เสียงมีดเชฟกระทบเขียงไม้เมเปิลดัง *ฉับ... ฉับ... ฉับ* เป็นจังหวะเดียวดายในห้องครัวที่เงียบงัน อคินกำลังจัดการกับแครอทในมือด้วยแรงอารมณ์ที่มากกว่าปกติ ปลายมีดคมกริบสับลงบนเนื้อส้มอย่างแม่นยำ แต่นัยน์ตากลับไม่ได้มองที่เขียง เขากำลังคิดถึงคำพูดของรวินท์เมื่อคืนก่อน—คำวิจารณ์ที่ไม่ได้เชือดเฉือนรสชาติอาหารเหมือนเคย แต่เป็นความเงียบงันที่น่ากลัวกว่านั้น
สำหรับเชฟที่เติบโตมาใต้เงาของความคาดหวังอันหนาทึบ คำชมคือพิษร้าย ส่วนคำตำหนิคือเชื้อเพลิง แต่อคินไม่เคยชินกับการที่ “นักวิจารณ์ลิ้นเทวดา” ผู้หยิ่งผยองคนนั้น เลือกที่จะนิ่งเงียบหลังตักซุปคำสุดท้ายเข้าปาก
“ถ้าฝีมือระดับคุณอคินทำได้แค่นี้ วงการอาหารปีนี้คงไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นแล้วล่ะมั้งคะ”
ประโยคเย้ยหยันที่รวินท์เคยใช้ปะทะคมคารมในคอลัมน์ดังลอยเข้ามาในหัว แต่วันนี้... มันไม่มีน้ำเสียงเย่อหยิ่งแบบนั้นหลงเหลืออยู่เลย เหลือเพียงแววตาไหววับชั่วเสี้ยววินาทีตอนที่วางช้อนลง—รอยร้าวที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความเยชาชาและรอยยิ้มมุมปากที่แสนจะปลอมเปลือก
อคินหยุดมือ หายใจเข้าลึกเพื่อระงับความหงุดหงิดที่ไร้ที่มา เขาวางมีดลงแล้วเดินออกจากครัวเพื่อตามหาเจ้าของห้องรับรองแขกพิเศษ รวินท์ย้ายเข้ามาอยู่ในเซฟเฮาส์ตามข้อตกลงเรื่องการร่วมมือกันพัฒนาเมนูใหม่ แต่ผ่านไปหลายวัน ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาก็ยังคงเป็นสนามรบขนาดย่อมที่เต็มไปด้วยกระแสไฟฟ้าวูบวาบ
ประตูห้องสมุดเปิดแง้มไว้เล็กน้อย อคินตั้งใจจะเข้าไปทวงถามตารางการชิมอาหารรอบบ่าย แต่ภาพที่เห็นผ่านช่องประตูแคบๆ กลับทำให้ฝีเท้าของเชฟหนุ่มชะงักกง
รวินท์ไม่ได้กำลังนั่งตรวจต้นฉบับบทความหรือจิบชาอย่างมาดมั่นเช่นเคย ร่างโปร่งในชุดเสื้อเชิร์ตสีอ่อนกำลังนั่งขดตัวอยู่บนโซฟาตัวยาว ใบหน้าเรียบเนียนที่มักเชิดขึ้นอย่างไร้ที่ติในยามเผชิญหน้ากับเขากลับซบลงกับหัวเข่า มือเรียวข้างหนึ่งกำชายเสื้อแน่นจนยับยู่ยี่ ไหล่บางไหวริกน้อยตามจังหวะการหายใจที่ผิดปกติ
ความเย็นชา ทะนงตัว และฝีปากกล้าที่คอยทิ่มแทงหัวใจอคินมาตลอด... พังทลายลงเหลือเพียงความเปราะบางที่น่าตกใจ
อคินเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกโกรธเคือง ขัดหูขัดตา หรือแม้กระทั่งทิฐิที่เคยมี มลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความสงสัยที่ตีรวนขึ้นมาในอก ชายหนุ่มผลักประตูให้เปิดกว้างขึ้น เสียงบานพับไม้ลั่นเอี๊ยดอาดเบาๆ ทำให้ร่างบนโซฟา สะดุ้งเฮือก
รวินท์เงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาคมกริบที่เคยฉายแววเย้ยหยันบัดนี้แดงก่ำ ขอบตาชื้นไปด้วยหยดน้ำใสที่เจ้าตัวพยายามฝืนกลั้นไว้ แต่ความรวดเร็วในการปาดหลังมือเช็ดมันออกก็ไม่ทันสายตาคมของอคินอยู่ดี
“ใครอนุญาตให้เข้ามาไม่เคาะประตูคะ เชฟอคิน” เสียงที่พยายามดัดให้ราบเรียบและเยือกเย็นดังขึ้น แต่กลับสั่นเครือจนน่าสมเพชในความรู้สึกของคนฟัง รวินท์รีบยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มฝืนๆ รอยยิ้มที่เป็นเกราะกำบังอันคุ้นเคย—รอยยิ้มที่เคลือบยาพิษและความโดดเดี่ยว
แต่อคินไม่อาจมองผ่านมันไปได้อีกแล้ว
“คุณกำลังทำอะไรของคุณ” อคินถามเสียงนิ่ง เดินสาวเท้าเข้าไปใกล้โซฟาช้าๆ ทิ้งระยะห่างเพียงก้าวเดียว ร่างสูงทอดสายตามองคนปากแข็งที่ยังคงเชิดหน้าขึ้นสู้อย่างไม่ยอมแพ้ ทั้งที่ตัวสั่นเทา
“ฉันก็แค่พักผ่อน หรือว่าการหายใจในห้องนี้มันต้องขออนุญาตคุณด้วยเหรอคะ” รวินท์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงเริ่มกลับมามีความแหลมคมเพื่อกลบเกลื่อนความอ่อนแอ แต่ดวงตาที่ไหวระริกนั้นทรยศคำพูดทุกคำ
“พักผ่อน?” อคินแค่นหัวเราะในลำคอ ก้าวเข้าไปประชิดจนรวินท์ต้องเอนตัวหนีโดยสัญชาตญาณ “สภาพเหมือนคนกำลังจะแตกสลายมากกว่านะ รวินท์”
“อย่ามาทำเป็นรู้ดี!” รวินท์ตวาดแว้ด ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธที่ถูกจี้จุดเปราะบาง มือเรียวยกขึ้นผลักอกอแรงๆ เพื่อให้อีกฝ่ายถอยห่าง แต่เชฟหนุ่มกลับยืนหยัดมั่นคงราวกับกำแพงหิน เขาคว้าข้อมือบางทั้งสองข้างไว้ด้วยความเร็วที่เหนือกว่าตรึงไว้ข้างลำตัวอย่างนิ่มนวลแต่เด็ดขาด
ระยะห่างระหว่างใบหน้าลดลงจนแทบไม่เหลือช่องว่าง อคินได้กลิ่นหอมจางๆ ของชาขาวผสมกับกลิ่นอายความเศร้าที่ลอยวนรอบตัวนักวิจารณ์คนเก่ง ใกล้จนมองเห็นแพขนตายาวที่ยังเปียกชื้นและรอยยิ้มฝืนๆ ที่สั่นระริกอยู่บนริมฝีปากคู่นั้น
“ปล่อยนะเชฟ!” รวินท์ดิ้นขัดขืน ใบหน้าสวยขึ้นสีแดงจัดด้วยความอับอายและโมโห “คุณมีสิทธิ์อะไรมาแตะต้องตัวฉัน ปล่อย!”
“ผมไม่มีสิทธิ์หรอก... แต่ผมมีตา” อคินเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ นัยน์ตาคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย ราวกับต้องการค้นหาคำตอบที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มจอมปลอมนั่น “รอยยิ้มแบบนั้น... มันปลอมสิ้นดี รวินท์ คุณเกลียดผมขนาดนั้นเลยเหรอ ถึงต้องฝืนทำเป็นเข้มแข็งเวลาอยู่ต่อหน้าผม”
รวินท์ชะงักกึก ดวงตาที่กำลังขุ่นเคืองเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย คำพูดของอคินไม่ได้เสียดสี แต่มันกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่เคยคาดคิดว่าจะได้ยินจากปากผู้ชายคนนี้—ความใส่ใจที่ถูกห่อหุ้มด้วยความดื้อรั้น
“ฉันไม่ได้...” รวินท์พยายามจะเถียง แต่เสียงมันกลับติดอยู่ที่ลำคอเมื่อปลายนิ้วอุ่นของอคินเลื่อนขึ้นมาแตะเบาๆ ที่โหนกแก้ม เนียนนุ่ม และแผ่วเบาราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะแตกสลายคามือ สัมผัสที่ไร้การรุกล้ำแต่มันกลับทะลวงทะลุเกราะป้องกันทั้งหมดที่รวินท์สร้างมาทั้งชีวิต
หัวใจของนักวิจารณ์ปากร้ายกระตุกวูบ จังหวะการเต้นรัวเร็วจนน่ากลัว รวินท์ลืมหายใจ สมองขาวโพลนไปหมด ความลับใต้รอยยิ้มเย่อหยันที่อุตส่าห์ปิดตายมาตลอดกำลังจะถูกสายตาคู่นี้แง้มเปิดออกทีละน้อย
“เลิกฝืนซะทีเถอะ...” เสียงกระซิบของอคินพร่าเล่ห์และใกล้ชิดจนลมหายใจอุ่นปะทะเข้ากับริมฝีปากของรวินท์ “ถ้าเหนื่อยนัก ก็ร้องไห้ออกมาส-...”
*กริ๊งงงงงงง!*
เสียงกริ่งหน้าประตูเซฟเฮาส์ดังลั่นแทรกบรรยากาศเปราะบางที่กำลังก่อตัวขึ้นทันที ทั้งอคินและรวินท์สะดุ้งสุดตัวราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อต รวินท์ใช้จังหวะนั้นสะบัดข้อมือออกจากการจับกุมแล้วผุดลุกขึ้นยืนหันหลังให้อย่างรวดเร็ว มือรีบยกขึ้นปาดน้ำตาบนใบหน้าลวกๆ เพื่อปรับสีหน้าให้กลับมาเย็นชาดังเดิม
อคินขบกรามแน่นด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ เขากวาดสายตามองแผ่นหลังสั่นน้อยๆ ของรวินท์แวบหนึ่ง ก่อนจะหันขวับเดินมุ่งหน้าไปที่ประตูหน้าด้วยอารมณ์คุกรุ่น มือหนากระชากเปิดประตูออกกว้างด้วยความรุนแรง หวังจะไล่แขกไม่ได้รับเชิญกลับไปให้พ้น
ทว่า... ร่างที่ยืนยิ้มแย้มอยู่หน้าประตู กลับทำให้ลมหายใจของอคินสะดุดกึก และความเงียบงันเย็นเยียบก็แผ่ซ่านไปทั่วโถงทางเดินในทันที
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ผลิบานของพวกเขานะคะ!
เซฟเฮาส์หัวใจของเชฟมือฉมังกับนักวิจารณ์ปากร้าย•ตอนที่ 6
ความลับใต้รอยยิ้ม
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของเชฟมือฉมังกับนักวิจารณ์ปากร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!