เซฟเฮาส์หัวใจของเชฟมือฉมังกับนักวิจารณ์ปากร้าย•ตอนที่ 1

รสชาติที่ถูกปฏิเสธ

ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
เสียงวางช้อนเงินกระทบกับจานกระเบื้องเคลือบราคาแพง ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงั้นของห้องอาหารส่วนตัวระดับมิชลินสามดาว ราวกับเสียงค้อนพิพากษาของศาลเตี้ยที่สั่งประหารชีวิตเชฟผู้ทะนงตน รวินท์ใช้ปลายนิ้วเรียวยาวแตะทิชชูสีขาวสะอาดเช็ดริมฝีปากอย่างเชื่องช้า ท่าทางนั้นเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและถือดีในระดับที่ทำให้อคินซึ่งยืนกอดอกอยู่หลังบานประตูครัวกระจกใส ถึงกับขบกรามจนสันนูนขึ้นมาอย่างเด่นชัด "วัตถุดิบเกรดเอ ซอสปรุงแต่งสูตรพิเศษที่เคี่ยวมานานสี่สิบแปดชั่วโมง และเทคนิคการย่างแบบซูวีดที่คิดว่าล้ำเลิศ... แต่คุณกลับเสิร์ฟมันออกมาเป็นขยะเปียกชั้นดีค่ะ คุณอคิน" น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยออกมานั้นช่างราบเรียบและเย็นเยียบ แต่มันกลับคมกริบเสียยิ่งกว่ามีดแล่ปลาในมือของอคินเสียอีก รวินท์เงยหน้าขึ้นสบตา เชฟหนุ่มเจ้าของห้องอาหาร 'Akin’s Table' ด้วยแววตาพินิจพิเคราะห์ราวกับกำลังมองผลงานศิลปะปลอมๆ ที่ไร้ค่า "ถ้าคุณไม่มีความรู้เรื่องเนื้อวากิวดรายอิจ 120 วัน ก็กรุณาอย่าเอาลิ้นที่คุ้นเคยแต่กับการกินอาหารฟาสต์ฟู้ดมาวิจารณ์งานศิลปะของผมเลยครับ คุณนักวิจารณ์" อคินก้าวเท้าฉับๆ ออกมาจากห้องครัว แรงกดดันรอบตัวเขาร้อนระอุราวกับเตาถ่านที่เพิ่งเปิดหน้าเตา ร่างสูงใหญ่ในชุดเชฟสีขาวก้าวเข้ามาหยุดยืนประชิดโต๊ะอาหาร สายตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังร่างโปร่งในสูทเข้ารูปสีเทาเข้มที่นั่งไขว่ห้างอยู่อย่างไม่เกรงกลัว รวินท์หัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่ฟังดูระคายหูที่สุดเท่าที่อคินเคยได้ยินมาในชีวิต "ศิลปะเหรอคะ? น่าขันสิ้นดี สิ่งที่คุณเรียกว่าศิลปะ มันคือความพยายามจะกลบเกลื่อนความไร้เดียงสาทางรสชาติด้วยซอสทรัฟเฟิลออยล์ราคาแพงต่างหาก เนื้อวากิวที่คุณภูมิใจนักหนามันสูญเสียไขมันที่ดีไปหมดแล้วจากการย่างด้วยไฟที่แรงเกินไปแค่สามสิบวินาที มันเหนียวและกระด้าง... เหมือนกำลังเคี้ยวรองเท้าหนังบูทเก่าๆ ที่ผ่านการย้อมแมวมาอย่างดี" "คุณ!" อคินพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างเหลืออด มือหนากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ทิฐิและความภาคภูมิใจในฐานะเชฟมือหนึ่งที่กวาดรางวัลมาแล้วทั่วเอเชียกำลังถูกเหยียบย่ำลงใต้ฝ่าเท้าของไอ้นักวิจารณ์ปากจัดคนนี้อย่างไม่ไว้หน้า "คุณพูดจาแบบนี้หมายความว่าไง อยากจะดังจนตัวสั่น หรือว่าลิ้นของคุณมันพังจนแยกแยะรสชาติไม่ออกกันแน่" "ลิ้นของดิฉันไม่เคยโกหกใครค่ะ และแน่นอนว่ามันแพงพอที่จะไม่ยอมรับรสชาติห่วยแตกจานนี้" รวินท์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ส่วนสูงจะน้อยกว่าอคินอยู่เล็กน้อย แต่รัศมีและความเย่อหยิ่งที่แผ่ออกมาจากตัวของนักวิจารณ์หนุ่มกลับไม่ได้เป็นรองแม้แต่น้อย เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน กลิ่นน้ำหอมกลิ่นซิตรัสจางๆ ปะปนกับกลิ่นไวน์แดงลอยเข้า รวินท์เหยียดยิ้มร้ายกาจที่มุมปาก ดวงตาเรียวรีมองสำรวจใบหน้าคมคายที่กำลังบึ้งตึงด้วยความขบขัน "ถ้าฝีมือของคุณมีดีแค่นี้... คอลัมน์สัปดาห์หน้าของดิฉันคงต้องเขียนเตือนภัยผู้บริโภครายใหญ่แล้วล่ะค่ะ ว่าอย่าเอาเงินหมื่นมาทิ้งไว้ที่ร้านอาหารหรูๆ แห่งนี้เลยจะดีกว่า" คำพูดนั้นเปรียบเสมือนน้ำมันราดลงบนกองไฟ อคินพุ่งพรวดเข้าไปประชิดตัวรวินท์ด้วยความเร็วที่ทำให้อีกฝ่ายถอยหลังไปชนกับผนังห้องกระจกโดยไม่ทันตั้งตัว มือหนาคว้าหมับเข้าที่ขอบโต๊ะอาหารเพื่อกักกันร่างบางเอาไว้ตรงกลาง ดวงตาสองคู่ประสานกันอย่างดุเดือด ท่ามกลางบรรยากาศที่เปลี่ยนจากความเย็นชาเป็นความร้อนรุ่มที่แทบจะเผาไหม้ทุกอย่างให้เป็นจุล ระยะห่างที่ลดลงจนแทบไม่มีช่องว่าง ทำให้ทั้งคู่ได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกันชัดเจน อคินโน้มใบหน้าลงต่ำจนริมฝีปากอยู่ห่างจากใบหูของอีกฝ่ายเพียงคืบเดียว เสียงทุ้มต่ำลอดไรฟันออกมาด้วยความเคียดแค้น "ปากเก่งนักนะ... อยากลองพิสูจน์ให้เห็นคาตาไหมล่ะว่าอาหารของผมมันห่วยแตกจริง หรือว่าเป็นเพราะลิ้นของคุณมันด้านชาจนรับรสอะไรไม่ได้นอกจากความอคติกันแน่" รวินท์ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อความอบอุ่นจากร่างกายของเชฟหนุ่มแผ่ซ่านเข้ามาปะทะผิว กลิ่นอายความเป็นชายที่อบอวลไปด้วยความดุดันและกลิ่นเครื่องเทศจางๆ ทำให้หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติเริ่มรวนเร แต่วิสัยของนักวิจารณ์ปากเก่งไม่มีทางยอมแพ้ง่ายๆ รวินท์เชิดหน้าขึ้น รอยยิ้มท้าปรากฏบนเรียวปากสวย "เชิญเลยค่ะ... ถ้าคุณคิดว่าฝีปากจะช่วยกอบกู้รสชาติอาหารที่ย่อยยับของคุณได้" อคินจ้องมองริมฝีปากที่ขยับเถียงฉอดๆ นั้นด้วยความหมั่นไส้ระคนอยากเอาชนะ เขาเตรียมจะเอאะคำพูดเชือดเฉือนกลับไปให้สาสม แต่ก่อนที่ริมฝีปากของทั้งคู่จะได้ขยับเข้าใกล้กันมากกว่าเดิมเพื่อเปิดฉากสงครามประสาทครั้งใหม่ เสียงเคาะประตูกระจกเบาๆ ก็ดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับบานประตูที่ถูกผลักเปิดออกโดยผู้จัดการร้านหน้าตาตื่นตระหนก "คุณอคินคะ... แขกคนสำคัญ... เอ่อ ขอโทษที่รบกวนค่ะ แต่มีสายด่วนจาก 'ท่านประธาน' แจ้งมาว่า... คุณรวินท์ไม่ได้มาคนเดียว..." อคินและรวินท์ผละออกจากกันอย่างเสียดายเล็กน้อย รวินท์ปัดเสื้อสูทของตัวเองให้เข้ารูปด้วยท่าทางเยือกเย็นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผิดกับอคินที่ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ ทว่า เมื่อรวินท์หันไปมองแขกผู้มาใหม่ที่ก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามาพร้อมรอยยิ้มพึงพอใจ ร่างโปร่งกลับยืนแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน เมื่อบุคคลที่สามที่ก้าวเข้ามาในห้องอาหารส่วนตัวแห่งนี้ ไม่ใช่ใครอื่น... แต่คืออดีตสามีเก่าที่เพิ่งหย่าร้างกันไปหมาดๆ และเป็นเจ้าของตึกที่อคินกำลังเช่าเปิดร้านอยู่ ณ ตอนนี้เอง! ขอบคุณที่แวะมาลิ้มลองรสชาติความสัมพันธ์จานนี้ร่วมกันนะคะ หิมะแรกในโตเกียวตื่นเต้นที่จะได้เสิร์ฟความฟินจิกหมอนในตอนต่อไปให้ทุกท่านได้ลิ้มรสอีกค่ะ
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของเชฟมือฉมังกับนักวิจารณ์ปากร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%