วิศวกรวิญญาณปะทะผู้คุมกฎแห่งเนบิวลา•ตอนที่ 17

สัมผัสในความมืด

ผลงานโดย เนบิวลาสตาร์
เสียงฮัมเบาๆ ของเครื่องยนต์ควอนตัมรุ่นเก่าที่กำลังระบายความร้อน คือเสียงเดียวที่รอดชีวิตอยู่ในห้องควบคุมยานสำรวจ *เฮลิกซ์-4* ความกดอากาศต่ำถูกปรับลดลงจนเกือบเป็นสูญญากาศบางส่วน เพื่อให้แผงวงจรหลักไม่หลอมละลายจากความร้อนสะสม กลิ่นอับของโอโซนผสมกับหยดเหงื่อและกลิ่นกาแฟดำที่เย็นชืด ลอยวนอยู่ในพื้นที่จำกัดซึ่งมีเพียงแสงสีฟ้าอมเขียวจากหน้าจอโฮโลแกรมสาดส่องลงบนใบหน้าของทั้งสองคน เอลิน่าถอดถุงมืออวกาศออก วางมันลงบนโต๊ะทำงานโลหะเสียงดังทึบ นิ้วเรียวยาวที่ผ่านการสัมผัสแผงวงจรมานับไม่ถ้วนกำลังนวดคลึงขมับของตนเองอย่างช้าๆ ร่องรอยความเหนื่อยล้าปรากฏชัดเจนบนหัวคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน เธอไม่ได้นอนมาสามสิบหชั่วโมงเต็ม นับตั้งแต่ระบบนำทางเกือบพาพวกเขากระแทกเข้ากับหลุมดำจิ๋วในเขตนอกระบบ ตรงกันข้ามกับเธอ คีอานนั่งอยู่บนขอบโต๊ะฝั่งตรงข้าม เสื้อสูทผู้คุมกฎสีเทาเข้มถูกปลดกระดุมเม็ดบนออก เผยให้เห็นลำคอแกร่งและรอยแผลเป็นจางๆ ที่ลากยาวหายเข้าไปในปกเสื้อ เขากำลังใช้ประแจขนาดเล็กหมุนเล่นในมือ เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ เป็นจังหวะเดียวกับเสียงลมหายใจของพวกเขา "คุณน่าจะพักบ้างนะ, เอลิน่า" คีอานเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบที่กดทับ บดบังด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ราบเรียบแต่แฝงความห่วงใยไว้ลึกซึ้งเกินกว่าที่ผู้คุมกฎแห่งสหพันธ์ควรจะมี "เครื่องยนต์นั่นมันทนทานกว่าที่คุณคิด... หรือบางที คุณอาจจะกำลังกลัวว่าถ้าคุณหลับไป ไทม์ไลน์นี้จะหายไปจริงๆ" เอลิน่าชะงักมือที่นวดขมับ เธอลืมตาขึ้นช้าๆ ดวงตาสีเทาเข้มสะท้อนแสงไฟจากหน้าจอ โฟกัสตรงไปยังใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่มที่นั่งอยู่ใกล้เกินกว่าระยะปลอดภัยทางวิชาชีพ "ฉันไม่ได้กลัวไทม์ไลน์สูญหายหรอก, คีอาน" เธอกล่าวเสียงเรียบ ทว่าริมฝีปากหยักลึกเม้มเข้าหากันเล็กน้อย "ฉันแค่กลัวว่าตื่นขึ้นมาแล้วโลกใบนี้... จะไม่มีความผิดพลาดเหลืออยู่เลยต่างหาก โลกที่ไร้รอยตำหนิ มันก็เหมือนเครื่องจักรที่ไม่มีฟันเฟืองสึกหรอ... มันสมบูรณ์แบบเกินกว่าจะเรียกว่ามีชีวิต" คีอานหยุดหมุนประแจในมือ ดวงตาคมกริบหันกลับมาสบตากับเธออย่างตรงไปตรงมา ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงเหลือเพียงไม่กี่คืบ ความตึงเครียดจากการปะทะคารมในภารกิจก่อนหน้า บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นแรงดึงดูดประหลาดที่ไม่อาจปฏิเสธ คล้ายกับแรงโน้มถ่วงมหาศาลของดาวเคราะห์น้อยที่ดึงดูดวัตถุกลางอวกาศให้เข้าหาจุดศูนย์กลางทีละน้อย "คุณนี่มันดื้อรั้นเป็นบ้าเลยรู้ตัวไหม" คีอานพึมพำ รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างหาได้ยากยิ่ง เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มีไว้เพื่อการเจรจาหรือกดดันใคร แต่มันคือรอยยิ้มที่สะท้อนความเหนื่อยล้าและยอมจำนนต่อบางสิ่งภายในใจ "ในคู่มือของผู้คุมกฎ... ความรู้สึกผูกพันกับความผิดพลาดคืออาชญากรรมทางจิตวิญญาณนะ" "ถ้าอย่างนั้น ฉันก็คงเป็นนักโทษประหารที่แย่ที่สุดในระบบสุริยะแล้วล่ะครับ" เอลิน่าย้อนกลับด้วยน้ำเสียงเจือกระแสเย้าแหย่เล็กน้อย ซึ่งเป็นน้ำเสียงแบบเดียวกับที่เธอใช้เวลาที่พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับความตายร่วมกัน บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกลดอุณหภูมิลงอีกครั้ง ความเงียบงันเข้ามาโอบล้อม แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่น่าอึดอัดเหมือนยามอยู่ในสนามรบ แต่มันคือความสงบสุขที่หาได้ยากยิ่ง ท่ามกลางห้วงอวกาศที่เวิ้งว้างและไร้ซึ่งจุดสิ้นสุด ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ ไม่มีคำสั่งจากสหพันธ์ ไม่มีเสียงสัญญาณเตือนภัยอันตราย มีเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคนที่ยืนอยู่คนละฝั่งอุดมการณ์ แต่หัวใจกลับเต้นอยู่ในจังหวะเดียวกัน คีอานขยับตัวลงจากขอบโต๊ะ เขายื่นมือออกไปช้าๆ ปลายนิ้วหยาบกร้านของผู้คุมกฎแตะเบาๆ ที่เส้นผมสีเข้มที่หลุดลุ่ยลงมาปรกหน้าผากของเอลิน่า การกระทำนั้นเชื่องช้าและนุ่มนวลจนน่าประหลาดใจ เอลิน่าสะดุ้งเล็กน้อยตามสัญชาตญาณของการป้องกันตัว แต่เธอกลับไม่ได้ถอยหนี เธอยังคงจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาสีเข้มคู่นั้น ที่ซึ่งสะท้อนเงาของเธอเองอยู่ในความมืดมิดของห้วงจักรวาล "บางครั้ง..." คีอานกระซิบ เสียงของเขาแผ่วเบาจนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงเครื่องยนต์ "ผมก็สงสัยเหมือนกันว่า... ถ้าเราไม่ได้อยู่คนละฝั่งของประวัติศาสตร์ เราอาจจะกำลังนั่งจิบกาแฟด้วยกันในยามเช้าที่ไหนสักแห่ง ที่ไม่ใช่บนซากปรักหักพังของไทม์ไลน์นี้" "ความฝันแบบนั้นฟุ่มเฟือยเกินไปสำหรับเรานะ, คีอาน" เอลิน่าตอบเสียงแผ่ว ดวงตาของเธอไหววับชั่วขณะ "เราถูกสร้างมาเพื่อซ่อมแซม... และเพื่อทำลายสิ่งที่เราซ่อม" "งั้นก็ปล่อยให้ผมได้ทำหน้าที่ของผม... ในการปกป้องคุณจากความพินาศของตัวเองสักครั้งเถอะ" คีอานโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด ระยะห่างระหว่างริมฝีปากของพวกเขาลดลงจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมา ในเสี้ยววินาทีนั้น โลกทั้งใบราวกับหยุดหมุน แรงกดดันจากภารกิจทั้งหมดมลายหายไป เหลือเพียงสัมผัสอันอุ่นร้อนและกลิ่นอายเฉพาะตัวที่ดึงดูดให้พวกเขาพุ่งเข้าหากันราวกับดาวเคราะห์สองดวงที่กำลังจะชนกันในสุญญากาศ ทว่า... ก่อนที่ริมฝีปากของทั้งคู่จะสัมผัสกัน เสียงสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินระดับสีแดงก็กรีดร้องขึ้นผ่าความเงียบ! *ปี๊บ! ปี๊บ! ปี๊บ!* แสงไฟสีแดงฉานสาดส่องวาบไปทั่วห้องควบคุม ทำลายบรรยากาศอันเปราะบางให้แตกละเอียดในเสี้ยววินาที เอลิน่าผละตัวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ มือของเธอกลับมาจับแผงควบคุมหลักอย่างรวดเร็ว ใบหน้าที่เมื่อครู่ยังเจือด้วยความอ่อนหวานกลับมาเคร่งขรึมและเฉียบคมเช่นเดิม "เกิดอะไรขึ้น!" คีอานสบถเบาๆ พร้อมกับดีดตัวกลับไปยังแผงวิเคราะห์สถานะของยาน นิ้วแกร่งกวาดผ่านหน้าจอโฮโลแกรมเพื่อดึงข้อมูลจากเรดาร์ระยะไกล หน้าจอหลักกะพริบถี่ ก่อนจะปรากฏภาพกราฟิกสามมิติของวัตถุปริศนาที่กำลังพุ่งเข้าหาพวกเขาด้วยความเร็วเหนือแสง มันไม่ใช่เศษซากดาวเคราะห์น้อย และไม่ใช่ยานสำรวจของสหพันธ์ แต่มันคือสัญญาณชีพจรควอนตัมรูปแบบใหม่ที่คุ้นเคยอย่างน่ากลัว—สัญญาณที่เอลิน่าจำได้ดีว่าเป็นของใคร บนหน้าจอแสดงข้อความถอดรหัสจากคลื่นวิทยุที่ถูกส่งตรงเข้ามายังระบบสื่อสารภายในของ *เฮลิกซ์-4* โดยไม่มีการเข้ารหัสใดๆ ทั้งสิ้น *[ยินดีต้อนรับกลับสู่จุดเริ่มต้น, เอลิน่า... คุณคิดจริงๆ หรือว่าการหนีมาหลบอยู่ในมุมอับของกาแล็กซี จะทำให้คุณพ้นจากสายตาของ "ผู้สร้าง" คนจริง?] เสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบที่ดังขึ้นจากลำโพง ไม่ใช่เสียงของระบบอัตโนมัติ แต่มันคือเสียงของบุคคลที่ควรจะสูญสลายไปพร้อมกับไทม์ไลน์แรกเริ่ม—บุคคลที่เอลิน่ามั่นใจว่าเธอได้ฝังร่างไว้ใต้ซากปรักหักพังของศูนย์วิจัยเนบิวลาเมื่อสามปีก่อนอย่างถาวรแล้ว -------------------------------------------------------------- ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องไปในความเวิ้งว้างและความมืดมิดของจิตใจมนุษย์กับเนบิวลาสตาร์มาจนถึงตอนนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (เนบิวลาสตาร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรวิญญาณปะทะผู้คุมกฎแห่งเนบิวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%