กลิ่นอายคาวเลือดจางๆ คละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอายสมุนไพรล้ำค่าภายในถ้ำลับแห่งนี้
ปลายนิ้วเรียวดุจหยกสลักของมู่หรงเสวี่ยกำลังประคองถ้วยกระเบื้องเคลือบสีมรกตอย่างระมัดระวัง หยาดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้าผากมนของนาง แม้จะเป็นถึงนางเซียนผู้เยือกเย็นและสูงส่งจนผู้คนในยุทธภพต้องก้มหัวให้ ทว่าในยามนี้ แววตาคู่สวยที่เคยไร้ระลอกคลื่นกลับฉายแววกังวลระคนอ่อนโยนอย่างที่ผู้ใดไม่เคยเห็นมาก่อน
"ฝืนกลืนมันลงไปเถอะครับ... โอสถทิพย์ฟื้นกายาเม็ดนี้ หลอมขึ้นจากหัวใจมังกรเพลิงร้อยปี ผสานกับบัวหิมะพันปี ฤทธิ์ของมันจะช่วยชำระล้างพิษโลหิตทมิฬในชีพจรของท่านได้"
เสียงหวานใสที่มักราบเรียบราวน้ำค้างแข็ง กลับสั่นเครือเล็กน้อยยามเอ่ยกับบุรุษเบื้องหน้า
หลงเฟยค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาคมกริบดุจคมกระบี่ที่เคยพินิจฟ้าดินมาแล้วนับร้อยชาติ ปรากฏร่องรอยอ่อนล้าชั่วพริบตา ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความราบเรียบเยือกเย็นตามวิสัยของยอดฝีมือผู้ทะนงตน อาการบาดเจ็บจากการฝืนใช้เคล็ดวิชาฝืนลิขิตฟ้าเพื่อสังหารราชครูมารโลหิตในศึกก่อนหน้านี้ ทำให้ลมปราณภายในร่างกายของเขากระจัดกระจายราวแก้วที่แตกละเอียด
เขามองถ้วยยาในมือของหญิงสาว แล้วเงยหน้าขึ้นสบตาคู่ที่เต็มไปด้วยความห่วงใยนั้น
"เจ้ากำลังห่วงข้าหรือ... เสวี่ยเอ๋อร์" น้ำเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นแผ่วเบา รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างท้าทายความตาย "คนอย่างหลงเฟย ต่อให้ยมทูตแห่งขุมนรกเก้าชั้นฟ้าก็ยังไม่กล้ามาเอาชีวิต ข้าเพียงแต่พักผ่อนชั่วคราวเท่านั้น"
"ท่านยังจะมาปากดีอีก!" มู่หรงเสวี่ยค้อนใส่เขาคราหนึ่ง แม้จะเป็นค้อนที่ไร้ซึ่งความดุร้าย มีแต่จะเพิ่มเสน่หาเย้ายวนใจ นางขยับกายเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นหอมเย็นบริสุทธิ์ประจำกายของนางโชยเข้าจมูกของหลงเฟย ขับไล่กลิ่นอายคาวเลือดให้เจือจางลง นางใช้ช้อนกระเบื้องตักน้ำโอสถสีทองเรืองรองป้อนให้เขาอย่างเบามือ "อ้าปาก... อย่าดื้อรั้นนักเลย โลหิตพิษในกายท่านกำลังกัดกินเส้นเอ็น หากช้ากว่านี้อีกเค่อเดียว ต่อให้เป็นเซียนก็ช่วยท่านไม่ได้แล้ว"
หลงเฟยหาได้ดื้อดึงไม่ เขารู้ดีว่าสภาพร่างกายของตนในยามนี้อยู่ในจุดที่เปราะบางเพียงใด ชายหนุ่มยอมอ้าปากรับโอสถทิพย์รสชาติขมปร่าปนหวานล้ำนั้นลงคอ
ทันทีที่โอสถเม็ดดังกล่าวละลายลงสู่ท้อง ทะเลปราณที่แห้งผากก็ราวกับได้รับสายฝนทิพย์จากฟ้าเบื้องบน!
*ตูม!*
เสียงอื้ออึงดังก้องขึ้นในโสตประสาทของหลงเฟย คลื่นพลังงานอันร้อนแรงแต่ทว่าบริสุทธิ์ยิ่งแผ่ซ่านไปทั่วทุกสารทิศ เส้นชีพจรที่เคยถูกพิษกัดจนดำคล้ำ บัดนี้กลับถูกชำระล้างด้วยพลังปราณมังกรเพลิงจนเปล่งประกายแสงสีทองจางๆ อักขระโบราณนับร้อยตัวปรากฏขึ้นเลือนรางบนผิวหนังของเขา ก่อนจะจมหายเข้าไปในเนื้อตัวเพื่อซ่อมแซมกระดูกและกล้ามเนื้อที่เสียหาย
มู่หรงเสวี่ยเห็นดังนั้นจึงไม่รอช้า นางวางถ้วยรูปลักษณ์งดงามลงบนโขดหินข้างกาย ทันทีทันใดนั้น สองมือเรียวงามก็ยกขึ้นร่ายเคล็ดวิชา นางเซียนกระบี่เมฆากดฝ่ามือแนบเข้าที่แผ่นหลังกว้างของหลงเฟย ถ่าย
ทอดพลังปราณบริสุทธิ์ธาตุหยินเข้าช่วยประคับประคองลมปราณหยางอันรุนแรงของเขาให้อยู่ในความสมดุล
"ตั้งสมาธิ... โคจรวิถีกระบี่เก้าสวรรค์ตามที่ข้าเคยบอก" เสียงกระซิบแผ่วเบาของนางดังอยู่ข้างหู ลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดต้นคอทำให้หัวใจของจอมยุทธ์ผู้เยือกเย็นกระตุกวูบ
หลงเฟยไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาหลับตาลง ดำดิ่งสู่ห้วงจิตสำนึก ควบคุมพลังปราณมหาศาลที่กำลังพลุ่งพล่านให้ไหลเวียนตามวงโคจรโคจรดารา นี่คือการต่อสู้ที่ไร้เสียงดาบและโลหิต แต่กลับอันตรายถึงชีวิตยิ่งกว่าสิ่งใด หากควบคุมผิดพลาดแม้แต่กระ็พริบตาเดียว เส้นชีพจรทั้งหมดจะระเบิดออกทันที
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงใดไม่มีใครล่วงรู้ ภายในถ้ำลับราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก มีเพียงแสงเรืองรองสีทองและสีฟ้าครามที่สลับกันเปล่งประกายโอบล้อมร่างของคนทั้งสองไว้ บรรยากาศอบอวลไปด้วยความผูกพันลึกซึ้งที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางความเป็นความตาย
จนกระทั่ง... เมื่อแสงเรืองรองสุดท้ายจางหายไป
หลงเฟยลืมตาขึ้นอีกครั้ง ประกายตาดุจดั่งดวงดาวในยามค่ำคืนคมกริบและล้ำลึกยิ่งกว่าเดิม พลังปราณทั่วร่างของเขาในยามนี้มิเพียงแต่ฟื้นคืนสู่จุดสูงสุดเท่านั้น หากแต่ยังทะลวงผ่านคอขวดเดิม ก้าวเข้าสู่ขอบเขตราชันยุทธขั้นที่เจ็ดได้อย่างมั่น
คง!
ชายหนุ่มค่อยๆ ผ่อนลมหายใจยาวเหยียดออกทางปาก ละอองสีดำทมิฬพุ่งทะลักออกจากร่างกระทบผนังถ้ำจนเกิดรอยไหม้ลึกเป็นหลุมบ่อ นี่คือพิษที่เหลืออยู่ก้นบึงชีพจรถูกขับออกมาจนหมดสิ้นแล้ว
มู่หรงเสวี่ยถอนมือกลับ ใบหน้างามซีดเซียวลงเล็กน้อยจากการสูญเสียพลังปราณไปไม่น้อย เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้า นางเซ เซถอยหลังไปครึ่งก้าว ทว่ายังไม่ทันที่ร่างระหงจะได้ล้มลง วงแขนแข็งแกร่งคู่หนึ่งก็เอื้อมมารวบเอวบางของนางเข้าหาตัวอย่างนุ่มนวล
"เจ้าโง่... ฝืนตัวเกินไปแล้ว" หลงเฟยเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ แววตาสะท้อนความรู้สึกซาบซึ้งและห่วงใยที่ยากจะหาได้จากบุรุษผู้ทะนงตนผู้นี้
มู่หรงเสวี่ยซบหน้าลงกับอกแผงกว้างที่อุ่นซ่านของเขา ฟังเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะมั่นคง นางหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน ทว่าริมฝีปากกลับแย้มยิ้มบางเบา "ตราบใดที่ท่านปลอดภัย... ต่อให้ต้องสูญเสียพลังปราณไปครึ่งหนึ่ง ข้าก็ไม่เสียดาย..."
บรรยากาศภายในถ้ำเงียบสงบลง มีเพียงเสียงหยดน้ำจากหินงอกหินย้อยกระทบพื้นถ้ำเป็นจังหวะ เคมีระหว่างจอมยุทธ์ผู้หยิ่งทะนงในวิถีกระบี่กับนางเซียนผู้เย็นชาต่อหล้า หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวท่ามกลางเงาจันทร์ที่ทอดผ่านปากถ้ำเข้ามา
ทว่า ความสงบสุขมักมีไว้เพื่อรอการถูกทำลาย...
ฉับพลันนั้นเอง!
ทั่วทั้งผืนป่าด้านนอกก็พลันเงียบสงบลงอย่างไร้สาเหตุ เสียงนกเสียงแมลงที่เคยร้องระเซ็งระเซנקกลับเงียบกริบราวกับถูกมนต์สะกด บรรยากาศกดดันระลอกหนึ่งแผ่ซ่านเข้ามาในถ้ำจนมู่หรงเสวี่ยต้องขมวดคิ้วเรียวสวยเข้าหากันอย่างรวดเร็ว
*เคร้ง!*
เสียงโลหะกระทบกันแว่วมาจากที่ไกลลิบ ตามมาด้วยกลิ่นอายพลังปราณอันชั่วร้ายและคุ้นเคยอย่างยิ่งยวดที่แผ่พุ่งเข้ามาปิดล้อมปากถ้ำไว้ทุกด้าน
แววตาของหลงเฟยเปลี่ยนเป็นเย็นชาดุจน้ำแข็งในพริบตา เขากระชับกระบี่บินในมือขวาแน่นพลางเอ่ยกระซิบเบาๆ ข้างหูหญิงสาว
"ดูเหมือนว่า... สุนัขรับใช้ของนิกายโลหิตสวรรค์ จะตามกลิ่นเลือดของพวกเราเจอเร็วกว่าที่คิดเสียอีก..."
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟัน และก้าวเดินไปในวิถีกระบี่อันโดดเดี่ยวนี้ด้วยกันครับ - เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
เซียนกระบี่สยบฟ้า ข้าไม่ยอมก้มหัวให้ใคร•ตอนที่ 26
โอสถทิพย์ฟื้นกายา
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่สยบฟ้า ข้าไม่ยอมก้มหัวให้ใคร นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!