กลิ่นอายของกำยานดอกกุ้ยฮวาที่ลอยอวนอยู่ในตำหนักชั้นในไม่ได้ช่วยให้จิตใจของถังจิ่นเซ่อสงบลงเลยแม้แต่น้อย
ปลายนิ้วเรียวที่ผ่านการฝึกฝนวิชาซัดเข็มมานับครั้งไม่ถ้วน บัดนี้กำลังสั่นเทาเล็กน้อยยามสัมผัสลงบนขอบถ้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียวไข่กา น้ำชาด้านในยังคงร้อนกรุ่นและส่งไอจางๆ แต่สำหรับนางแล้ว มันกลับให้ความรู้สึกหนาหนักราวกับกำลังแบกรับหุบเหวแห่งความเป็นตาย
ในสำนักนักฆ่าเงาอัสนี... กฎข้อแรกคือความไร้หัวใจ กฎข้อที่สองคือความภักดีต่อคำสั่ง และกฎข้อที่สามคือการไม่ตั้งคำถาม
ตลอดชีวิตยี่สิบปีที่ผ่านมา ถังจิ่นเซ่อคือนิยามอันสมบูรณ์แบบของกฎเหล่านี้ นางคือ 'เข็มเงินมรณะ' ผู้ปลิดชีพเป้าหมายโดยไม่เคยกระพริบตา ไม่เคยลังเล และไม่เคยรู้จักคำว่าอาลัยอาวรณ์ ทุกชีวิตที่ดับสูญใต้เงาเข็มของนางเป็นเพียงตัวเลขในบัญชีที่ต้องสะสางเพื่อแลกกับเบี้ยหวัดและที่ยืนในโลกอันมืดมิด
ทว่า ในยามนี้ ภาพของบุรุษผู้มีดวงตาดั่งพญาเหยี่ยวและรอยยิ้มเย้ยหยันฟ้าดินอย่าง 'ฉินอ๋องหลี่เฟย' กลับซ้อนทับเข้ามาในห้วงความคิดอย่างไม่อาจหักห้าม
*“เจ้าเป็นมือสังหารที่ไร้ใจ... หรือเป็นแค่หุ่นเชิดที่ถูกชักใยโดยผู้เฒ่าไร้เงากันแน่, จิ่นเซ่อ”*
สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจที่เคยกระซิิบบอกนางท่ามกลางความมืดมิดของคืนจันทร์ดับยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ทุกคำถามของเขาไม่ได้มุ่งหมายจะบั่นทอนกำลังใจ แต่มันคือลิ่มทองคำที่ค่อยๆ ตอกย้ำลงบนรอยปริร้าวเล็กๆ ในกำแพงแห่งอุดมการณ์ที่นางสร้างขึ้นมาทั้งชีวิต
สำนักนักฆ่าสอนให้นางเชื่อว่าราชสำนักเน่าเฟะและมีแต่การหลอกลวง ผู้มีอำนาจล้วนเหยียบย่ำผู้อื่นเพื่อไต่เต้า แต่ยามที่นางต้องแฝงตัวเข้าไปในตำหนักของฉินอ๋องเพื่อรอจังหวะปลิดชีพตามคำสั่งของประมุขพรรค สิ่งที่นางพบกลับไม่ใช่ความโหดร้ายทารุณตามคำกล่าวอ้าง หากแต่เป็นบุรุษผู้ยอมแบกรับข้อครหาและความเกลียดชังจากทั่วสารทิศ เพื่อกวาดล้างก๊กการเมืองที่สูบกินเลือดเนื้อของราษฎร
หลี่เฟยไม่เคยบังคับให้นางเลือกข้าง เขามีแต่จะยื่นกระบี่ให้ แล้วท้าทายให้นางตัดสินใจด้วยตนเองว่า ระหว่าง "คำสั่งที่ต้องทำตามสัญญาล้างแค้นในอดีต" กับ "ความจริงที่ปรากฏตรงหน้า" สิ่งใดคือนิยามของความถูกต้องที่แท้จริง
ถังจิ่นเซ่อสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะงัดความสั่นไหวในอก เสื้อคลุมผ้าแพรปักลายเมฆสีนิลขยับตามจังหวะการไหวของหัวใจ นางหลับตาลง ภาพของคัมภีร์ลับบัญชีสินบนที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นเรือนไม้ไผ่ของหอตำราหลวงผุดขึ้นมา... หากนางยังคงทำตามภารกิจของสำนัก คือการขโมยบัญชีนี้ไปมอบให้แก่ขั้วอำนาจเก่าเพื่อใช้ทำลายล้างฉินอ๋อง แผ่นดินนี้คงต้องจมปลักอยู่ในวังวนแห่งการแย่งชิงที่นองเลือดไม่รู้จบ แต่หากนางเลือกที่จะหันหลังให้สำนัก สิ่งที่รออยู่คือทัณฑ์ทรมานเจ็ดป่าช้าและข้อหาทรยศที่ไม่มีวันล้างมลทินได้
"เจ้ากำลังลังเล..."
เสียงทุ้มที่ดังขึ้นอย่างเงียบเชียบจากเบื้องหลังทำให้สติของนางกลับคืนมาในเสี้ยววินาที ถังจิ่นเซ่อดีดตัวลุกขึ้นพร้อมซัดเข็มเงินในมือพุ่งตรงไปยังทิศทางของต้นเสียงทันทีด้วยสัญชาตญาณดิบแห่งมือสังหาร
*แกร๊ง!*
นิ้วแกร่งของบุรุษผู้มาเยือนคีบเข็มเงินเล่มนั้นไว้ได้อย่างแม่นยำราวกับคาดการณ์เอาไว้แล้ว หลี่เฟยยืนอยู่ตรงนั้น ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีครามเข้มปักลายมังกรห้าเล็บซ่อนลาย ดวงตาคมกริบทอดมองนางด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ระหว่างความขบขันและความอ่อนโยนที่ลึกล้ำเกินกว่าจะเอ่ย
"ฝีมือตกไปนะ, เข็มเงินมรณะ" หลี่เฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงติดตลกเล็กน้อย ทว่าแววตากลับจริงจังจนน่ากลัว "หรือว่าเงาของสำนักนักฆ่าเริ่มหนักอึ้งเกินกว่าที่มือคู่นี้จะแบกรับไหวแล้ว?"
"ท่านอ๋อง..." ถังจิ่นเซ่อถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ พยายามรักษาท่าทีเยือกเย็นที่หลงเหลืออยู่ "หม่อมฉันกำลังปฏิบัติหน้าที่... การที่พระองค์เสด็จมาในยามวิกาลเช่นนี้ เกรงว่าจะไม่เหมาะสม"
"ไม่เหมาะสมตรงไหน?" หลี่เฟยสาวเท้าเข้ามาใกล้ทีละก้าว กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นจันทร์หอมจางๆ แผ่ซ่านจนทำให้อากาศรอบกายราวกับเบาบางลง "ในเมื่อเจ้ากับข้า... ต่างก็รู้ดีว่าบัดนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับคนลังเลในหมากกระดานนี้อีกแล้ว"
เขายื่นมือหนาออกมา หมายจะแตะลงบนพู่กันหยกที่เหน็บอยู่ข้างเอวของนาง แต่นางกลับเบี่ยงกายหลบอย่างระแวดระวัง หลี่เฟยไม่ได้โกรธเคือง เขากลับหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะหยิบราชยโ소งการม้วนเล็กที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อออกมา วางลงบนโต๊ะไม้ชาตรงหน้าช้าๆ
"นี่คืออะไรพะยะค่ะ..." ถังจิ่นเซ่อนิ่วหน้า
"สาส์นลับจากประมุขสำนักเงาอัสนีของเจ้า" หลี่เฟยกล่าวเสียงเรียบ ดวงตาจ้องลึกเข้ามาในดวงตานาง "พวกมันไม่ได้สั่งให้เจ้าฆ่าข้าในคืนนี้หรอก... แต่พวกมันสั่งให้เจ้า 'วางยาพิษ' มารดาเลี้ยงของข้า ผู้กุมกำลังสำรองครึ่งหนึ่งของเมืองหลวง เพื่อเปิดทางให้กองกำลังนอกด่านบุกเข้ามา"
หัวใจของถังจิ่นเซ่อกระตุกวูบ ความเย็นเยียบแล่นพล่านจากปลายนิ้วลามขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ
*นี่ไม่ใช่การแก้แค้นส่วนตัว... นี่คือการขายชาติ!*
สำนักที่นางเคยเคารพรักและจงรักภักดีมาตลอดชีวิต แท้จริงแล้วเป็นเพียงเครื่องมือของกลุ่มกบฏที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง ความแค้นในอดีตที่ประมุขพลอยพร่ำบอกนางมาตลอด ถูกใช้เป็นเพียงน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อจุดไฟเผาทำลายแผ่นดิน
"เจ้ายังจะภักดีต่อคำสั่งที่ไร้เหตุผลนี้อยู่อีกหรือไม่, จิ่นเซ่อ?" หลี่เฟยเอ่ยถาม น้ำเสียงของเขาไม่ได้กดดัน แต่มันกลับทรงพลังยิ่งกว่ากองทัพนับหมื่นนาย
ถังจิ่นเซ่อก้มมองราชโองการลับบนโต๊ะ มือที่เคยนิ่งสนิทดั่งหินผาบัดนี้สั่นเทารุนแรง ความผูกพันสิบปีกับสำนักพังทลายลงในชั่วพริบตา เหลือเพียงความเคียดแค้นชิงชังที่ถูกหักหลัง และความรู้สึกผิดที่เกือบจะกลายเป็นเครื่องมือทำลายบ้านเมือง
นางเงยหน้าขึ้น สบตากับบุรุษตรงหน้า แววตาที่เคยว่างเปล่าไร้ระลอกคลื่นบัดนี้เต็มไปด้วยประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวที่สุกสว่างยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
ทว่า ก่อนที่นางจะได้กล่าวคำใดออกมา เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นที่นอกประตำหนัก ประตูไม้แกะสลักถูกถีบเปิดออกอย่างไร้พิธีรีตอง ขันทีเฒ่าผู้เป็นคนสนิทของไทเฮาก้าวเข้ามาพร้อมองครักษ์เสื้อแพรนับสิบชีวิต ใบหน้าของขันทีเฒ่าซีดเผือดแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความอำมหิต
"ฉินอ๋อง! ถังจิ่นเซ่อ!" ขันทีเฒ่าตะโกนลั่น พลางชี้กระบี่มาที่ทั้งสอง "พวกเจ้าสมคบคิดกันเป็นกบฏ ลักลอบคบหาและเตรียมการปลงพระชนม์ฝ่าบาท! ราชโองการด่วนที่สุดจากในหลวง... สั่งประหารสถานเดียว!"
หลี่เฟยหรี่ตาลงรอยยิ้มเย้ยหยันผุดขึ้นที่มุมปากทันที ในขณะที่ถังจิ่นเซ่อชักกระบี่ออกจากฝักในพริบตา ประกายคมกลาบสะท้อนแสงไฟวับวับ ทว่าสายตาของนางไม่ได้มองเหล่าองครักษ์ตรงหน้า แต่มันกลับไปสะดุดเข้ากับตราประทับลับบนดาบของหัวหน้าองครักษ์—ตราประทับรูปบุปผาโลหิตที่เป็นสัญลักษณ์สูงสุดของ... สำนักเงาอัสนี!
***
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางในหมากกระดานอันตรายนี้ไปพร้อมกับจิ่นเซ่อนะคะ หวังว่าทุกท่านจะตื่นเต้นไปกับความลับที่กำลังจะเปิดเผยในบทถัดไปค่ะ
บัญญัติกรงหยก สยบยอดฝีมือไร้ใจ•ตอนที่ 8
รอยร้าวในใจ
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัญญัติกรงหยก สยบยอดฝีมือไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!