กลิ่นอายของชาผู่เอ่อร์หมักบ่มข้ามทศวรรษคุกรุ่นอยู่เหนือโต๊ะประดับมุก ทว่ามันมิอาจกลบกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ลอยวนอยู่ในโถงรับรองของตำหนักฉินอ๋องได้เลยค่ะ
ราชสำนักในยามนี้เปรียบเสมือนเตาหลอมเหล็กที่ตั้งอยู่บนกองเพลิงโหมกระหน่ำ ราชโองการฉบับล่าสุดที่เพิ่งประกาศก้องกลางท้องพระโรงเมื่อยามย่ำรุ่ง ยังคงทิ้งรอยแผลเป็นแห่งความหวาดระแวงไว้ในใจของขุนนางทุกผู้ทุกนาม ข้อกล่าวหาว่าด้วยการ "สมคบคิดกับกบฏแดนประจิมเพื่อลอบปลิดชีพพระพักตร์" ถูกประทับตราลงบนฎีกาของตระกูลถังอย่างเร่งรัด โดยมีเสนาบดีหลิวผู้กุมอำนาจกรมพิธีการเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง
ถังจิ่นเซ่อในชุดคลุมผ้าไหมปักลายเหมันต์สีนิลกาฬนั่งนิ่งสงบอยู่เบื้องหน้าโต๊ะเตี้ย ปิ่นหยกขาวสลักลายดอกโบตั๋นบนเรือนผมมวยสูงไหวเอนตามจังหวะการหายใจที่แผ่วเบา ทว่ามั่นคง ดวงตาดอกท้อคู่นั้นมิได้ฉายแววหวาดหวั่นแม้แต่น้อย มีเพียงประกายเยือกเย็นราวน้ำแข็งพันปีที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้แพขนตางอนยาว
"เจ้ากล้าดียังไงถึงปล่อยให้พวกมันยื่นฎีกานั้นถึงพระเนตรพระโอษฐ์ได้รวดเร็วปานนั้น" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันที่กดดัน ฉินอ๋องหลี่เฟยในอาภรณ์ปักลายมังกรห้าเล็บสีชาดก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหลังนาง พระเนตรคมกริบดั่งพญาอินทรีย์ทอดมองร่างระหงด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก ระหว่างความขัดเคืองใจกับความพึงพอใจที่สตรีผู้นี้ยังคงสงบนิ่งได้ถึงเพียงนี้
จิ่นเซ่อเงยหน้าขึ้นช้าๆ มุมปากแย้มรอยยิ้มบางเบาดั่งบุปผาแรกแย้มในเหมันตฤดู "หม่อมฉันเพียงแต่เปิดช่องว่างให้สุนัขที่หิวโหยได้เห็นชิ้นเนื้ออันโอชะเพคะ... หากไม่ปล่อยให้หลิวเหอขุดหลุมฝังหม่อมฉันให้ลึกถึงเพียงนี้ แล้วพวกเราจะเอาหลักฐานใดมาฝังพวกมันทั้งตระกูลลงไปพร้อมกันเล่าเพคะ ท่านอ๋อง"
คำพูดนั้นราบเรียบ ทว่าเฉียบคมราวกับปลายเข็มเงินมรณะที่พร้อมจะปลิดชีพผู้คนได้ทุกเมื่อ หลี่เฟยแค่นหัวเราะในลำคอ พระองค์ยื่นพระหัตถ์เรียวยาวออกไปแตะปิ่นหยกบนมวยผมของนางแผ่วเบา ปลายนิ้วสัมผัสโดนเส้นผมดำขลับนุ่มสลวย ความใกล้ชิดนี้เต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันตรายที่รู้กันดีอยู่แค่คนทั้งสอง
"เจ้ามันคือปีศาจตัวน้อยที่ซ่อนตัวอยู่ในคราบเซียน" หลี่เฟยกระซิดชิดพระAนหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนระต้นคอขาวผ่อง "ในงานเลี้ยงฉลองชัยค่ำคืนนี้ที่ท้องพระโรงใหญ่ ไทเฮาและเสนาบดีหลิวเตรียมกับดักรอต้อนรับเจ้าไว้ทุกรูปแบบ พวกมันต้องการให้เจ้าคุกเข่าสารภาพความผิดต่อหน้าขุนนางนับร้อย... เจ้าเตรียมรับมืออย่างไร"
จิ่นเซ่อไม่หลบเลี่ยง ปล่อยให้พระองค์คุกคามด้วยบรรยากาศกดดัน นางเอี้ยวตัวหลบเล็กน้อยอย่างมีชั้นเชิง ก่อนจะหยิบถ้วยชาขึ้นจิบด้วยกิริ้างดงามไร้ที่ติ "ความจริงก็คือความจริงเพคะ ฎีกานั้นกล่าวหาว่าหม่อมฉันใช้เข็มพิษสังหารองครักษ์ตระกูลหลิวในคืนเดือนมืดที่หุบเขาอี้หลิง ทว่า... ในคืนนั้น หม่อมฉันมิได้อยู่ลำพัง"
ดวงตาคู่คมของฉินอ๋องหรี่แคบลงทันที "เจ้าหมายความว่า..."
"หม่อมฉันมีพยานปากเอกเพคะ... พยานผู้ซึ่งต่อให้เสนาบดีหลิวมีอำนาจล้นฟ้าเพียงใด ก็ไม่มีวันกล้าบีบบังคับให้พระองค์ตรัสโกหก" จิ่นเซ่อแย้มยิ้มลึกล้ำ นางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ เสียงกระทบเบาๆ ดังสะท้อนในความเงียบ "พระองค์ทรงลืมแล้วหรือเพคะ ว่าในคืนวันนั้น... ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้หม่อมฉันเข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์เพื่อถایการรักษาอาการประชวรเรื้อรัง ณ ตำหนักลับ"
หลี่เฟยชะงักไปชั่วลมหายใจ ก่อนที่มุมพระโอษฐ์จะได้รูปจะแย้มรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมขึ้นทีละน้อย ความลุ่มลึกในแผนการของสตรีผู้นี้ทำให้พระองค์ต้องยอมรับจากใจจริง นางไม่ได้คิดจะแก้ต่างด้วยหลักฐานทั่วๆ ไป แต่นางเลือกที่จะใช้ "พระราชอำนาจสูงสุด" และ "ความลับของฮ่องเต้" มาย้อนศรตบหน้าพวกมันกลางงานเลี้ยงฉลองชัย!
"เจ้าช่าง... ร้ายกาจยิ่งนัก" หลี่เฟยตรัสด้วยน้ำเสียงที่เจือความระคนขันและชื่นชม พระองค์โน้มพระoองค์ลงประทับชิดใกล้ จนกลิ่นอายบุรุษเพศแผ่ซ่านโอบล้อมร่างบางไว้ทั้งหมด "หากแผนการนี้สำเร็จ เจ้าต้องการสิ่งใดเป็นรางวัลจากเป้าหมายที่เจ้าพยายามไขว่คว้ามาตลอด"
จิ่นเซ่อเงยสบพระเนตรลึกล้ำคู่นั้น หัวใจที่เคยด้านชาและถูกแช่แข็งไว้ด้วยคราบเลือดแห่งนักฆ่า กลับไหววุ่นอย่างรุนแรงภายใต้การควบคุม นางซ่อนความสั่นไหวไว้ใต้รอยยิ้มเยွยหยัน "สิ่งที่หม่อมฉันต้องการ... คืออิสรภาพของตระกูลถัง และบัญชีแค้นที่ต้องสะสางให้สิ้นซากเพคะ"
"อิสรภาพงั้นหรือ..." หลี่เฟยทวนคำ เสียงกระซิบนั้นพร่าทุ้มและจริงจังจนน่ากลัว "เจ้าคิดจะใช้ประโยชน์จากเราแล้วสะบัดก้นหนีไปอย่างนั้นหรือ ถังจิ่นเซ่อ... เจ้าประเมินความอดทนของเราต่ำเกินไปแล้ว"
บรรยากาศในห้องโถงร้อนระอุขึ้นมาทันตา ท่ามกลางความตึงเครียดของการเดินหมากทางการเมืองที่เดิมพันด้วยชีวิต เสียงฝีเท้าเร่งรีบของขันทีประจำตำหนักก็ดังแทรกขึ้นที่หน้าประตู เป็นสัญญาณเตือนว่าเวลาแห่งการเผชิญหน้ามาถึงแล้ว
---
ยามค่ำคืน... ท้องพระโรงใหญ่ประดับประดาด้วยโคมไฟนับพันดวง แสงสีทองสว่างไสวขับเน้นความโอ่อ่าของราชสำนัก เหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ต่างนั่งประจำที่ เสียงบรรเลงดนตรีบรรเลงขับกล่อมอย่างรื่นเริง ทว่าบรรยากาศภายในกลับเยียบเย็นเสียยิ่งกว่าเหมันตฤดู
ถังจิ่นเซ่อก้าวเดินเคียงคู่มากับฉินอ๋องหลี่เฟย ทุกย่างก้าวสง่างามและมั่นคง อาภรณ์ปักดิ้นทองสะท้อนแสงไฟระยิบระยับ ดึงดูดทุกสายตาในท้องพระโรงให้พุ่งตรงมาที่นางเป็นตาเดียว เสนาบดีหลิวที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดแย้มรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม แววตาทอประกายแห่งชัยชนะอย่างปิดไม่มิด ราวกับเห็นเหยื่อสาวเดินเข้าสู่ปากเสือด้วยความสมัครใจ
ไทเฮาผู้ประทับอยู่เบื้องบนบัลลังก์ทอง ทรงยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ ก่อนจะวางลงด้วยเสียงอันดัง ก้องกังวานไปทั่วห้องโถง
"ถังจิ่นเซ่อ!" เสนาบดีหลิวลุกขึ้นประสานมือคำนับ แสร้งทำเป็นทูลด้วยน้ำเสียงร้อนรน "บังอาจนัก! เจ้ามีความผิดฐานลอบสังหารคนสนิทของราชสำนัก และสมคบคิดกับกบฏ ยังมีหน้ากล้าก้าวเข้ามาในงานเลี้ยงฉลองชัยของแผ่นดินอีกหรือ! ทหาร! นำตัวนางไปทรมานเพื่อเค้นความจริงเดี๋ยวนี้!"
สิ้นเสียงของเสนาบดีหลิว เหล่าทหารองครักษ์นับสิบนายชักดาบออกจากฝัก พุ่งตรงเข้ามาล้อมรอบตัวจิ่นเซ่อไว้ทันที บรรยากาศรอบด้านหยุดชะงัก ขุนนางหลายคนกลั้นหายใจด้วยความตื่นเต้น
ทว่าจิ่นเซ่อกลับไม่มีท่าทีตื่นตระหนก นางเพียงแต่ยกมือขึ้นจัดปิ่นหยกบนมวยผมอย่างใจเย็น ก่อนจะก้าวออกไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าว รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"เสนาบดีหลิวรีบร้อนกล่าวหาคนอื่นเสียจริง... เกรงว่าท่านคงลืมไปแล้วกระมัง ว่าในคืนวันนั้นที่ท่านกล่าวหาว่าหม่อมฉันลงมือ..." นางกวาดสายตามองไปรอบห้องโถงด้วยความมั่นใจ "ฝ่าบาททรงมีรับสั่งเรียกตัวหม่อมฉันเข้าเฝ้าเพื่อถวายการรักษาอาการประชวรลับ... หากหม่อมฉันเป็นฆาตกรจริง เช่นนั้นแล้ว ฝ่าบาทที่ทรงประทับอยู่ ณ ที่นี้ ทรงทราบเรื่องนี้ดีที่สุดมิใช่หรือเพคะ!"
สิ้นคำพูดนั้น ท้องพระโรงทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงันสนิทราวกับป่าช้า ทุกสายตาหันขวับไปมองยังพระพักตร์ของฮ่องเต้ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์สูงสุด สีพระพักตร์ของโอรสสวรรค์แปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดในทันที ขณะที่เสนาบดีหลิวหน้าถอดสี ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความตื่นตระหนกคาดไม่ถึง
ในจังหวะที่ทุกคนกำลังตะลึงงันกับหมัดฮุกอันรุนแรงนี้เอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นและกังวานของมหาดเล็กหลวงก็ดังขึ้นจากด้านนอก พร้อมกับเสียงประกาศก้องที่ทำให้เลือดในกายของทุกคนเย็นเฉียบ
"ราชโองการลับจากแดนประจิม... มาถึงแล้ว!"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในหมากกระดานอันตรายนี้ไปพร้อมกับจิ่นเซ่อนะคะ หวังว่าทุกท่านจะตื่นเต้นไปกับความลับที่กำลังจะเปิดเผยในบทถัดไปค่ะ
บัญญัติกรงหยก สยบยอดฝีมือไร้ใจ•ตอนที่ 9
งานเลี้ยงฉลองชัย
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัญญัติกรงหยก สยบยอดฝีมือไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!