"แกประเมินค่าชีวิตตัวเองไว้ที่เท่าไหร่ครับ?"
เสียงของผมดังก้องอยู่ในโถงทางเดินที่เงียบสงัดราวกับป่าช้า ชายในชุดสูทสีขาวเบื้องหน้าชะงักฝีเท้าเล็กน้อย เขาไม่ได้หันกลับมามอง ทว่ารอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้ายามสะท้อนกับกระจกหน้าต่างนั้น มันดูบิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยความโอหังที่น่ารังเกียจ
"ชีวิตของฮันเตอร์ขยะอย่างแก ก็มีค่าแค่เศษเงินในกระเป๋าของกิลด์ระดับ S เท่านั้นแหละ เซโร่" เขาตอบพลางโยนหน้ากากสีเงินขึ้นลงในอากาศอย่างหยอกล้อ "อย่าทำตัวเป็นพระเอกนักเลย นายก็แค่หมาที่ถูกเจ้านายถีบหัวส่ง... อ้อ ไม่สิ หมาที่หลงระเริงคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของกิลด์น่ะ"
ผมไม่ได้ตอบโต้ด้วยความโกรธ ความโกรธคือสิ่งฟุ่มเฟือยที่ผมเลิกใช้ไปนานแล้ว ผมเพียงแค่ขยับเนกไทให้เข้าที่ สายตาจับจ้องไปที่จุดอ่อนบริเวณเส้นเลือดแดงที่คอของอีกฝ่าย ระยะห่างห้าเมตร แรงดีดตัวหนึ่งครั้ง มีดสั้นในแขนเสื้อจะฝังเข้าที่จุดตายภายใน 0.4 วินาที
ทว่าก่อนที่ผมจะขยับตัว ปลายเท้าของผมกลับสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างจากมุมมืดของตรอกที่อยู่ถัดออกไป ไม่ใช่ศัตรู ไม่ใช่กับดัก แต่มันเป็นความรู้สึกของ ‘ผู้ถูกล่า’ ที่หมดสิ้นหนทาง
ชายในชุดสูทเหยียดยิ้มก่อนจะหันหลังเดินจากไป ทิ้งให้ผมยืนอยู่ลำพังท่ามกลางกลิ่นอายความตายที่ยังไม่จางหาย ผมไม่ได้ตามไป เพราะเป้าหมายในวันนี้ไม่ใช่การกำจัดสวะชิ้นนี้ แต่เป็นการตามหา ‘หมาก’ ที่จะมาเติมเต็มกระดานที่ขาดหายไปของผม
ผมสาวเท้าเข้าไปในเขตสลัมของเมืองหลวง ที่ซึ่งแสงไฟนีออนสลัวๆ ถูกบดบังด้วยหมอกควันแห่งสารเคมีจากดันเจี้ยนที่รั่วไหล กลิ่นอับชื้นของขยะและเนื้อเน่าทำหน้าที่เป็นปราการธรรมชาติชั้นดีที่คอยคัดกรองพวกฮันเตอร์ชั้นต่ำออกไป
ท่ามกลางกองขยะเหล่านั้น ร่างบางร่างหนึ่งนั่งพิงกำแพงอิฐที่ผุพัง เส้นผมสีเทาหม่นของเธอพันกันยุ่งเหยิงราวกับรังนก เสื้อโค้ทตัวยาวที่เคยหรูหรากลับขาดวิ่นและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโคลน ลูเซีย... อดีตมันสมองของกิลด์อันดับต้นๆ ของโลก ผู้ที่เคยบงการตลาดหุ้นและกลยุทธ์การล่าระดับชาติ บัดนี้เธอกำลังใช้มีดพกทื่อๆ พยายามจะแงะเศษคริสตัลมานาที่ฝังแน่นอยู่ในซากอสูรระดับต่ำเพื่อแลกกับเศษเงิน
เธอไม่ได้สังเกตเห็นการมาของผม สายตาที่เคยเฉียบคมดุจเหยี่ยวในวันวาน บัดนี้กลับเลื่อนลอยและเหนื่อยล้าเกินกว่าจะรับรู้สิ่งรอบข้าง
"ถ้าเธอใช้มีดเล่มนั้นงัดตรงจุดศูนย์กลางอีกเพียงนิดเดียว พลังงานที่ค้างอยู่ในคริสตัลจะระเบิดออก และทำให้มือข้างที่เหลือของเธอพิการไปตลอดกาลนะครับ"
เสียงของผมทำให้เธอสะดุ้งสุดตัว เธอพยายามจะคว้ามีดขึ้นมาป้องกันตัว ทว่าด้วยร่างกายที่ขาดสารอาหารและบาดแผลสะสม ทำให้เธอทรุดลงไปกองกับพื้นอีกครั้ง ลูเซียเงยหน้าขึ้นมองผม แววตาของเธอยังคงมีความเย่อหยิ่งหลงเหลืออยู่ แม้ในสถานะที่ต่ำต้อยที่สุดก็ตาม
"จะมาซ้ำเติมงั้นเหรอ?" เสียงของเธอแหบพร่าราวกับกระดาษทราย "ถ้าจะฆ่าก็ทำซะ อย่าให้เสียเวลา... ชีวิตแบบนี้มันก็เหมือนตายทั้งเป็นอยู่แล้ว"
ผมไม่ได้ตอบ แต่ย่อตัวลงนั่งยองๆ ตรงหน้าเธอ กลิ่นเหม็นหืนของที่นี่ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกรังเกียจ ในสายตาของผม สิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่คนตกอับ แต่มันคือ ‘สมบัติ’ ที่ถูกฝังอยู่ใต้กองขยะ
"ผมไม่ฆ่าใครโดยเปล่าประโยชน์ครับลูเซีย โดยเฉพาะอัจฉริยะที่ถูกโลกทอดทิ้ง" ผมยื่นมือไปข้างหน้า เป็นมือที่สะอาดและมั่นคง "ผมไม่ได้มาเพื่อช่วยเธอด้วยความเมตตา แต่ผมมาเพื่อซื้อคืน 'ความทะเยอทะยาน' ที่เธอทำหล่นหายไปในวันนั้น"
ลูเซียมองมือของผมสลับกับใบหน้าของผม เธอขมวดคิ้ว "เซโร่... แกมันบ้าไปแล้ว แกคิดจะสร้างกิลด์ด้วยเงินไม่กี่เหรียญในมือนั่นงั้นเหรอ?"
"ไม่ใช่แค่เงินครับ แต่ผมมีข้อมูลที่ทำให้กิลด์ยักษ์ใหญ่ที่ทรยศเธอต้องล่มสลายภายในสามปี" ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น "ผมต้องการสมองของเธอ และเธอ... ต้องการอำนาจเพื่อกลับไปกระชากหน้ากากของคนที่ทำให้เธอต้องมานั่งกินเศษซากอยู่ตรงนี้"
นิ่งเงียบ... บรรยากาศรอบข้างเงียบจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นผิดจังหวะของเธอ ลูเซียจ้องลึกลงไปในนัยน์ตาของผม เธอพยายามมองหาความหลอกลวง แต่น่าเสียดายที่ในดวงตาคู่นี้ของผมมีเพียง ‘ความจริง’ ที่ไร้ซึ่งช่องโหว่
เธอยื่นมือที่สั่นเทาออกมาคว้ามือผมไว้ แม้จะเป็นสัมผัสที่เย็นเยียบ แต่แรงบีบนั้นกลับแสดงถึงความกระหายที่ยังไม่ดับสูญ
"ถ้าแกโกหก... ฉันจะควักหัวใจแกออกมาด้วยมือเปล่า" เธอเค้นเสียง
"ผมจะไม่ให้โอกาสนั้นเกิดหรอกครับ เพราะถ้าผมทำงานพลาด ผมก็คงไม่เหลือหัวใจให้เธอควักตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงานแล้ว" ผมดึงตัวเธอขึ้นมา
ทันใดนั้นเอง เสียงสัญญาณแจ้งเตือนจากระบบที่ข้อมือผมก็ดังขึ้นถี่ๆ แสงสีแดงวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของตรอกซอย ข้อมูลที่แสดงบนหน้าจอโฮโลแกรมทำให้รอยยิ้มบนหน้าของผมถึงกับแข็งค้าง
‘ตรวจพบผู้บุกรุกระดับ S-Class: การมาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญจากหัวหน้ากิลด์ที่คุณประกาศสงครามด้วย’
ลูเซียเบิกตากว้างเมื่อเห็นสัญลักษณ์ที่ปรากฏบนอากาศ เธอหันมามองผมด้วยสีหน้าซีดเผือด "เซโร่... นั่นมันรอยประทับของ 'จักรพรรดิสีเลือด' มันไม่ได้มาที่นี่เพื่อเดินเล่นแน่"
ผมหันกลับไปมองทางเข้าตรอกที่บัดนี้ถูกปกคลุมด้วยไอสังหารสีดำสนิท แรงกดดันมหาศาลจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว ร่างในชุดสูทสีขาวคนเดิมก้าวเข้ามาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้... เขาไม่ได้มาคนเดียว เขามาพร้อมกับกองทัพเงาที่ปิดล้อมทางออกทุกเส้นทาง
"เจอตัวจนได้นะ เจ้าหนู" ชายคนนั้นกล่าวพลางแสยะยิ้มที่ทำให้เลือดในกายผมเย็นเฉียบ "กิลด์จักรพรรดิไร้พ่ายงั้นเหรอ? น่าขำ... เพราะวันนี้ นายจะได้เห็นว่าจุดจบของ 'ศูนย์' มันหน้าตาเป็นยังไง"
ขอบเขตการมองเห็นของผมถูกบีบให้แคบลง เมื่อเงาสีดำเบื้องหลังจักรพรรดิสีเลือดเริ่มขยายตัวกลายเป็นกรงเล็บขนาดมหึมาที่พร้อมจะบดขยี้เราทั้งคู่ให้กลายเป็นฝุ่นผงภายในพริบตาเดียว
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของผมมาถึงจุดนี้ครับ โอเวอร์ลอร์ดซีโร่ครับ
Zero-Sum Guild: กิลด์จักรพรรดิไร้พ่าย•ตอนที่ 8
แมวมองสายตาเฉียบคม
ผลงานโดย โอเวอร์ลอร์ดซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โอเวอร์ลอร์ดซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง Zero-Sum Guild: กิลด์จักรพรรดิไร้พ่าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!