ความตายไม่เคยส่งเสียงเตือนล่วงหน้า มันมักคืบคลานเข้ามาในเงียบงัน ดุจดั่งพิษร้ายที่หยดลงในธารน้ำใสโดยไร้ระลอกคลื่น
เงาร่างสีม่วงเข้มไหววับดั่งภูตพราย ผ้าแพรสีดำที่คาดปิดทับใบหน้าครึ่งบนไม่สามารถบังความเย็นชาและคมกลาตันในดวงตาคู่นั้นได้ ลมหายใจของมู่หรงเสวี่ยผ่อนเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ ทว่าสมาธิของนางกลับจดจ่ออยู่กับปลายกระบี่ในมือ—กระบี่ที่สลักลวดลายดอกบัวโลหิต ซึ่งเวลานี้ส่งไอสังหารสีชาดแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศรอบกายบิดเบี้ยว
"เจ้า... ได้กระบี่เล่มนี้มาจากไหน"
น้ำเสียงของหลงเฟยราบเรียบ ไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ภายนอก ทว่าภายในอกกลับปั่นป่วนดุจคลื่นใต้น้ำ มารดาผู้ล่วงลับของเขาหายตัวไปพร้อมกับกระบี่ประจำกายในคืนที่ตระกูลถูกกวาดล้างเมื่อสิบปีก่อน การได้พบมันอีกครั้งในมือของสตรีปริศนาผู้นี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน
มู่หรงเสวี่ยไม่ตอบทันที นางเพียงแต่หันมาสบตาเขา แววตาที่ปกติเยือกเย็นต่อโลกหล้า กลับไหววับด้วยความรู้สึกซับซ้อนยากหยั่งถึง นางขยับริมฝีปากนิดๆ คล้ายจะเอ่ยสิ่งใด แต่แล้ว—
*เปรี้ยง!*
ฟ้าเบื้องบนที่เคยเงียบสงบพลันคำรามกึกก้อง เมฆหมอกทมิฬม้วนตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็วดุจคลั่ง ไอร้ายสายหนึ่งพวยพุ่งขึ้นจากผืนป่าเบื้องล่าง โอบล้อมร่างของทั้งสองไว้ภายในพริบตา อักขระสีเลือดนับพันปรากฏขึ้นกลางอากาศ ก่อตัวเป็นโดมโปร่งแสงขนาดใหญ่ที่กักขังพวกเขาทั้งคู่ไว้ภายใน
"ค่ายกลมารกลืนวิญญาณ!" มู่หรงเสวี่ยอุทานเบาๆ ร่างบางสะท้านเฮือก เปล่งประกายปราณกระบี่เมฆาคุ้มกันกายทันที
"ดูเหมือนจะมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาร่วมวงเสียแล้วสิครับ" หลงเฟยแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ นัยน์ตาคมกริบกวาดมองไปรอบด้านอย่างเยือกเย็นและเด็ดขาด
วิชากระบี่ของอดีตมหาเทพถูกขับเคลื่อนด้วยลมปราณอันบริสุทธิ์ กระบี่เหล็กธรรมดาในมือของเขาพลันเปล่งแสงสีครามเจิดจ้า ตัดผ่านความมืดมิดรอบตัวราวกับดวงดาวที่ร่วงหล่น ทว่า ในยุทธภพนี้ ไม่มีสิ่งใดง่ายดายเพียงนั้น
จากความมืดมิดเบื้องล่าง เงาร่างนับร้อยในชุดคลุมสีดำสนิทพุ่งทะยานขึ้นมาดั่งฝูงตั๊กแตนปาทาน กลิ่นอายความตายและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ พวกมันล้วนเป็นมือสังหารเดนตายจากสำนักมารโลหิต ที่ถูกฝึกฝนมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ดวงตาของพวกมันเบิกโพลงไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ มีเพียงคำสั่งเดียวคือ—สังหารเป้าหมายให้สิ้นซาก
"ระวังตัวด้วย" มู่หรงเสวี่ยเอ่ยเสียงเรียบ นางสะบัดข้อมือ กระบี่ดอกบัวโลหิตในมือส่งเสียงกรีดร้องแหลมสูง กลีบดอกไม้สีเลือดนับพันโปรยปรายลงมาดั่งหิมะมรณะ ทุกกลีบล้วนคมกริบราวกับใบมีดที่พร้อมจะบั่นคอศัตรูในคราเดียว
เคมีระหว่างคนทั้งสองเด่นชัดขึ้นท่ามกลางห่าฝนโลหิต หลงเฟยเคลื่อนไหวพริบพราวราวกับเงาพยัคฆ์ ท่าร่างของเขาเฉียบคม ดุดัน และไร้ความปรานี ทุกกระบวนท่าที่ใช้ออกล้วนแฝงไว้ด้วยสัจธรรมแห่งวิถีกระบี่ที่เหนือล้ำ ขณะที่มู่หรงเสวี่ยเปรียบดั่งเซียนผู้สูงส่ง นางร่ายรำกระบี่ด้วยความงดงามและเย็นชา ลมปราณเมฆาผสานกับกลิ่นอายโลหิตจากกระบี่ในมือ หลอมรวมเป็นพลังทำลายล้างที่น่าสะพรึงกลัว ทั้งรุกและรับประสานกันอย่างไร้ที่ติ ราวกับคู่สามีภรรยาที่ผ่านความเป็นความตายร่วมกันมานับครั้งไม่ถ้วน
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่มีใครล่วงรู้ พื้นดินเจิ่งนองไปด้วยโลหิตของกองกำลังปีศาจ ซากศพกองระเกะระระกะ ทว่าจำนวนของพวกมันกลับไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยลง เนื่องจากค่ายกลมารกลืนวิญญาณกำลังสูบเอาพลังชีวิตจากธรรมชาติมาหล่อเลี้ยงพวกมันไม่ขาดสาย
"หากปล่อยไว้เช่นนี้ พลังปราณของเราจะเหือดแห้งเสียก่อน" หลงเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงสุขุม แม้เม็ดเหงื่อจะผุดพรายขึ้นตามไรผม แต่แววตายังคงแน่วแน่ไม่หวั่นไหว
"ข้าจะทำลายแกนกลางค่ายกล เจ้าคอยคุ้มกันให้" มู่หรงเสวี่ยเอ่ยเสียงเด็ดเดี่ยว นางไม่รอให้เขาตอบรับ ร่างบางพุ่งทะยานฝ่าวงล้อมขึ้นไปยังจุดศูนย์กลางของค่ายกลทันที กระบี่ในมือแผ่ไอความเย็นยะเยือกจนน้ำค้างแข็งเกาะกุมไปทั่วบริเวณ
หลงเฟยพ่นลมหายใจยาวเหยียด เขาตวัดกระบี่ในมือสร้างกำแพงปราณสีครามขึ้นสกัดกั้นพวกมารโลหิตที่พยายามจะตามไปขัดขวางนาง สายตาของเขาจับจ้องแผ่นหลังของสตรีในชุดอาภรณ์สีม่วงเข้มด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย—ความรู้สึกคุ้นเคยนี้มันคืออะไรกันแน่? ทำไมหัวใจของเขาถึงเต้นระรัวยามที่นางอยู่เคียงข้าง?
ในจังหวะที่มู่หรงเสวี่ยกำลังจะปักกระบี่ลงใจกลางอักขระมารเพื่อทำลายค่ายกล พื้นดินเบื้องล่างก็แยกตัวออกอย่างรุนแรง ไอสีดำทมิฬพวยพุ่งขึ้นมาราวกับอสูรกายร้ายที่ตื่นจากการหลับใหล
ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะโบราณที่สวมหน้ากากยักษ์ปรากฏขึ้นท่ามกลางกลุ่มควัน มันหัวเราะเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่ซ่ายกดทับจนอากาศแทบหยุดนิ่ง
"คิดจะทำลายค่ายกลของข้า ช่างฝันไปเถอะ นังหนู!"
เงายักษ์พุ่งเข้าประชิดมู่หรงเสวี่ยด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ฝ่ามือมหึมาปกคลุมด้วยไอพิษสีเขียวเข้มซัดเข้าใส่แผ่นอกของนางอย่างไร้ความปรานี มู่หรงเสวี่ยหน้าถอดสี นางพยายามยกกระบี่ขึ้นรับ แต่ความเร็วและพลังของฝ่ายตรงข้ามเหนือกว่านางมากนัก
*ฉับพลันนั้นเอง!*
เงาร่างสีครามสายหนึ่งพุ่งตัดผ่านความมืดเข้ามาขวางกั้นไว้ทันท่วงที หลงเฟยใช้วิชาตัวเบาขั้นสูงสุดทะยานมารับการโจมตีนั้นแทน กระบี่ในมือของเขาแผ่รังสีอำมหิตออกมาจนถึงขีดสุด เป็นจังหวะเดียวกับที่จิตวิญญาณกระบี่ในร่างของเขาเกิดการสั่นพ้องอย่างรุนแรง พลังปราณที่เคยอัดอั้นพลันทลายทะลวงขีดจำกัดเดิมอย่างไร้เสียงเตือน
*เปรี้ยง! เสียงคำรามของสายฟ้าฟาดผ่าลงมาจากท้องฟ้าอย่างไร้เมฆฝน*
หลงเฟยกระอักเลือดออกมาคำโต ทว่าริมฝีปากของเขากลับแย้มยิ้มเยือกเย็น ดวงตาทั้งสองข้างเปลี่ยนเป็นสีครามเข้มประกายทอง—เขาก้าวข้ามผ่านคอขวด ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตผู้บัญชาการสวรรค์ขั้นที่สามได้สำเร็จในวินาทีแห่งความเป็นความตายนี้เอง!
มือขวาของเขาตวัดกระบี่ออกไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ทว่าทรงพลังดึงดูดสายตาทุกคู่ในรัศมีร้อยลี้ ปลายกระบี่จ่อชิดติดลำคอของยอดฝีมือฝ่ายมารโดยที่อีกฝ่ายยังไม่ทันได้กระพริบตา และก่อนที่ใครจะทันได้ส่งเสียงร้องระงม หลงเฟยก็เอ่ยกระซิบเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นดุจน้ำแข็งขั้วโลก
"เจ้า... รู้จักชื่อของมารดาข้าหรือไม่"
--------------------------------------------------------------------------------
(ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟัน และก้าวเดินไปในวิถีกระบี่อันโดดเดี่ยวนี้ด้วยกันครับ - เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
เซียนกระบี่สยบฟ้า ข้าไม่ยอมก้มหัวให้ใคร•ตอนที่ 22
ค่ายกลมารกลืนวิญญาณ
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่สยบฟ้า ข้าไม่ยอมก้มหัวให้ใคร นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!