กลิ่นอายคาวเลือดลอยอวลเคล้ากับกลิ่นหอมเย็นของดอกเหมันต์ในยามวิกาล ร่างเงาดำทะมึนทั้งสามที่ปรากฏขึ้นท่ามกลางซากปรักหักพังของสำนักร้าง ไม่ได้ส่งเสียงฝีเท้าแม้แต่น้อย ราวกับพวกมันล่องลอยมาจากขุมนรกโลกันตร์
รอยสักรูปงูพิษสีม่วงเข้มบนต้นคอของพวกมันบิดเบี้ยวไปตามกล้ามเนื้อที่ขยับ ราวกับมีชีวิต ม่านตาของหลงเฟยหรี่แคบลงจนเหลือเพียงเส้นด้าย ความเยือกเย็นแผ่ซ่านออกจากร่างของเขาจนอุณหภูมิรอบกายลดฮวบลงทันตาเห็น วิถีกระบี่ในจิตวิญญาณสั่นระริกราวกับกระหายความตาย
"หึ... ตามรังควานไม่รู้จักจบสิ้น สำนักมารโลหิตนี่ช่างเพาะพันธุ์สุนัขรับใช้ที่ขยันขันแข็งเสียจริง"
น้ำเสียงของหลงเฟยราบเรียบ ทว่าทรงพลังกดดันจนบรรยากาศรอบข้างหนักอึ้งดั่งถูกขุนเขาหินกดทับ มือขวาของเขายังคงกุมด้ามกระบี่ไว้หลวม ๆ แต่รัศมีกระบี่ที่แผ่ออกมากลับแหลมคมเสียจนแม้แต่อากาศยังถูกกรีดจนเกิดเสียงหวีดหวิวเบา ๆ
ผู้นำเงาทมิฬตรงกลางหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าคล้ายโลหะเสียดสีกัน "หลงเฟย เจ้าเด็กเหลือขอ คิดหรือว่ารอดพ้นจากเงื้อมมือของนิกายเราได้? วันนี้ต่อให้เจ้ามีปีกบินได้ ก็หนีไม่พ้นเงาพิษโลหิตของข้าสามพี่น้อง!"
สิ้นเสียง ประกายตาสังหารก็ระเบิดขึ้นพร้อมกัน ร่างทั้งสามพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วสูงยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ ปรากฏการณ์ลมปราณสีเลือดแผ่ขยายออกปกคลุมรัศมีร้อยวา กลายเป็นเขตอาคมขนาดย่อมที่ปิดกั้นทุกเส้นทางหลบหนี พวกมันคือนักฆ่าระดับสูงที่ผ่านการอาบเลือดมานับครั้งไม่ถ้วน ทุกกระบวนท่ามุ่งตรงไปยังจุดตายของเป้าหมายโดยไม่มีความลังเล
ทว่า หลงเฟยกลับไม่ขยับเขยื้อi ร่างของเขายืนหยัดตระหง่านราวกับรูปปั้นหินผา ริมฝีปากหยักแย้มยิ้มเย็นเยียบ
ในวินาทีที่คมดาบอาบพิษของเงาทมิฬพุ่งเข้าประชิดห่างเพียงคืบ หลงเฟยก็สะบัดแขนเสื้ออย่างแผ่วเบา
*ฟึบ!*
ละอองหมอกสีม่วงอมดำพวยพุ่งขึ้นจากพื้นดินรอบตัวเขาทันที ละอองพิษเหล่านี้หาใช่พิษธรรมดา แต่เป็น "พิษสลายวิญญาณเก้าสวรรค์" ที่เขาผสมผสานขึ้นจากสมุนไพรหายากและพลังปราณหยินแท้ ทันทีที่สัมผัสถูกลมปราณโลหิตของมือสังหารทั้งสาม พิษร้ายก็เริ่มกัดกินพลังปราณของพวกมันราวกับไฟลามทุ่ง
"อ๊ากกก!"
เงาทมิฬทางด้านซ้ายส่งเสียงร้องโหยหวนออกมาอย่างน่าเวทนา ร่างของเขากระตุกเกร็ง ผิวหนังที่เคยเหี่ยวย่นกลับถูกกัดกร่อนจนเน่าเปื่อยลุกลามจากปลายเท้าขึ้นสู่ลำตัวในเวลาเพียงพริบตา พิษนี้ไม่ได้ทำลายแค่เนื้อหนัง แต่มันกำลังแผดเผาจิตวิญญาณของเขาให้แตกสลายเป็นจุล
"ระวัง! มันใช้ค่ายกลพิษ!" ผู้นำเงาทมิฬแผดเสียงคำรามด้วยความตื่นตระหนก สีหน้าของมันแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือกเมื่อตระหนักว่าพวกมันตกหลุมพรางของเด็กหนุ่มผู้นี้เสียแล้ว
แต่มันสายเกินไปเสียแล้ว
หลงเฟยไม่เปิดโอกาสให้พวกมันได้ตั้งตัว ร่างของเขาหายวับไปจากจุดเดิม ปรากฏขึ้นอีกครั้งเบื้องหน้าเงาทมิฬคนที่สอง เงากระบี่วาดผ่านความมืดด้วยความเร็วที่เร็วจนตาเปล่าแทบมองไม่ทัน ประกายกระบี่สีครามสว่างวาบขึ้นเพียงชั่วพริบตา ตัดผ่านลำคอของมือสังหารผู้นั้นอย่างไร้สุ้มเสียง ศีรษะหลุดลอยกระเด็นพร้อมกับโลหิตที่พุ่งทะลักราวกับน้ำพุ
เหลือเพียงผู้นำเงาทมิฬที่ยืนอยู่เพียงลำพัง ร่างกายของมันสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งบัดนี้เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก มันไม่เคยคิดเลยว่าเด็กหนุ่มอายุเท่านี้จะมีความน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ ทั้งกลยุทธ์ ทั้งพิษร้าย และทั้งวิถีกระบี่... ล้วนไร้ช่องโหว่
"เจ้า... เจ้าปีศาจ!" มือสังหารผู้นำถอยหลังกรูด กระบี่ในมือสั่นระริกจนแทบถือไม่อยู่
ในจังหวะนั้นเอง เงาร่างระหงดั่งเทพเซียนในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ก็ลอยลงมาจากยอดไม้สูง มู่หรงเสวี่ยก้าวเดินเข้ามาอย่างแช่มช้า ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง นางยังคงสง่างาม เย็นชา และบริสุทธิ์ผุดผ่องราวกับดอกบัวหิมะที่เติบโตบนยอดเขาเหน็บหนาว ดวงตาคู่สวยกวาดมองศพที่นอนเกลื่อนกลาดบนพื้น ก่อนจะทอดมองมาที่หลงเฟยด้วยแววตาอ่อนโยนขึ้นมาวูบหนึ่ง
"เจ้าไม่เป็นไรนะ?" น้ำเสียงหวานใสดังก้องกังวาน ทว่าเย็นเยียบต่อสิ่งรอบข้าง นางเอ่ยถามชายหนุ่มเพียงผู้เดียวที่อยู่ในสายตา
"คนพวกนี้ยังอ่อนหัดเกินกว่าจะทำให้ข้าบาดเจ็บได้ เสวี่ยเอ๋อร์" หลงเฟยเก็บกระบี่เข้าฝัก รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคายที่เมื่อครู่ยังคงเยียบเย็นดั่งมัจจุราช
เขาก้าวเข้าไปใกล้หญิงสาว ยื่นมือไปกุมมือเรียอบางที่เย็นเฉียบของนางไว้เบา ๆ มู่หรงเสวี่ยไม่ได้ขัดขืน นางปล่อยให้เขาจับมือไว้ ปลายคางเชิดขึ้นเล็กน้อยเพื่อซ่อนความเขินอายที่ถูกส่งผ่านทางสัมผัสอันอบอุ่นนั้น
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายลง ทันใดนั้นเอง—
พื้นดินเบื้องล่างที่เพิ่งสงบลงกลับสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างรุนแรง ราวกับมีสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์กำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหล ท้องน้ายามราตรีที่เคยแจ่มชัดถูกกลืนกินด้วยกลุ่มเมฆหมอกสีดำทมิฬที่หมุนวนเป็นเกลียวพายุอย่างรวดเร็ว
ผู้นำเงาทมิฬที่กำลังจะสิ้นใจ กลับส่งเสียงหัวเราะเยาะออกมาสุดเสียง "ฮ่าๆๆ... พวกเจ้าคิดว่าชนะแล้วงั้นรึ? นายท่าน... นายท่านแห่งพรรคเงาทมิฬเสด็จมาด้วยตนเองแล้ว! พวกเจ้าไม่มีวันหนีพ้นความตายนี้ไปได้!"
สิ้นคำพูดของมัน ร่างของมือสังหารผู้นั้นก็ระเบิดออกเป็นละอองเลือดสาดกระเซ็น พร้อมกันนั้น แรงกดดันระดับขอบเขตราชันย์ปราณอันมหาศาลก็แผ่พุ่งลงมาจากฟากฟ้า กดทับร่างของหลงเฟยและมู่หรงเสวี่ยจนกระดูกลั่นกรอบ!
เงาร่างมหึมาของผู้มาใหม่ปรากฏขึ้นเหนือเมฆหมอกทมิฬ พร้อมกับเสียงหัวเราะก้องกังวานที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งขุนเขา
"หลงเฟย... ในที่สุดข้าก็พบเจ้าแล้ว เจ้าหนูอวดดี"
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่อันโดดเดี่ยวนี้ด้วยกันนะครับ
เซียนกระบี่สยบฟ้า ข้าไม่ยอมก้มหัวให้ใคร•ตอนที่ 11
การซุ่มโจมตีของพรรคเงาทมิฬ
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่สยบฟ้า ข้าไม่ยอมก้มหัวให้ใคร นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!