู้คร่ำหวอดในความตาย หัวใจของเขากลับกระตุกวูบอย่างประหลาด
นี่มิใช่ครั้งแรกที่เขาเห็นคนตายด้วยพิษ หรือแม้กระทั่งเห็นคนทรมานปางตาย
แต่... กับสตรีผู้ถือครองกระบี่น้ำค้างสวรรค์ผู้เคยประมือกับเขาอย่างดุเดือดบนยอดเขาเมฆา นางผู้ไม่เคยหวั่นเกรงต่อความตาย เหตุใดหัวใจของเขากับบีบรัดแน่นยามเห็นนางเจ็บปวดเช่นนี้เล่า?
"เจ้า... อย่าเข้ามาใกล้ข้า"
เสียงหวานเอ่ยขึ้นอย่างยากลำบาก ไป๋หลิงเซียนปรือตาขึ้นมองเขา สายตาที่เคยคมปลาบดั่งคมกระบี่ บัดนี้กลับเจือความอ่อนล้าและรauร้าวอย่างที่มู่อี้หลานไม่เคยเห็นมาก่อน
นางพยายามยกกระบี่น้ำค้างสวรรค์ขึ้นตั้งรับตามสัญชาตญาณของการระแวดระวังภัย แม้เรี่ยวแรงจะแทบไม่เหลือแล้วก็ตาม
"หากข้าต้องการเอาชีวิตเจ้า ข้าคงไม่ต้องเสียเวลามานั่งมองเจ้าทรมานเช่นนี้หดอก, แม่นางไป๋"
มู่อี้หลานแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นทั้งเจ้าเล่ห์และเปี่ยมด้วยเสน่ห์อันตราย
เขาก้าวเข้าไปใกล้ตั่งไม้ไผ่ทีละก้าวอย่างไม่เกรงกลัวคมกระบี่ในมือของนาง
"ถอยไป... พิษนี่มัน... กำลังกัดกินเส้นชีพจรหัวใจ หากเจ้าสัมผัสตัวข้า พิษอาจจะ..."
"อาจจะถ่ายทอดสู่ตัวข้าอย่างนั้นหรือ?"
มู่อี้หลานหัวเราะในลำคออย่างแผ่วเบา เขาไม่รอให้นางได้ปฏิเสธ พลางทรุดกายลงนั่งลงข้างตั่ง มือหนาคว้าจับข้อมือเรียวเล็กที่กำลังสั่นเทาของนางไว้อย่างมั่นคง
ไป๋หลิงเซียนสะดุ้งสุดตัว นางพยายามสะบัดออกด้วยกำลังเฮือกสุดท้าย ทว่าสัมผัสจากฝ่ามือของชายหนุ่มกลับอบอุ่นและมั่นคงอย่างประหลาด
ไอร้อนสายหนึ่งแผ่ซ่านผ่านจุดชีพจรเข้าสู่ร่างกายของนางทันที
"เจ้าทำบ้าอะไร!" นางกัดฟันกรอด ความโกรธเกรี้ยวเจือความตกใจฉายชัดในแววตา
"ช่วยชีวิตเจ้า... หรือเจ้าอยากตายอยู่ที่นี่ในสภาพสตรีหน้าตาอัปลักษณ์เพราะพิษกัดกินหน้ากันเล่า?"
มู่อี้หลานกล่าวด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า แต่แววตาที่ทอดมองนางกลับจริงจังและล้ำลึกยิ่ง
เขาวางฝ่ามืออีกข้างลงบนแผ่นหลังบอบบางของนางอย่างไร้ซึ่งความลังเล
พลังปราณแท้จริงสีทองอร่ามอันร้อนแรงราวกับเปลวเพลิงบริสุทธิ์ถูกถ่ายเทเข้าไปในร่างของนางอย่างต่อเนื่อง
นี่คือ "วิชาปราณสุริยันกลืนโลหิต" เคล็ดวิชาลับที่เขากลั่นกรองมาจากประสบการณ์ความเป็นความตายในยุทธภพ
"อึก..."
ไป๋หลิงเซียนส่งเสียงครางแผ่วด้วยความเจ็บปวดเมื่อพลังปราณอันทรงพลังปะทะกับพิษร้ายในร่างกาย
ความเย็นเยียบของพิษผีเสื้อเหมันต์และไออุ่นของปราณสุริยันเข้าห้ำหั่นกันภายในร่างจนเกิดเสียงดัง "จี่..." ราวกับน้ำหยดลงบนเตาไฟ
เหงื่อเม็ดโตไหลท่วมใบหน้าของทั้งสองคน มู่อี้หลานขมวดคิ้วมุ่น เม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามไรผมของเขาเช่นกัน
การขับพิษชนิดนี้จำเป็นต้องใช้พลังปราณถึงแปดส่วน และต้องอาศัยสมาธิขั้นสูงเพื่อไม่ให้พลังย้อนกลับมาทำ1ลายเส้นชีพจรของตัวเขาเอง
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่มีใครล่วงรู้ บรรยากาศภายในห้องโถงมืดสลัวถูกปกคลุมด้วยไอหมอกสีขาวจางๆ ที่ระเหยออกมาจากร่างของทั้งคู่
จนกระทั่ง...
*พรวด!*
ไป๋หลิงเซียนอ้าปากสำรอกโลหิตสีดำคล้ำออกมาคำโต โลหิตนั้นเมื่อกระทบพื้นไม้ก็ส่งเสียงกัดกร่อนจนเกิดควันพวยพุ่งทันที แสดงให้เห็นว่าพิษร้ายนั้นรุนแรงเพียงใด
ทว่าทันทีที่ขับพิษออกไป สีหน้าที่เขียวคล้ำของนางก็เริ่มกลับมามีเลือดฝาด ลมหายใจที่ติดขัดเริ่มกลับมาสม่ำเสมออีกครั้ง
ร่างบางเซถลาหมดเรี่ยวแรง ทว่ามู่อี้หลานไว 1 ก้าว เขาตวัดแขนโอบเอวคอดกิ่วของนางไว้แนบอกอย่างแนบเนียน
ศีรษะของนางซบลงกับลาดไหล่กว้างของเขาโดยไม่รู้ตัว กลิ่นหอมเย็นบริสุทธิ์ราวกับดอกเหมันต์ลอยแตะจมูก ปะปนกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ
"เจ้า..." ไป๋หลิงเซียนเอמהเสียงกระซิบแผ่วเบาชิดริมห่างต้นคอของเขา ดวงตากลมโตช้อนขึ้นมองใบหน้าคมคายที่อยู่ใกล้เพียงคืบ
ความเย็นชาที่นางเคยใช้ป่าวประกาศต่อโลกหล้าบัดนี้มลายหายสิ้น เหลือเพียงความสับสนและหัวใจที่เต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ
"ข้าทำไมหรือ? ช่วยชีวิตสตรีผู้เย่อหยิ่งคนหนึ่ง นี่คือสิ่งที่จอมยุทธ์คุณธรรมพึงกระทำไม่ใช่หรือไร"
มู่อี้หลานกระซิบตอบ ริมฝีปากหยักลึกแย้มยิ้มละมุนที่หาดูได้ยากยิ่ง แววตาของเขาที่มองนางเต็มไปด้วยความลึกซึ้งและอ่อนโยนจนไป๋หลิงเซียนแทบละลาย
"ข้าไม่เคยขอให้ใครมาช่วย... โดยเฉพาะเจ้า"
นางกล่าวเสียงเบาหวิว ทว่าไร้ซึ่งแรงต่อต้าน มือเรียวยังคงกำชายเสื้อผ้าของเขาไว้แน่น ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือ ชายหนุ่มผู้นี้จะหายลับไปกับความมืดมิดของราตรีกาล
"ปากแข็งเสียจริงนะ แม่นางไป๋"
มู่อี้หลานหัวเราะเบาๆ ในลำคอ มือหนาลูบเส้นผมสีดำขลับที่ชื้นเหงื่อของนางอย่างเบามือ ความรู้สึกผูกพันบางเบาแต่หนักแน่นดั่งขุนเขาค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจของทั้งสอง
ทว่า... ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังเปี่ยมด้วยความเงียบงันอันลึกซึ้งนั้นเอง
*แกร๊ก...*
เสียงเหยียบเศษกิ่งไม้แห้งดังขึ้นแผ่วเบาจากเบื้องล่างนอกหน้าต่างโรงเตี๊ยม!
มู่อี้หลานหุบยิ้มทันที แววตาคมกริบเปลี่ยนเป็นดุดันดั่งคมกระบี่ที่พร้อมปลิดชีพผู้มาเยือน
เขากระชับร่างของไป๋หลิงเซียนไว้ในอ้อมแขนมั่น พลางหันไปมองเงาดำลึกลับหลายสายที่กำลังพุ่งทะยานเข้ามาล้อมรอบโรงเตี๊ยมแห่งนี้ในความมืดมิด
"ดูเหมือนว่า... แขกที่ไม่ได้รับเชิญจะมาเร็วกว่าที่คิด" มู่อี้หลานกระซิบข้างหูนาง เสียงของเขาเยียบเย็นราวน้ำแข็ง "และดูท่าทาง... พวกมันไม่ได้มาเพื่อเจรจาเสียด้วยสิครับ"
(ขอขอบคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ติดตามการเดินทางในยุทธภพอันมืดมนนี้ด้วยกันนะครับ)
เงากระบี่สะท้านจันทร์: เพลงดาบโลหิตเคียงบัลลังก์เซียน•ตอนที่ 7
รอยแผลในอดีต
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงากระบี่สะท้านจันทร์: เพลงดาบโลหิตเคียงบัลลังก์เซียน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!