ความตายไม่เคยส่งเสียงเคาะประตูยามเมื่อมันมาเยือน... มันมักจะคืบคลานเข้ามาในความเงียบงัน ดุจดั่งเงาสะท้อนของความตายที่ทาบทับลงบนผืนป่าไผ่เบื้องล่าง
"พญามารโลหิต... มาเยือนด้วยตนเองแล้วกระนั้นหรือ?"
เสียงกระซิบที่ลอยมาตามสายลมหนาวเหน็บเมื่อครู่ ยังคงวนเวียนอยู่โสตประสาทของมู่อี้หลานและไป๋หลิงเซียน ภายในถ้ำหارفที่ซ่อนเร้นหลังม่านน้ำตก ปราณโลหิตเข้มข้นสายหนึ่งแผ่ซ่านกดทับลงมาจนอากาศรอบกายหนาหนักราวกับถูกหลอมด้วยตะกั่ว
มู่อี้หลานไม่ขยับเขยื้อน ร่างของเขายังคงยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าแผ่นศิลา มือขวาเรียวยาวดั่งหยกขาวกุมด้ามกระบี่วิญญาณโลหิตไว้มั่น ดวงตาคู่คมกริบดั่งเหยี่ยวพญาหันไปมองสตรีผู้เลอโฉมที่นั่งอยู่บนแท่นหิน นางเซียนผู้เย็นชาดั่งน้ำแข็ง ไป๋หลิงเซียนในยามนี้ ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันแน่นจนซีดเซียว ปลายกระบี่น้ำค้างสวรรค์ในมือของนางสั่นระริกเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว... หากแต่เป็นเพราะความทรงจำอันเจ็บปวดที่ถูกกระชากให้ตื่นขึ้นจากหลุมศพแห่งกาลเวลา
"เจ้าเด็กโง่..." เสียงหวานใสที่เคยเย็นชาราวหิมะพันปี บัดนี้กลับสั่นพร่าเล็กน้อย ไป๋หลิงเซียนเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาคู่สวยที่เคยไร้ระลอกคลื่น บัดนี้ไหววูบดั่งผิวน้ำถูกโยนก้อนหินลงไป "เหตุใดเจ้าจึงยังใจเย็นอยู่ได้? พญามารโลหิต... มันไม่ใช่ยอดฝีมือทั่วไป ปราณอสูรโลหิตของมันฝึกสำเร็จถึงขั้นเก้าวิถีมารแล้ว ต่อให้รวมพลังของเราทั้งสองคน ก็ยากที่จะต้านทานกระบวนท่า 'หมื่นโลหิตคืนวิญญาณ' ของมันได้!"
มู่อี้หลานแย้มยิ้ม มุมปากหยักลึกปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยันฟ้าดิน เขาก้าวเท้าเข้าไปใกล้ร่างบางช้าๆ กลิ่นอายบุรุษอันเยือกเย็นและทรงอำนาจแผ่ซ้ำกลบกลืนกลิ่นอายมารภายนอกจนหมดสิ้น เขาย่อตัวลงเล็กน้อยให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกับนาง มือซ้ายยื่นออกไปปัดปอยผมสีดำขลับที่คลอเคลียแก้มเนียนนุ่มของนางอย่างแผ่วเบา โดยไร้ซึ่งความเกรงกลัวต่อสถานการณ์คับขันภายนอก
"เซียนเอ๋อร์..." น้ำเสียงทุ้มนุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยความองอาจหลุดจากริมฝีปากของมือสังหารหนุ่ม "ในยุทธภพนี้ ข้าเคยลิ้มลองรสชาติของความตายมานับครั้งไม่ถ้วน พิษร้ายนับร้อยชนิดเคยไหลเวียนอยู่ในเส้นโลหิตของข้า แต่ไม่เคยมีครั้งไหนเลย... ที่ข้าจะยอมก้มหัวให้โชคชะตา หรือแม้กระทั่งพญามารตนนั้น"
ไป๋หลิงเซียนชะงักงัน หัวใจที่เคยถูกปิดตายด้วยน้ำแข็งและกาลเวลามานานนับสิบปี กระตุกวูบอย่างรุนแรง นางมองลึกเข้าไปในดวงตาสีดำสนิทคู่นั้น ที่สะท้อนเงาของนางเพียงผู้เดียว ไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัว มีเพียงความทะนงตนในวิถีกระบี่ และประกายความอ่อนโยนที่มอบให้เฉพาะนางเท่านั้น
"เจ้า..." นางพยายามจะเอ่ยค้าน แต่ปลายนิ้วอุ่นของมู่อี้หลานกลับแตะลงบนริมฝีปากของนางเบาๆ เพื่อห้ามคำพูดเหล่านั้น
"ฟังข้า..." มู่อี้หลานกล่าวด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก "ก่อนที่มารสารเลวนั่นจะพังค่ายกลเข้ามา ข้าอยากรู้เรื่องราวของเจ้า... เรื่องราวที่เจ้าเก็บซ่อนไว้เบื้องหลังรอยยิ้มเยือกเย็นและกระบี่น้ำค้างสวรรค์เล่มนั้น เหตุใดทายาทแห่งสำนักเซียนกระบี่สวรรค์ จึงต้องมาเร่ร่อนหลบหนีการตามล่าในดินแดนรกร้างแห่งนี้?"
ถ้ำพักแรมตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ มีเพียงเสียงหยดน้ำจากหินงอกหินย้อยกระทบพื้นน้ำดั่งเสียงนาฬิกาชีวิตที่กำลังเดินถอยหลัง ภายนอกถ้ำ ปราณโลหิตแผ่ขยายเข้ามาใกล้ทุกที กลิ่นอายคาวเลือดโชยผ่านม่านน้ำตกเข้ามาเตือนสติว่าเวลาเหลืออีกไม่มากแล้ว
ไป๋หลิงเซียนหลับตาลงช้าๆ หายใจเข้าลึกเพื่อระงับคลื่นอารมณ์ในอก เมื่อนางลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตานั้นก็เปลี่ยนเป็นประกายแห่งความเศร้าสลดและแค้นเคืองที่ถูกฝังกลบมาเนนาน
"สิบปีก่อน..." เสียงของนางแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของภูตผี "สำนักเซียนกระบี่สวรรค์ของข้า... ไม่ได้ล่มสลายเพราะภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่มันพินาศลงด้วยน้ำมือของคนที่เรารักและไว้ใจที่สุด... ศิษย์พี่ใหญ่ของข้าเอง"
มู่อี้หลานคิ้วกระตุกเล็กน้อย แต่ไม่เอ่ยแทรก เขารอฟฟังอย่างตั้งใจ
"ในคืนที่หิมะโปรยปรายหนาแน่นที่สุด ศิษย์พี่ใหญ่ผู้ซึ่งอาจารย์รักและหมายมั่นปั้นมือให้สืบทอดตำแหน่งประมุขสำนัก กลับแปรพักตร์ไปซบตอพญามารโลหิต แลกกับวิชามารต้องห้าม 'คัมภีร์โลหิตกลืนสวรรค์' เขาใช้พิษสลายปราณผสมลงในสุราฉลองครบรอบวันเกิดของอาจารย์... ทำให้ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่และผู้อาวุโสทั้งแปด ไม่สามารถแม้แต่จะชักกระบี่ออกจากฝักได้"
หยดน้ำตาใสไหลรินลงมาจากดวงตากลมโตของนาง หยดลงบนหลังมือของมู่อี้หลานที่ยังคงกุมมือของนางไว้อยู่ ความเย็นเฉียบของน้ำตาผสานกับความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขา สร้างความรู้สึกแปลกประหลาดที่สะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
"คืนนั้น... เลือดนองท่วมสำนักเซียนกระบี่สวรรค์ ศิษย์น้องนับร้อยคนถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม ข้าถูกอาจารย์ผลักตกหน้าผาทมิฬด้วยลมปราณเฮือกสุดท้าย พร้อมกับมอบกระบี่น้ำค้างสวรรค์และเคล็ดวิชาลับให้... ข้ามีชีวิตอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ ก็เพื่อล้างแค้นให้พวกท่าน... เพื่อลากคอมันทระย้าผู้ทรยศ และพญามารโลหิตลงไปชดใช้ในขุมนรก!"
สิ้นคำพูดของนาง บรรยากาศภายในถ้ำก็พลันเย็นเยียบลงยิ่งกว่าเดิม ความแค้นอันหนักอึ้งดั่งขุนเขาถูกปลดปล่อยออกมา จนทำให้ละอองน้ำรอบกายกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งร่วงหล่นลงสู่พื้น
มู่อี้หลานมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป จากความหลงใหลในความงามและฝีมือ กลายเป็นการยอมรับนับถือในจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งที่ยอมแบกรับความอัปยศและความโดดเดี่ยวไว้เพียงลำพัง
เขาโน้มตัวเข้าไปใกล้ จนหน้าผากของทั้งสองแนบชิดกัน ลมหายใจอุ่นร้อนผสมผสานกับกลิ่นอายจางๆ ของพิษมังกรเพลิงที่เขาพกติดตัว
"เซียนเอ๋อร์..." มู่อี้หลานกระซิบเสียงพร่า แววตาสีดำสนิทเปล่งประกายคมปลาบดั่งคมกระบี่ที่พร้อมจะตัดผ่านความมืดมิด "นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป... ความแค้นของเจ้า คือความแค้นของข้า เลือดของคนสำนักเซียนกระบี่สวรรค์ จะต้องได้รับการชำระด้วยเลือดของพญามารโลหิต!"
ไป๋หลิงเซียนเบิกตากว้างเล็กน้อย หัวใจที่ด้านชามานานนับทศวรรษบัดนี้เต้นแรงราศจะทะลุออกมานอกอก ความรู้สึกอบอุ่นแปลกประหลาดแผ่ซ่านเข้าปกคลุมหัวใจที่หนาวเหน็บ นางไม่เคยคิดเลยว่า... ในวันที่มืดมนที่สุดของชีวิต จะมีบุรุษผู้ทะนงตนเช่นนี้ก้าวเข้ามาเคียงข้าง และประกาศกร้าวว่าจะแบกรับโลกทั้งใบร่วมกับนาง
"แต่มันมาถึงแล้ว..." ไป๋หลิงเซียนกระซิบเตือนสติ เมื่อแรงกดดันภายนอกถ้ำพุ่งทะยานถึงขีดสุด หินผารอบถ้ำเริ่มสั่นสะเทือน รอยร้าวรานปรากฏขึ้นบนผนังถ้ำดั่งใยแมงมุม
"ปล่อยให้มันมา..." มู่อี้หลานยืดตัวขึ้นช้าๆ มือขวายกขึ้นกุมด้ามกระบี่วิญญาณโลหิตแน่น แววตาสีแดงฉานวับวามขึ้นภายใต้เงาจันทร์ที่สาดส่องลอดผ่านม่านน้ำตกเข้ามา "ข้าอยากรู้เหมือนกันว่า... ระหว่างกระบี่โลหิตของข้า กับปราณมารโลหิตของมัน สิ่งใดจะคมกริบกว่ากัน!"
ทันใดนั้นเอง! เสียงหัวเราะเยือกเย็นดั่งมาจากขุมนรกก็ดังสะท้านก้องทะลุม่านน้ำตกเข้ามา พร้อมกับเงาร่างสีดำมหึมาที่พุ่งทะยานฝ่าสายน้ำเข้ามาภายในถ้ำ แรงระเบิดของปราณมารทำให้หินผาถล่มลงมาปิดกั้นทางเข้าจนหมดสิ้น!
ฝุ่นควันตลบอบอวล... ท่ามกลางเศษหินและฝุ่นผง เงาร่างในชุดคลุมสีเลือดปรากฏกายขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากอสนีบาต
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นภาพคู่รักที่น่าประทับใจเสียจริง มู่อี้หลาน... ไป๋หลิงเซียน... พวกเจ้าคิดว่าจะหนีพ้นเงื้อมมือของข้าไปได้งั้นหรือ?" เสียงของพญามารโลหิตดังก้องกังวาน บีบหัวใจให้หยุดเต้น
แต่มู่อี้หลานกลับไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว เขาก้าวออกไปยืนบังร่างของไป๋หลิงเซียนไว้ครึ่งหนึ่ง ปลายกระบี่ในมือชี้ตรงไปที่ร่างของพญามารโลหิต รอยยิ้มเย็นชาปรากฏบนมุมปากของมือสังหารหนุ่ม
"เจ้ามาได้เร็วเกินคาด... ไอ้สุนัขรับใช้แห่งนรก" มู่อี้หลานเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่แฝงด้วยจิตสังหารที่รุนแรงถึงขีดสุด "แต่ก็ดี... ข้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลาตามล่าเจ้าให้เหนื่อยแรง"
พญามารโลหิตหรี่ตาลง ปราณมารระเบิดออกรอบตัวจนพื้นถ้ำแตกละเอียด มันยกมือขึ้นเตรียมจะสะบัดฝ่ามือโลหิตสังหาร...
ทว่า! ก่อนที่การต่อสู้เป็นตายจะเริ่มต้นขึ้น ไป๋หลิงเซียนที่ยืนอยู่ด้านหลัง มู่หลาน พลันสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างของมู่อี้หลานเอง!
ลมปราณในจุดชีพจรทั่วร่างของมู่อี้หลานเกิดการแปรปรวนอย่างรุนแรง เสียงคำรามต่ำดั่งมังกรหลับไหลดังสะท้อนมาจากภายในอกของเขา ไอพิษสีม่วงเข้มพวยพุ่งทะลุเสื้อผ้าออกมาหลอมรวมกับปราณกระบี่จนเกิดเป็นอักขระโบราณสีเลือดลอยวนรอบตัว!
*แย่แล้ว...!* ไป๋หลิงเซียนหน้าถอดสี "เจ้า... เจ้ากำลังจะทะลวงขอบเขตขั้นที่เจ็ด... ในเวลานี้เนี่ยนะ?!"
มู่อี้หลานกัดฟันแน่น เหงื่อกาฬไหลโทรมกาย ร่างกายของเขาร้อนดั่งไฟเผาจากการปะทะกันระหว่างพิษในร่างกายกับปราณฟ้าดินที่ทะลักเข้ามาอย่างไร้ทิศทาง ดวงตาทั้งสองข้างเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานเต็มขั้น ท่ามกลางแรงกดดันจากพญามารโลหิตที่กำลังจะซัดฝ่ามือสังหารเข้ามา และทัณฑ์สวรรค์ที่กำลังก่อตัวคำรามก้องอยู่เหนือท้องฟ้ายามค่ำคืน!
--------------------------------------------------
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
เงากระบี่สะท้านจันทร์: เพลงดาบโลหิตเคียงบัลลังก์เซียน•ตอนที่ 14
ค่ำคืนใต้แสงจันทร์สาดส่อง
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงากระบี่สะท้านจันทร์: เพลงดาบโลหิตเคียงบัลลังก์เซียน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!