กลิ่นอายของกำยานจันทน์หอมที่ลอยอวลอยู่เบื้องหน้า ยิ่งขับเน้นให้บรรยากาศภายในห้องหนังสือลับของตำหนักฉินอ๋องตึงเครียดจนแทบขาดใจ บนโต๊ะไม้พะยูงสลักลายวิจิตร กองฎีกาและรายงานลับจากหน่วยองครักษ์เสื้อแพรถูกเปิดค้างไว้ ปรากฏรอยพู่กันหมึกดำที่สะบัดอย่างเฉียบคมและไร้ความปรานี
ถังจิ่นเซ่อในชุดกระโปรงยาวสีครามเข้มปักลายหมู่มฤคด้วยดิ้นเงินละเอียด ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าบุรุษผู้กุมชะตากรรมครึ่งหนึ่งของราชสำนัก นางไม่ได้ทอดสายตาไปยังกองกระดาษเหล่านั้น หากแต่จดจ้องรอยแผลลึกบนปลอกแขนหนังของบุรุษที่นั่งอยู่หลังโต๊ะ—ร่องรอยจากคมกระบี่อาบยาพิษตระกูลมู่เมื่อคืนวาน
"เจ้ากำลังสงสัยว่าเหตุใดข้าจึงยังเก็บรอยแผลนี้ไว้เตือนความจำกระนั้นหรือ, จิ่นเซ่อ"
เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงหยกกระทบกันดังขึ้น ฉินอ๋องหลี่เฟยเงยพระพักตร์ขึ้นจากแผ่นกระดาษ แววตาคมกริบดั่งเหยี่ยวราตรีคู่นั้นสะท้อนเงาของร่างระหงเพียงผู้เดียวที่เขายอมให้เข้าใกล้รัศมีสามก้าวโดยไม่ถืออาวุธ
"หม่อมฉันเพียงแต่คิดว่า ท่านอ๋องผู้รอบคอบไร้ช่องโหว่ เหตุใดจึงปล่อยให้คมกระบี่ของหน่วยเงาตระกูลมู่ฝากรอยแผลไว้บนแขนเสื้อได้... หรือว่าการลอบสังหารเมื่อคืนที่ตำหนักบูรพา เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ท่านจงใจปล่อยให้เดินไปตกในหลุมพรางที่ขุดไว้แต่แรกแล้วเพคะ"
ถังจิ่นเซ่อกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่นัยน์ตากลับพินิจพิเคราะห์ทุกอณูความเคลื่อนไหว นางก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะไม้พะยูงอีกครึ่งก้าว ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนขอบกระดาษแผ่นหนึ่งที่ซ่อนอยู่ใต้กองฎีกา—มันคือรายชื่อขุนนางฝ่ายมفุ้งซ่านที่แอบติดต่อกับแคว้นทางเหนือ ซึ่งถูกลบชื่อผู้อยองออกไปครึ่งหนึ่งด้วยหมึกเปียก
หลี่เฟยแย้มพระสรวงบางเบา เป็นรอยยิ้มที่เคลือบด้วยความเยือกเย็นอันเป็นเอกลักษณ์ พระองค์ยื่นพระหัตถ์หนาขึ้นมาคว้าข้อมือนางไว้เบาๆ ไม่แน่นหนาแต่ก็ไม่มีทางสะบัดหลุด แรงบีบนั้นอบอุ่นและเปี่ยมด้วยความหมายที่ซ่อนเร้น
"เจ้าฉลาดเกินไปแล้ว, จิ่นเซ่อ... คนฉลาดมักอายุสั้น รู้ตัวหรือไม่" พระองค์กระซิบชิดริมพระโอษฐ์ ลมหายใจอุ่นเจือกลิ่นชาผู่อ่อลอยผ่านพ้นแก้มนวล "ข้าไม่ได้จงใจพลาด ทว่าข้าต้องการให้พวกมันรู้ว่า ข้ากำลังตามหา 'หนอนบ่อนไส้' ที่ซ่อนตัวอยู่ลึกที่สุดในวังหลวงต่างหาก การลอบสังหารเมื่อคืนหาใช่ฝีมือของตระกูลมู่ไม่... แต่เป็นฝีมือของคนใกล้ตัวที่เราไว้ใจที่สุด"
หัวใจของนักฆ่าสาวกระตุกวูบไปชั่วขณะ แม้สีหน้าจะยังคงราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงใหญ่ แต่มันสมองกลับประมวลผลอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ คนใกล้ตัว... ในตำหนักสี่ทิศที่มีการคุ้มกันแน่นหนาปานกำแพงเหล็ก หากไม่ใช่คนวงในย่อมไม่มีทางล่วงรู้เส้นทางตรวจการณ์ขององครักษ์เงาได้
"สนมเอกฮวา... หรือว่าจะเป็นใต้صلตู้หยวนกง?" นางเอ่ยชื่อบุคคลต้องสงสัยออกมาแผ่วเบา
"ไม่มีใครสะอาดหมดจดในวังหลวงแห่งนี้หดอก" หลี่เฟยปล่อยข้อมือนางอย่างช้าๆ ก่อนจะทรงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาร่างสูงสง่าทาบทับร่างบอบบางจนมิด "แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ ใครเป็นผู้ส่ง 'เข็มเงิน' ดอกนั้นไปปักอยู่บนอกเสื้อของมือสังหารคนสนิทของไทเฮาต่างหาก"
ดวงตาของถังจิ่นเซ่อหรี่ลงเล็กน้อย เข็มเงินมรณะ... อวตารแห่งนามปากกาที่นางเคยใช้คร่าชีวิตผู้คนในยุทธภพ บัดนี้กลับถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือป้ายสีนางในราชสำนัก เพื่อให้ไทเฮานำเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างในการรื้อฟื้นคดีเก่าของตระกูลถังขึ้นมาตรวจสอบใหม่ เกมนี้ช่างลึกล้ำและอำมหิตนัก มีคนจงใจใช้มีดฆ่าคนโดยยืมมือของฮองเฮาและไทเฮาเป็นหมาก
"พวกมันต้องการให้ท่านเข้าใจว่า หม่อมฉันเป็นคนหักหลังท่าน เพื่อตัดแขนตัดขาที่ใช้ในการสืบสวนคดีนี้" ถังจิ่นเซ่อสรุปด้วยน้ำเสียงเฉียบคม "และหากท่านอ๋องยังทรงลังเลที่จะจัดการเด็ดขาด เกรงว่าในงานเลี้ยงรับรองทูตานุวงศ์คืนวันพรุ่งนี้ หม้อต้มยาพิษจะไม่ได้วางอยู่แค่ที่ตำหนักบูรพาเป็นแน่"
หลี่เฟยไม่ตรัสตอบ ทว่าพระเนตรกลับฉายประกายอำมหิตวาวโรจน์ พระองค์เอื้อมพระหัตถ์ไปหยิบกาน้ำชาเคลือบหยกขาวที่ตั้งอยู่มุมโต๊ะ รินน้ำชาสีอำพันอุ่นๆ ลงในจอกกระเบื้องเคลือบลายครามสองจอก กลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาผสมเกสรบัวหลวงลอยกรุ่นขึ้นมาตัดกับกลิ่นกำยาน
"จิ่นเซ่อ... เจ้าเชื่อใจข้าหรือไม่"
สุริยงยามสนธยาสาดส่องผ่านบานหน้าต่างแกะสลักลวดลายเมฆมงคล อาบไล้พระพักตร์ด้านข้างของฉินอ๋องให้ดูดุจเทพเซียนหรือปีศาจในคราเดียวกัน พระองค์ทรงเลื่อนจอกชาจอกหนึ่งมาตรงหน้านาง พระเนตรคมกลาบจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตานาง ราวกับจะค้นหาความจริงใจทั้งหมดที่นางซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความเย็นชา
ถังจิ่นเซ่อไม่หลบสายตา นางแย้มยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน—รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มแต่กลับเยือกเย็นเสียยิ่งกว่าน้ำค้างแข็งในเหมันตฤดู ปลายนิ้วเรียวดั่งลำหยกขาวเอื้อมไปหยิบจอกชาขึ้นมาจรดริมฝีปากโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
"หม่อมฉันไม่เคยเชื่อใจใคร... แต่สำหรับท่านอ๋อง หม่อมฉันยินดีเดิมพันด้วยชีวิตที่เหลืออยู่เพคะ"
นางกล่าวจบและเตรียมจะยกจอกชาขึ้นจิบ ทันེานั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบราวกับเหยียบย่างบนเปลวไฟก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องหนังสือ ตามมาด้วยเสียงตะโกนหวาดผวาของขันทีประจำพระตำหนักที่ดังแทรกเข้ามาอย่างไม่ให้ซุ้มให้เสียง
"ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! พระสשתิในตำหนักเย็น... ทรง... ทรงกระออกโลหิตสิ้นพระชนม์แล้วพ่ะย่ะค่ะ! และข้างพระกายมี... มีสิ่งนี้ตกอยู่!"
หลี่เฟยชะงักพระหัตถ์ที่ถือจอกชาทันที ถังจิ่นเซ่อเองก็ชะงักค้าง นัยน์ตาทั้งคู่เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อขันทีผู้ภักดีผลักประตูเข้ามาพร้อมกับห่อผ้าแพรสีเลือด ที่ภายในห่อไว้วัตถุชิ้นหนึ่งซึ่งสะท้อนแสงไฟวับวับ—เข็มเงินมรณะอีกหนึ่งเล่ม ที่สลักสัญลักษณ์ลับประจำตระกูลถังของนางไว้อย่างชัดเจน!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางในเกมการเมืองอันเชือดเฉือนนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
— ดอกโบตั๋นพันปี
บัญญัติกรงหยก สยบยอดฝีมือไร้ใจ•ตอนที่ 11
รอยเท้าในเงามืด
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัญญัติกรงหยก สยบยอดฝีมือไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!