"กงล้อแห่งฟ้าดินไม่เคยหมุนกลับ เพื่อผู้ใด... แต่พวกท่านกำลังจะทำให้มันแตกสลายคามือ"
เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังก้องขึ้นภายในตำหนักโถงมังกรคราม บรรยากาศรอบด้านกดดันจนแทบหยุดหายใจ อากาศภายในห้องโถงใหญ่ของสำนักกระบี่เมฆานั้นเย็นยะเยือก ราวกับถูกแช่แข็งด้วยจิตสังหารอันไร้รูป ความเงียบงันปกคลุมจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจที่ติดขัดของเหล่าผู้อาวุโส
เบื้องบนบัลลังก์หยกขาว ผู้อาวุโสใหญ่ "ไท่ซาน" นั่งไขว้ห้างด้วยท่าทีสุขุม รอยยิ้มเยียบเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปาก ขณะที่สายตาทอประกายอำมหิตกวาดมองผู้คนเบื้องล่าง รอบตัวของมันหมุนวนด้วยละอองปราณสีดำสนิท ซึ่งเป็นเครื่องหมายชัดเจนว่าวิถีมารได้เข้าครอบงำรากฐานลมปราณของมันจนหมดสิ้นแล้ว
"หึ... หลงเฟย เจ้าเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม คิดว่าการถือครองวิถีกระบี่ฝืนลิขิตฟ้า แล้วจะสามารถค้ำจุนสำนักกระบี่เมฆาที่ร่วงโรยแห่งนี้ได้กระนั้นหรือ?" ผู้อาวุโสใหญ่เอ่ยขึ้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความดูแคลนและเย่อหยิ่ง
หลงเฟยยืนหยัดอย่างองอาจกลางห้องโถง ชุดคลุมสีดำสนิทสะท้อนแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านหน้าต่างแกะสลัก ร่างกายของเขานิ่งสงบราวยอดเขาไท่ซานที่ไม่เคยหวั่นไหวต่อพายุหมุน ทว่าแววตากลับคมกริบดั่งคมกระบี่ที่พร้อมจะปลิดชีพผู้คนได้ทุกเมื่อ ในมือขวาของเขาถือกระบี่เหล็กนิลกาฬที่ยังคงอยู่ในฝัก ทว่าจิตกระบี่กลับแผ่พุ่งออกมาราวกับคลื่นมรณะกดทับเหล่าผู้อาวุโสฝ่ายทรยศจนใบหน้าซีดเผือด
"สำนักกระบี่เมฆาจะร่วงโรยหรือไม่... หาใช่สิ่งที่มารสารเลวเช่นเจ้าจะตัดสินได้" หลมเฟยกล่าวเรียบๆ ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับหนักแน่นดั่งประกาศิตสวรรค์ "ข้าเตือนเจ้าแล้วว่าการชักนำเงาทมิฬแห่งแดนปีศาจเข้ามาในเขตสำนัก เท่ากับการขุดหลุมฝังศพให้ตนเอง"
"ฮ่าๆๆๆ ช่างปากกล้านัก!" ผู้อาวุโสใหญ่สะบัดแขนเสื้อ เสียงหัวเราะเยือกเย็นดังก้องสะท้อนไปทั่วผนังหิน "เจ้าคิดว่าข้ากระทำเรื่องนี้โดยลำพังหรือ? จงมองดูรอบตัวเจ้าเสียใหม่เถอะ หลงเฟย!"
สิ้นเสียงของมัน เมฆหมอกสีดำมืดทึบก็ทะลักทะลายทะลุผ่านค่ายกลป้องกันสำนักเข้ามาอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายคาวเลือดและพิษร้ายกระจายฟุ้งไปทั่วบริเวณ เหล่าศิษย์สายในและผู้อาวุโสฝ่ายสนับสนุนที่เคยยืนหยัดเคียงข้างสำนัก ต่างพากันกระอักเลือดออกมาคำโตเมื่อถูกแรงกดดันจากปราณมารเข้าจู่โจมอย่างกะทันหัน
มู่หรงเสวี่ย ที่ยืนสง่างามอยู่เบื้องหลังหลงเฟยไม่ไกลนัก สีหน้าของนางยังคงเยือกเย็นดั่งน้ำค้างแข็งบนยอดเขา เปลือกตานางหรี่ลงเล็กน้อย กระบี่วารีสวรรค์ในมือสั่นระริกด้วยความโกรธเกรี้ยว นางก้าวเท้าขึ้นมาเคียงข้างหลงเฟยอย่างไม่เกรงกลัวต่อกองกำลังมารนับร้อยที่กำลังปิดล้อมเข้ามา
"ศิษย์พี่ใหญ่... ดูท่าพวกมันคงรอเวลานี้มานานแรมปีแล้วสินะ" มู่หรงเสวี่ยเอ่ยเสียงเบา ทว่าแฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันรุนแรง ดวงตางามคู่นั้นกวาดมองไปยังเงาร่างลึกลับหลายสิบคนที่ก้าวออกมาจากความมืด
บุคคลเหล่านั้นล้วนสวมหน้ากากเงินและแต่งกายด้วยชุดนักพรตมารสำนักโลหิตสวรรค์ ซึ่งเป็นศัตรูคู่อาฆาตของสำนักกระบี่เมฆามาเนิ่นนาน การที่พวกมันสามารถลอบเข้ามาถึงใจกลางสำนักได้โดยที่ค่ายกลไม่ส่งสัญญาณเตือน ย่อมแปลว่ามีหนอนบ่อนไส้ระดับสูงคอยเปิดทางให้ และคนผู้นั้นก็มิใช่ใครอื่น นอกจากผู้อาวุโสใหญ่ไท่ซานนั่นเอง
"เสวี่ยเอ๋อร์ เจ้ากลัวหรือไม่?" หลงเฟยเหลือบสายตามามองนางเล็กน้อย ความอ่อนโยนฉายชัดขึ้นในแววตาที่ปกติจะเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง
มู่หรงเสวี่ยส่ายหัวช้าๆ มุมปากบางยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่งดงามราวดอกเหมันต์ผลิบานท่ามกลางหิมะโปรยปราย "ตราบใดที่กระบี่ในมือของท่านยังชี้ไปข้างหน้า ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับปรมาจารย์มารนับหมื่น ข้ามู่หรงเสวี่ยก็ยินดีเคียงข้างท่าน สู่แดนปรโลกด้วยความเต็มใจ"
คำกล่าวอันหนักแน่นและมั่นคงของนาง ทำให้หัวใจของหลงเฟยกระตุกวูบ ความทะนงตนในวิถีกระบี่ของเขาได้รับการเติมเต็มด้วยดวงใจที่ซื่อตรงและมั่นคงยิ่งกว่าสิ่งใด ในยุทธภพอันโสมมและเต็มไปด้วยการหักหลังนี้ การมีสตรีผู้สง่างามเย็นชาต่อโลกหล้า แต่มอบลมหายใจและวิญญาณให้เขาเพียงผู้เดียว นับเป็นโชคชะตาที่ยิ่งใหญ่เหนือสิ่งอื่นใด
"ดี... เช่นนั้นวันนี้ เรามาดูกันว่ากระบี่เมฆาของข้า กับโลหิตมารของพวกมัน สิ่งใดจะแหลกสลายก่อนกัน"
หลงเฟยสูดลมหายใจเข้าลึก 3 ครา ปราณแท้จริงเก้าสวรรค์ภายในร่างระเบิดเสียงคำรามดั่งมังกรทะยานฟ้า ผิวหนังของเขากลายเป็นสีทองอร่ามชั่วพริบตา ไอพิษโบราณถูกขับออกมาปกคลุมคมกระบี่นิลกาฬจนกลายเป็นแสงสีม่วงอมดำ ทับซ้อนด้วยเจตంటกระบี่อันคมกริบที่พร้อมจะผ่าท้องฟ้าออกเป็นสองเสี่ยง
"ฆ่าพวกมันให้หมด! อย่าให้ใครรอดออกไปได้แม้แต่คนเดียว!" ผู้อาวุโสใหญ่แผดเสียงคำรามสั่งการด้วยความเกรี้ยวกราด เมื่อเห็นว่าหลงเฟยไม่ยอมจำนน
เหล่าเงาร่างชุดดำนับร้อยพุ่งทะยานเข้ามาพร้อมกันราวกับฝูงตั๊กแตนปาทาน ประกายแสงจากศาสตราวุธมารสาดส่องระยิบระยับ ทว่าก่อนที่คมดาบเล่มแรกจะเข้าถึงตัวหลงเฟย เขากลับขยับตัวเพียงเล็กน้อยราวกับภูตผี
*ฉับ!*
เสียงกระบี่ออกจากฝักดังกังวานบาดแก้วหู ประกายแสงสีม่วงพาดผ่านความมืดมิดดั่งสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน ร่างของยอดฝีมือฝ่ายมารสามคนแรกที่พุ่งเข้ามาถึงตัว แตกสลายกลายเป็นละอองเลือดในพริบตาโดยที่พวกมันยังไม่ทันได้รู้ตัวด้วยซ้ำว่าความตายมาเยือนอย่างไร
การต่อสู้ตะลุมบอนอันดุเดือดตระการตาเริ่มต้นขึ้นแล้ว เลือดสาดกระเซ็นย้อมผนังหินสีขาวของตำหนักโถงมังกรครามให้กลายเป็นสีแดงฉาน หลงเฟยเคลื่อนไหวราวดาราเคลื่อนคล้อย กระบี่ในมือวาดลวดลายสอดประสานกับวิชาพิษสังหารอย่างไร้ที่ติ ทุกย่างก้าวที่เขาผ่านไปล้วนทิ้งซากศพและคราบพิษละลายกระดูกไว้เบื้องหลัง
ในขณะเดียวกัน มู่หรงเสวี่ยก็ร่ายรำกระบี่วารีสวรรค์อย่างสง่างาม ละอองน้ำแข็งนับหมื่นสายก่อตัวเป็นพายุหิมะหมุนวนรอบตัวนาง ปลดปล่อยคมกระบี่น้ำแข็งเข้าเสียบทะลุดวงใจของเหล่ามือสังหารฝ่ายมารทีละคนอย่างเลือดเย็นและแม่นยำ
ผ่านไปเพียงครู่เดียว เลือดนองท่วมพื้นโถงมังกรคราม ผู้อาวุโสใหญ่ไท่ซานที่นั่งดูเหตุการณ์อยู่บนบัลลังก์ เริ่มมีสีหน้าเปลี่ยนไป ความมั่นใจเมื่อครู่เริ่มถูกกัดกินด้วยความหวาดกลัว เมื่อเห็นว่าหลงเฟยและมู่หรงเสวี่ยแทบไม่มีรอยขีดข่วนเลยแม้แต่น้อย
"ไอ้เด็กเวร... ฝีมือของเจ้า..." ผู้อาวุโสใหญ่กัดฟันกรอด ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลังปราณมารสีดำทะลุทะลายร่างของมันจนขยายใหญ่ขึ้นสองเท่า ดวงตากลายเป็นสีแดงก่ำด้วยความบ้าคลั่ง "ดูท่าข้าต้องลงมือจัดการเจ้าด้วยตัวเองแล้ว!"
มันกำลังจะพุ่งทะยานลงมาซัดพลังขั้นกำเนิดวิญญาณใส่หลงเฟย ทว่าในวินาทีนั้นเอง พื้นศิลาเบื้องล่างของตำหนักกลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม รอยแยกขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นกลางห้องโถง พร้อมกับไอน้ำพุร้อนสีเลือดที่พวยพุ่งขึ้นมา
และที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ... เสียงหัวเราะอันแหบพร่าและคุ้นเคยอย่างประหลาด ดังลอดขึ้นมาจากรอยแยกใต้พื้นดิน
"ฮ่าๆๆๆ... ไท่ซาน เจ้าคนโง่เง่า คิดว่าเจ้าใช้ประโยชน์จากสำนักโลหิตสวรรค์ได้ฝ่ายเดียวอย่างนั้นหรือ?"
เงาร่างของชายชราในชุดคลุมขาดวิ่น ใบหน้าครึ่งหนึ่งเน่าเปื่อยไร้หนังหุ้ม เผยให้เห็นกระโหลกสีขาวน่าสยดสยอง ค่อยๆ ลอยขึ้นมาจากหลุมลึกเบื้องล่าง และคนผู้นั้นก็คือ "เจ้าสำนักโลหิตสวรรค์" ที่ทุกคนคิดว่าน่าจะตายไปตั้งแต่สงครามยุทธภพครั้งก่อนแล้ว!
หลงเฟยหรี่ตาลงทันที รอยยิ้มเยียบเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง เมื่อเขารู้ว่าแผนการนี้ซับซ้อนและลึกซึ้งกว่าที่คาดคิดไว้หลายเท่า
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟัน และก้าวเดินไปในวิถีกระบี่อันโดดเดี่ยวนี้ด้วยกันครับ - เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
เซียนกระบี่สยบฟ้า ข้าไม่ยอมก้มหัวให้ใคร•ตอนที่ 30
แผนการร้ายในที่ประชุมสำนัก
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่สยบฟ้า ข้าไม่ยอมก้มหัวให้ใคร นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!