"ศิษย์น้อง... ไม่เจอฃกันนาน เจ้ายังคงงดงามและเย็นชาเหมือนเดิมนะ"
เสียงหัวเราะแหบแห้งราวกระดาษทรายถูกับแผ่นเหล็กดังบาดแก้วหู แหวกลมพายุหมุนที่โหมกระหน่ำ เงาร่างโปร่งแสงในชุดคลุมสีเทาหม่นก้าวออกมาจากม่านหมอกหนาทึบ ดวงตาของมันเรียวรีดั่งอสรพิษ ทว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดมิใช่จิตสังหารที่แผ่ออกมา หากแต่เป็นกลิ่นอายพิษสีม่วงเข้มที่ลอยวนเวียนอยู่รอบกายจนพืชพันธุ์ในรัศมีสิบจั้งเหี่ยวเฉากลายเป็นสีดำในพริบตา
มู่อี้หลานหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างไม่แยแส เขาไม่ได้ชักกระบี่ออกจากฝัก ทว่าสติสัมปชัญญะกลับตื่นตัวถึงขีดสุด ประสบการณ์จากความเป็นความตายนับครั้งไม่ถ้วนบอกเขาว่า ชายตรงหน้าหาใช่ศัตรูทั่วไป แต่เป็น "เงาอสูรโลหิต" หนึ่งในมือสังหารเงาของพรรคอสูรโลหิตที่ขึ้นชื่อเรื่องการใช้ภาพหลอนและพิษวิญญาณ
"ที่แท้ก็เป็นสุนัขรับใช้ที่หนีตายมาจากหุบเขาอสูร โผล่หัวมาเห่าหอนอะไรแถวนี้" น้ำเสียงของมู่อี้หลานราบเรียบทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสลมปราณที่กดดันจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว "หรือว่าเจ้าคิดว่ากระบี่ในมือข้ามันคมไม่พอที่จะปลิดชีพสุนัขเช่นเจ้าอีกรอบ?"
ไป๋หลิงเซียนไม่แม้แต่จะชายตามองผู้มาเยือน ร่างระหงของนางยืนหยัดสง่างามดั่งเทพเซียนผู้สูงส่งเหนือโลกียวิสัย กระบี่น้ำค้างสวรรค์ในมือส่งเสียงร้องครวญครางเบาๆ เคลือบไว้ด้วยไอเย็นยะเยือกที่พร้อมจะแช่แข็งทุกสรรพสิ่ง ปราณกระบี่ของนางแผ่พุ่งออกไปเป็นรัศมีคุ้มกาย ตัดสายลมและหมอกพิษให้ขาดสะบั้นเป็นสองท่อนในคราเดียว
"อี้หลาน... ระวังตัวด้วย" เสียงหวานใสราวระฆังแก้วเอ่ยเตือนสั้นๆ ทว่ามั่นคง นางไม่เคยหวาดหวั่นต่อหน้าศัตรู แม้กระทั่งยามเผชิญหน้ากับศัตรูเก่าของสำนัก
"วางใจเถอะหลิงเซียน สุนัขตัวนี้ ต่อให้มันมีเก้าชีวิต ก็ไม่มีปัญญาแม้แต่จะเฉียดชายผ้าของเจ้า" มู่อี้หลานตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่จงใจให้คนฟังรู้สึกสะอิดสะเอียนในความมั่นใจของเขา
ทว่า ในวินาทีที่เงาร่างชุดเทานั้นยกยิ้มเหี้ยมเกรียม ทัศนียภาพรอบตัวก็พลันบิดเบือน!
หมอกหนาทึบสีเทาไม่ได้จางหาย กลับพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ดับแสงจันทร์เพ็ญจนมืดมิด ชั่วพริบตาเดียว ทั้งมู่อี้หลานและไป๋หลิงเซียนต่างก็ถูกกลืนหายเข้าไปใน "ค่ายกลหมอกมายา" ค่ายกลโบราณที่สืบทอดมาจากยุคบรรพกาล ซึ่งขึ้นชื่อลือชาในการทดสอบจิตใจและความเชื่อใจของผู้ที่ก้าวล้ำเข้ามา
โลกเบื้องหน้าหมุนคว่ำ
เมื่อมู่อี้หลานลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขากลับพบว่าตนเองยืนอยู่ท่ามกลางทะเลเพลิงสีโลหิต เสียงกรีดร้องโหยหวนของวิญญาณนับหมื่นดังระงม บาดลึกถึงก้นบึ้งจิตใจ ภาพอดีตอันดำมืดที่เขาพยายามฝังกลบมาตลอดชีวิตผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ ภาพของสำนักที่ถูกเผาทำลาย ภาพของอาจารย์ที่สิ้นใจในอ้อมแขน และ... ภาพของไป๋หลิงเซียนที่ถือกระบี่อาบเลือด ยืนมองเขาด้วยสายตาเย็นชาไร้ความรู้สึก
"อี้หลาน... เจ้ามันก็แค่ฆาตกรเลือดเย็นคนหนึ่ง ยังกล้าอาจหาญมาเคียงคู่กับข้าอีกหรือ?" เสียงของไป๋หลิงเซียนดังสะท้อนก้องมาจากความว่างเปล่า เต็มไปด้วยความเหยียดหยามและรังเกียจ
จิตใจของมู่อี้หลานสั่นสะท้านไปชั่วขณะ ปราณในร่างปั่นป่วนจนเกือบทะลักออกทางทวารทั้งเจ็ด นี่คือภาพหลอนที่ค่ายกลดึงมาจากจุดอ่อนลึกที่สุดในจิตวิญญาณของเขา หากจิตใจหลุดลอยและเชื่อมั่นในภาพลวงตานี้ ปราณธาตุไฟจะเข้าแทรกจนร่างแหลกสลายกลายเป็นจุลทันที!
*ฮึ่ม... คิดจะใช้ภาพมายาปั่นหัวข้า งั้นหรือ?*
มู่อี้หลานกัดฟันกรอด รสคาวเลือดคละคลุ้งในโพรงปาก เขาหลับตาลง ตัดขาดการมองเห็นทางกายภาพ แล้วใช้วิถีจิตสัมผัสกระบี่แทรกซึมเข้าสู่ห้วงสำนึกแท้จริง ในวิถีกระบี่ ไม่มีที่ว่างให้กับความลังเลสงสัย สิ่งเดียวที่ต้องเชื่่อมั่นคือคมกระบี่ในมือและ... หัวใจที่อยู่เคียงข้าง
ในขณะเดียวกัน ทางด้านของไป๋หลิงเซียน นางก็เผชิญหน้ากับการทดสอบที่โหดร้ายไม่แพ้กัน
ร่างของนางถูกตรึงไว้ด้วยโซ่ตรวนแห่งความหนתเหน็บ รอบกายปรากฏภาพของมู่อี้หลานที่กำลังบาดเจ็บสาหัสและสิ้นลมหายใจต่อหน้าต่อตา เสียงกระซิบกระซาบข้างหอบบอกว่านางคือตัวกาลกิณี เป็นต้นเหตุให้คนที่นางรักต้องพบจุดจบ นางเซียนผู้เย็นชาผู้ไม่เคยหลั่งน้ำตาให้ผู้ใด บัดนี้กลับรู้สึกถึงความเจ็บปวดแปลบปลาบที่กลางอกราวกับถูกของมีคมกรีดแทง
*เจ้าสำนักเคยกล่าวไว้... หัวใจเซียนต้องไร้รัก ไร้กังวล จึงจะบรรลุถึงจุดสูงสุด* เสียงก้องในหัวเตือนสติ นางควรจะตัดใจจากบุรุษผู้นั้นเสีย เพื่อกลับคืนสู่ความหลุดพ้นตามวิถีเซียน
ทว่า... ภาพรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แต่แฝงความอบอุ่นยามที่เขาอยู่เคียงข้าง ภาพแผ่นหลังกว้างที่คอยปกป้องนางจากอันตราย กลับเด่นชัดยิ่งกว่ากฎเกณฑ์ใดๆ ของสวรรค์
"หากการบรรลุเซียนหมายถึงการต้องอยู่โดดเดี่ยวและไร้ซึ่งความรู้สึกเช่นนี้..." ไป๋หลิงเซียนลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีครามฉายแววเด็ดเดี่ยวราวกับน้ำแข็งพันปีที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่ง "ข้า... ขอเลือกที่จะเป็นมารร้ายที่มีเขาอยู่เคียงข้างเสียยังดีกว่า!"
*ฉ่างงง!*
เสียงกระบี่น้ำค้างสวรรค์แผดเสียงก้องกังวาน ปลดปล่อยไอเย็นยะเยือกที่กวาดล้างภาพลวงตาทั้งหมดในรัศมีร้อยลี้จนแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ ในเวลาเดียวกัน มู่อี้หลานก็ลืมตาขึ้นพร้อมกับจิตสังหารอันแหลมคมที่พุ่งทะยานฟ้า ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ระเบิดออกผสานเป็นหนึ่งเดียวกับไอเย็นของนาง ทะลวงม่านค่ายกลหมอกมายาจนเกิดรอยปริร้าวขนาดใหญ่บนท้องฟ้า
ทว่า ทันทีที่ค่ายกลสลายลงและพวกเขากลับมายืนเคียงบ่าเคียงไหล่อีกครั้งในโลกความเป็นจริง บรรยากาศรอบตัวกลับเยือกเย็นยิ่งกว่าเดิม
เบื้องหน้าของทั้งสอง มิใช่เงาร่างชุดเทาตัวปลอมอีกต่อไป แต่เป็นร่างของบุรุษผู้สวมหน้ากากทองคำ ประดับด้วยสัญลักษณ์รูปโลหิตไหลริน—พญามารโลหิต ผู้นำพรรคอสูรโลหิตตัวจริงเสียงจริง ก้าวออกมาจากความมืด พร้อมกับปรบมือช้าๆ ด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันที่น่าสะพรึงกลัว
"ยอดเยี่ยม... สมคำร่ำลือจริงๆ ทั้งวิถีกระบี่และจิตใจที่มั่นคง" พญามารโลหิตกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของปีศาจจากขุมนรก "แต่ทว่า... พวกเจ้าคิดจริงๆ หรือว่า การทำลายค่ายกลกากๆ นั่น จะทำให้พวกเจ้ามีชีวิตรอดออกไปจากที่นี่ได้?"
มือใหญ่ของพญามารโลหิตยกขึ้น ชี้ตรงมาที่ไป๋หลิงเซียน ก่อนที่เขาจะกล่าวประโยคที่ทำให้เลือดในกายของมู่อี้หลานเย็นเฉียบในพริบตา
"เพราะว่า... หมากตัวจริงที่ข้าต้องการ ไม่ใช่คัมภีร์บ้าบออะไรนั่นหรอก... แต่คือ 'ดวงจิตเซียน' ในร่างของนางต่างหากเล่า!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยนะครับ
เงากระบี่สะท้านจันทร์: เพลงดาบโลหิตเคียงบัลลังก์เซียน•ตอนที่ 10
ค่ายกลหมอกมายา
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงากระบี่สะท้านจันทร์: เพลงดาบโลหิตเคียงบัลลังก์เซียน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!