หุบเขาอสูรโลหิตปกคลุมด้วยหมอกโลหิตหนาทึบ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอายพิษร้ายที่แผ่ซ่านมาจากค่ายกลมรณะเบื้องหน้า ในห้วงมิติอันบิดเบี้ยวแห่งจิตอสูร ไป๋หลิงเซียนกำลังเผชิญหน้ากับภาพหลอนอันน่าสะพรึงกลัวที่สุดในชีวิต เงาร่างนับร้อยของศัตรูที่นางเคยสังหารต่างลุกขึ้นมาจากกองเลือด ดวงตาสง่างามที่เคยเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งบัดนี้สั่นระริก เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายบนหน้าผากนวลเนียน ปราณกระบี่น้ำค้างสวรรค์ในร่างปั่นป่วนจนเกือบธาตุไฟเข้าแทรก
“หลิงเซียน... เจ้าหนีไม่พ้นเงาแห่งบาปเหล่านี้หรอก...” เสียงกระซิบเยือกเย็นดังก้องมาจากความว่างเปล่า ภาพมารดาผู้ล่วงลับที่ถูกสังหารต่อหน้าต่อตาผุดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า นางสูญเสียการควบคุม ลมหายใจติดขัด กระบี่ในมือสั่นเทิ้มจนแทบถือไม่อยู่
“ถอยไป... เจ้าพวกภูตผีปีศาจ!” นางสะบัดกระบี่ออกไปสุดแรง ทว่ามันกลับเป็นการฟาดฟันความว่างเปล่า ภาพหลอนยิ่งทวีความรุนแรงและบีบคั้นหัวใจนางให้แหลกสลาย
ในวินาทีเป็นตายนั้นเอง เงาร่างสีดำสนิทราวกับภูตพรายก็พุ่งแหวกม่านหมอกโลหิตเข้ามาอย่างไร้ซุ่มเสียง มู่อี้หลานไม่สนใจค่ายกลมายาที่แผ่พุ่งเข้าใส่ตน เขาย่างสามขุมเข้าไปประชิดตัวนาง มือหนาคว้าข้อมือเรียวบางที่กำลังจะตวัดกระบี่ทำร้ายตนเองไว้แน่น ไอพิษเย็นเยือกจากกายของเขาผสมผสานกับพลังปราณบริสุทธิ์ถูกถ่ายเทเข้าไปกดจุดชีพจรหัวใจของนางทันที
“ตั้งสติซะ ไป๋หลิงเซียน” น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่เด็ดขาดและทรงพลังดังก้องในโสตประสาทของนาง “ภาพตรงหน้าล้วนเป็นภาพลวง หากใจเจ้าหวั่นไหว แม้แต่คมกระบี่ของเจ้าเองก็จะเป็นคมมีดที่ย้อนกลับมาปลิดชีพเจ้า!”
ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวของมู่อี้หลานสบประสานเข้ากับดวงตาดอกท้อที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกของนาง ในวินาทีที่สบตานั้น ไออุ่นจากฝ่ามือของเขาแผ่ซ่านผ่านผิวเนื้อเข้าสู่กระแสเลือด ช่วยชำระล้างจิตมารที่กำลังกัดกินวิญญาณของนางออกไปจนหมดสิ้น ไป๋หลิงเซียนรู้สึกราวกับตนเองได้ตื่นจากฝันร้ายอันยาวนาน ลมหายใจที่ติดขัดกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ทว่าสิ่งที่ไม่ปกติ... คือจังหวะการเต้นของหัวใจนางที่เริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง
กำแพงน้ำแข็งที่นางใช้ปิกล้อมหัวใจมาตลอดชีวิตการบำเพ็ญเพียร บัดนี้กำลังปริร้าวทีละน้อย
“เจ้า...” นางเอ่ยเสียงแผ่วเบา ริมฝีปากสั่นระริก ปราณกระบี่รอบกายสงบลงอย่างรวดเร็วภายใต้การประคองกอดอันมั่นคงของเขา
“ข้าบอกแล้วว่า... หมาร์ตัวจริงที่ข้าต้องการ ไม่ใช่คัมภีร์บ้าบออะไรนั่นหรอก” มู่อี้หลานยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเจ้าเล่ห์และเสน่หาอันตราย “แต่เป็นตัวเจ้านั่นต่างหาก... แม่นางไป๋”
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจนาง ไป๋หลิงเซียนหน้าแดงก่ำขึ้นมาวูบหนึ่ง นางสะบัดตัวออกเบาๆ ด้วยความประหม่าที่หาได้ยากยิ่งในรอบร้อยปี ทว่าแววตาที่มองเขานั้น มิได้มีความเย็นชาห่างเหินเช่นเดิมอีกต่อไป มีเพียงความซับซ้อนและระลอกคลื่นแห่งความห่วงหาที่ไม่อาจซ่อนเร้น
“เจ้าคนเจ้าเล่ห์... ในสถานการณ์เช่นนี้ยังมีแก่ใจมาเอ่ยคำยั่วเย้าอีกหรือ” นางพยายามปรับน้ำเสียงให้กลับมาเย็นชาดังเดิม แต่ใบหูที่แดงก่ำกลับทรยศความรู้สึกทั้งหมด
“บนเส้นทางยุทธภพอันโสมม มีเพียงคนโง่เท่านั้นที่จริงจังกับทุกสิ่ง” มู่อี้หลานหัวเราะในลำคออย่างแผ่วเบา สายตาคมกวาดมองไปรอบค่ายกลที่เริ่มสลายตัวลงทีละน้อยเนื่องจากจิตมารถูกทำลาย “ทว่า... สำหรับเรื่องของเจ้า ข้าไม่เคยล้อเล่น”
ยังไม่ทันที่ไป๋หลิงเซียนจะได้เอ่ยคำใดตอบโต้ บรรยากาศรอบกายก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกถึงขั้วกระดูก หมอกโลหิตที่ควรจะจางหายกลับพวยพุ่งขึ้นมาอีกครั้งนับร้อยเท่า พร้อมกับเสียงหัวเราะก้องกังวานที่สะเทือนไปทั่วทั้งหุบเขาอสูร
“ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นภาพความรักที่น่าประทับใจเสียจริง มู่อี้หลาน เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการทำลายภาพหลอนกระจอกงอกง่อยนั่น จะทำให้พวกเจ้าผ่านพ้นค่ายกลโลหิตเก้าสวรรค์ไปได้?”
ร่างของพญามารโลหิตปรากฏขึ้นบนยอดผาสูงชัน ดวงตาสดดั่งโลหิตคู่นั้นจ้องมองลงมายังคนทั้งสองด้วยแววตาราวกับพญาเหยี่ยวจ้องมองเหยื่อ ในมือของมันถือลูกแก้วสีดำสนิทที่แผ่ไอพลังงานมืดมิดออกมาปกคลุมทั่วบริเวณ
มู่อี้หลานหรี่ตาลงเล็กน้อย กระบี่เหล็กนิลในฝักข้างกายส่งเสียงร้องคำรามเบาๆ สัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่เข้มข้นยิ่งกว่าครั้งไหนๆ เขาขยับกายก้าวมาบังร่างของไป๋หลิงเซียนไว้ครึ่งหนึ่งอย่างเป็นธรรมชาติ
“พญามารโลหิต ในที่สุดเจ้าก็โผล่หัวออกมาเสียที” มู่อี้หลานกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่แหลมคมดั่งปลายกระบี่
“เด็กน้อย เจ้ายังอ่อนหัดนักที่คิดจะมาแย่งชิงดวงจิตเซียนจากมือข้า!” พญามารโลหิตสะบัดมือวูบ ลูกแก้วในมือระเบิดแสงสีดำทะมึนออกมา พร่ามัวท้องนภาให้มืดมิดลงในพริบตา อักขระโบราณนับหมื่นตัวปรากฏขึ้นกลางอากาศ ปิดตายทุกเส้นทางหนีของพวกเขาทั้งสอง
ไป๋หลิงเซียนกระชับกระบี่น้ำค้างสวรรค์ในมือแน่น ปราณเซียนบริสุทธิ์แผ่พุ่งออกมาประสานกับไอพลังของมู่อี้หลานอย่างลงตัวอย่างไร้ที่ติ ราวกับมังกรและหงส์ที่กำลังผสานพลังกันต่อต้านความมืดมิด
“อี้หลาน...” นางเอ่ยเรียกชื่อเขาเป็นครั้งแรกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด “ค่ายกลนี้ผูกติดกับชีวิตของมัน หากจะทำลาย ต้องโจมตีจุดตายพร้อมกันในเสี้ยวลมหายใจเดียว”
มู่อี้หลานเหลือบมองนาง รอยยิ้มมั่นใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย “วางใจเถอะ หลิิงเซียน... วันนี้ ต่อให้เป็นเงื้อมมือของพญามาร หรือแม้แต่ทัณฑ์สวรรค์ ข้าก็จะไม่ยอมให้ผู้ใดแตะต้องเส้นผมของเจ้าแม้แต่เส้นเดียว”
สิ้นคำพูดนั้น นิ้วเรียวยาวของมือสังหารหนุ่มก็สัมผัสลงที่ด้ามกระบี่...
**ฉับพลันนั้นเอง** แผ่นดินใต้เท้าของพวกเขาก็ทรุดฮวบลง พร้อมกับเงาร่างนับพันที่พุ่งทะยานขึ้นมาจากพื้นดิน ไม่ใช่ศัตรูหน้าไหนอื่น... แต่เป็นร่างเงาของมู่อี้หลานเองนับร้อยคนที่ถือกระบี่อาบยาพิษ พุ่งเข้าใส่ทั้งตัวเขาและไป๋หลิงเซียนพร้อมกันจากทุกสารทิศด้วยความเร็วเหนือแสง! และในขณะที่ทั้งสองกำลังจะตวัดกระบี่สวนกลับ เสียงหัวเราะอันคุ้นเคยอย่างยิ่งของบุคคลที่สาม ซึ่งไม่ควรจะอยู่ที่นี่ ก็ดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลังของพญามารโลหิต...
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
เงากระบี่สะท้านจันทร์: เพลงดาบโลหิตเคียงบัลลังก์เซียน•ตอนที่ 11
วิชาใจสะท้อนกระบี่
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงากระบี่สะท้านจันทร์: เพลงดาบโลหิตเคียงบัลลังก์เซียน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!