กลิ่นอายโลหิตจางๆ ยังคงลอยวนเวียนอยู่ปลายจมูก ทว่าสิ่งที่บาดลึกยิ่งกว่าบาดแผลฉกรรจ์บนเรือนร่าง คือความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวภายในโถงรับรองของตำหนักร้อยอัคคี
"ฮ่าๆๆ... หลงเฟย เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการใช้พิษแมงป่องเจ็ดราตรีจะปกปิดกลิ่นอายความต่ำต้อยของเจ้าได้ตลอดไป?"
น้ำเสียงเย้ยหยันดังขึ้นทำลายความเงียบ บุรุษชุดขาวปักลายเมฆาเหินหาวก้าวเท้าเข้ามาอย่างมั่นใจ ใบหน้าหล่อเหลาแต่แฝงไว้ด้วยความหยิ่งผยองระคนเหยียดหยาม ทว่าสายตาของคนทั้งโถงกลับไม่ได้หยุดอยู่ที่เขา หากแต่จับจ้องไปยังร่างระหงในชุดคลุมสีฟ้าครามที่ก้าวตามหลังมาอย่างเงียบเชียบ
นาง... ผู้ซึ่งกาลครั้งหนึ่งเคยร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ท่องยุทธภพ ผู้ซึ่งเคยเอ่ยวาจาสัตย์สาบานใต้แสงจันทร์... และเป็นผู้ลงมือแทงข้างหลังเขาอย่างไร้ความปรานีในชาติภพก่อน
มู่หรงเสวี่ยขมวดคิ้วมุ่นยามเมื่อสัมผัสได้ถึงบรรยากาศอันเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากร่างของหลงเฟย นางก้าวเข้ามาขวางหน้าบุรุษชุดขาวผู้นั้นโดยไม่รู้ตัว ปลายกระบี่วิญญาณเมฆาในมือสั่นระริกด้วยความรู้สึกซับซ้อน นางเอ่ยเสียงเรียบเย็น "ไป๋จื่อถัง ถอยไป นี่ไม่ใช่เรื่องของเจ้า"
"ศิษย์น้องมู่หรง เหตุใดต้องปกป้องสวะจากดินแดนรกร้างผู้นี้ด้วยเล่า?" ไป๋จื่อถังแค่นหัวเราะ สายตาเหลือบมองหลงเฟยด้วยความดูแคลน "ตอนนี้เขาไม่ใช่คุณชายตระกูลหลงผู้ยิ่งใหญ่อีกต่อไปแล้ว แต่เป็นเพียงแค่... อดีตคู่หมั้นที่ถูกขับไล่ของ 'นางผู้นั้น' หาใช่ไม่?"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศภายในโถงก็ราวกับถูกแช่แข็งด้วยความเย็นยะเยือก
หลงเฟยยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลัก ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่ไม่ได้แสดงความโกรธเกรี้ยวออกมาแม้แต่น้อย ทว่ากลับลึกล้ำราวกับห้วงเหวนรก เขายกจอกชาขึ้นจิบรสชาติขมฝาดช้าๆ ก่อนจะวางลงกระทบโต๊ะเสียงดัง *กริ๊ก*
เสียงนั้นเบานัก แต่กลับดังก้องกังวานในโสตประสาทของทุกคนราวกับเสียงอสุนีบาต
"ไป๋จื่อถัง..." หลงเฟยเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบ ไร้คลื่นอารมณ์ แต่กลับทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ระดับหลอมรวมลมปราณรอบกายถึงกับขนหัวลุก "เจ้ายังจำได้หรือไม่ ว่าครั้งสุดท้ายที่คนผู้ซึ่งบัง-อาจ-ยืน-ค้ำ-หัว-ข้า มีจุดจบเช่นไร?"
รอยยิ้มบนใบหน้าของไป๋จื่อถังแข็งค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเกรี้ยวกราด "สามหรอก! คิดว่าเจ้ายังเป็นมหาเทพผู้สูงส่งเมื่อร้อยปีก่อนหรือไง? เจ้าในตอนนี้เป็นเพียงมดปลวกที่ข้าสามารถบดขยี้ได้ด้วยปลายนิ้ว!"
*ฟรึบ!*
ไป๋จื่อถังสะบัดแขนเสื้อ ปราณกระบี่สีครามพุ่งทะยานออกมาจากฝักราวกับพญานาคคำราม แรงกดดันระดับกำเนิดจิตวิญญาณขั้นที่ห้าแผ่ซ่านกดทับจนพื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าของหลงเฟยแตกร้าวเป็นทางยาว ทว่าท่ามกลางพายุลมปราณอันบ้าคลั่งนั้น หลงเฟยกลับมิได้ขยับเขยื้อnกายแม้แต่น้อย เขายังคงนั่งไขว่ห้าง สายตาจับจ้องไปยังสตรีที่ยืนอยู่เบื้องหลังไป๋จื่อถัง
สตรีผู้มีใบ่างงดงามราวกับภาพวาด ทว่าดวงตากลับว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดระคนตกตะลึง
"เสวี่ยเอ๋อร์..." หลงเฟยเอ่ยเรียกชื่อนั้นเบาๆ น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "เจ้าจำเหตุการณ์ ณ หน้าผาสวรรค์ดับสูตรได้หรือไม่? วันที่เจ้ายื่นกระบี่เล่มนั้นให้ข้า... เจ้าบอกว่ามันคือ 'ความจำเป็นของสำนัก'"
ร่างของสตรีผู้นั้นสะท้านเฮือก นางเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ดวงตาคู่สวยเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาที่พยายามสะกดกลั้นไว้อย่างสุดชีวิต "หลงเฟย... ข้า..."
"เจ้าไม่ต้องแก้ตัว" หลงเฟยขัดขึ้น แววตาคมปลาบกวาดมองนางด้วยความผิดหวังและหยิ่งทะนง "วิถีกระบี่ของข้า ไม่เคยมีที่ยืนให้คนทรยศ และไม่เคยต้องการความสงสารจากผู้ใด"
"สามหรอก! ยังกล้าปากดีต่อหน้าองค์หญิงแห่งสำนักกระบี่เมฆาอีกหรือ!" ไป๋จื่อถังคำรามลั่น พลังปราณทั้งหมดถูกรวบรวมไว้ที่ฝ่ามือ พุ่งทะยานเข้าหมายปลิดชีพหลงเฟยในกระบวนท่าเดียว
*เปรี้ยง!*
ประกายไฟจากการปะทะระเบิดออกอย่างรุนแรง ทว่าผู้ที่กระเด็นถอยหลังกลับไม่ใช่หลงเฟย!
แสงกระบี่สีเงินยวดยวงสายหนึ่งพาดผ่านกลางอากาศ ร่างของไป๋จื่อถังปลิวทะลุกำแพingตำหนักออกไปไกลหลายสิบจวบ กระอักเลือดสดๆ ออกมาคำโต ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดเมื่อพบว่า ผู้ที่ลงมือขัดขวางเขา... คือมู่หรงเสวี่ย ศิษย์พี่ผู้เยือกเย็นและไม่เคยสนใจไยดีผู้ใด!
มู่หรงเสวี่ยยืนถือกระบี่สั่นเทา ปลายกระบี่ชี้ตรงไปที่ไป๋จื่อถัง น้ำเสียงของนางสั่นเครือแต่เต็มไปด้วยจิตสังหารที่น่าสะพรึงกลัว "หากผู้ใดกล้าแตะต้องเขา... ผู้นั้นต้องก้าวผ่านศพข้าไปก่อน!"
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมทั่วบริเวณอีกครั้งอย่างสมบูรณ์ ทุกคนต่างอึ้งงันกับภาพที่เห็น นางเซียนผู้สูงศักดิ์ ยอมหันคมกระบี่ใส่พวกเดียวกันเพื่อปกป้องศิษย์สวะผู้ถูกขับไล่เนี่ยนะ?
หลงเฟยค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ชายเสื้อโบกสะบัดตามแรงลมปราณที่เริ่มแปรปรวน เขามองมู่หรงเสวี่ยด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะแย้มยิ้มเยียบเย็นที่มุมปาก
"เจ้าคิดว่าทำเช่นนี้แล้ว บาปในอดีตจะถูกลบล้างงั้นรึ มู่หรงเสวี่ย?"
ทว่า ก่อนที่มู่หรงเสวี่ยจะได้เอ่ยวาจาใดๆ ท้องนภ้ายามค่ำคืนที่เคยกระจ่างใสกลับพลันมืดครึ้มลงในพริบตา เมฆสีดำทะมัดทะแมงรวมตัวกันเป็นรูปเกลียวพายุหมุนวนเหนือตำหนักร้อยอัคคี สายฟ้าสีทองคำฟาดผ่าลงมากลางลานพิธีเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แรงกดดันระดับที่ทำให้จิตวิญญาณสั่นสะท้านแผ่ซ่านลงมาจากเบื้องบน
ป้ายหินวิญญาณโบราณหน้าตำหนักที่ตั้งตระหง่านมานับพันปีจู่ๆ ก็ปริแตกออกเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับเงาร่างสีดำสนิทผู้หนึ่งที่ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติกลางอากาศ พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าที่ดังเสียดแก้วหู
"หึๆๆ... ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง เจ้าเด็กตระกูลหลง ในที่สุดข้าก็หาตัวเจ้าพบเสียที... เจ้าหนี้เก่า!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟัน และก้าวเดินไปในวิถีกระบี่อันโดดเดี่ยวนี้ด้วยกันครับ - เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
เซียนกระบี่สยบฟ้า ข้าไม่ยอมก้มหัวให้ใคร•ตอนที่ 27
การกลับมาของอดีตคู่หมั้นผู้ทรยศ
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่สยบฟ้า ข้าไม่ยอมก้มหัวให้ใคร นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!